ข่าวเด่น   
     นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ย้ำปลายปีงบประมาณ 58 ต้องขึ้น VAT พร้อมกับอุดช่องโกงภาษี เปรยงบ 59 เพิ่มแน่ 10-15% รองรับรัฐลงทุน      เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ระดับ 32.80/81 บาท/ดอลลาร์ จากปิดตลาดช่วงเย็นวานนี้ที่ระดับ 32.81/82 บาท/ดอลลาร์ และเมื่อเวลา 09.00 น.เงินบาทไปทำโลว์ที่ระดับ 32.77 บาท/ดอลลาร์ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ประกาศออกมาเมื่อคืนนี้ไม่ส่งผลกระทบมากนัก     
24/11/2014
  หน้าแรก
  Promotion & Events
  ข่าวรอบวัน
  ข่าวประชาสัมพันธ์
  อัตราดอกเบี้ย
  อัตราแลกเปลี่ยน
  กองทุนรวม
  บทวิเคราะห์
  Who 's Who
  Money Product
  Money Tips
  FAQ การเงิน การลงทุน
  Quiz
  Poll
  Business Dining
  Business Travel

 
โค้งสุดท้ายส่งออกข้าวไทยปี?55 ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง (02/11/2012 09:23)

ในปี 2555 การส่งออกข้าวของไทยเผชิญปัญหาท้าทายอย่างมาก เนื่องจากการแข่งขันในการส่งออกข้าวในตลาดโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่ง หลังจากงดส่งออกไป 3 ปี ส่งผลให้เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าวขาวของไทย ต้องลดราคาลงไปแข่งขันกับอินเดีย ในขณะที่ราคาส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ประเทศผู้ซื้อข้าวจึงหันไปนำเข้าข้าวทั้งจากอินเดียและเวียดนาม ทำให้การส่งออกข้าวไทยลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับในปี 2554 ที่ปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น การผลักดันการส่งออกข้าวในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2556 จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการค้าข้าวของไทย 

ตลาดส่งออกข้าวไทยปี 2555 : เผชิญความท้าทายหลายด้าน

ปริมาณการส่งออกข้าวลดลงถึงร้อยละ 46 ในช่วง 8 เดือนแรก 

สถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2555 พบว่ามีปริมาณการส่งออก 4.4 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 46.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการส่งออกข้าวของไทยที่ลดลง

โดยทั่วไปภาพรวมสถานการณ์ด้านราคา พบว่าราคาส่งออกข้าวของไทย (F.O.B. กรุงเทพฯ) ช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง และเมื่อพิจารณาในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2555 พบว่าราคาส่งออกข้าวของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 569 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 (YoY) และมากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2552-2554 ที่ 532 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ส่วนหนึ่งอาจมาจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งในด้านหนึ่งมีผลในการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร แต่ขณะเดียวกันอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยในตลาดโลก ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามพยายามลดราคาลงร้อยละ 11.6 เพื่อแข่งขันกับอินเดียที่กลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอีกครั้งหลังจากที่งดส่งออกไป 3 ปี ซึ่งขณะนี้อินเดียมีราคาข้าวส่งออกต่ำที่สุด ส่งผลให้ขณะนี้ราคาส่งออกข้าวของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน 

อย่างไรก็ตาม การส่งออกข้าวแต่ละประเภทได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่แตกต่างกัน กล่าวคือ

ประเภทข้าว

ผลกระทบ 

ข้าวขาว

Æ ตลาดบน (ข้าวขาว 100%-5%)  

- ข้าวขาว 100% เผชิญการแข่งขันกับผู้ส่งออกรายใหญ่คือ สหรัฐฯ และอุรุกวัย อย่างไรก็ตาม ข้าวไทยยังคงมีราคาต่ำกว่าที่ 593 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน (สหรัฐฯ 605 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน และอุรุกวัย 625 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน)


- ข้าวขาว 5% นิยมบริโภคโดยเฉพาะในตลาดเอเชีย มีการแข่งขันจากเวียดนามและปากีสถานมากขึ้น จากการพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้การส่งออก และราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าข้าวไทยกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน (ประกอบกับช่วงปี 2551-2554 ไทยมีการปรับราคาขึ้นพร้อมกับค่าพรีเมียม โดยในปี 2554 ไทยมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าเวียดนามถึงร้อยละ 8.7) 

Æ ตลาดล่าง (ข้าวขาว 10%-45%) เผชิญการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงโดยเฉพาะจากเวียดนามตั้งแต่ 2552 และสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดไทยไปบางส่วน (เวียดนามเน้นเจาะตลาดในอาเซียน) และอินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาวอีกครั้ง ตลอดจนคู่แข่งรายใหม่อย่างพม่าและกัมพูชา ที่หันมาส่งออกข้าวมากขึ้น (จากการที่นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนทั้งด้านการเพาะปลูกและโรงสีข้าว)


ข้าวหอมมะลิ

เป็นตลาดข้าวระดับบนที่ไทยยังครองตลาดอยู่ ชาวต่างชาติจดจำในเอกลักษณ์ด้านคุณภาพและความหอมของข้าวหอมมะลิไทยและตลาดนอกเอเชียนิยมบริโภค แต่จากการพัฒนาการส่งออกข้าวหอมของหลายประเทศ เช่น เวียดนาม จีน เม็กซิโก โดยเฉพาะเวียดนามที่เริ่มเข้ามาแย่งตลาดข้าวหอมมะลิไทยไปบางส่วน อย่างไรก็ตาม ข้าวหอมมะลิไทยยังได้รับการยอมรับด้านคุณภาพอยู่ในตลาดโลก แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ


ข้าวนึ่ง 

ตลาดส่งออกหลักคือแอฟริกา (สัดส่วนประมาณร้อยละ 43 ของการส่งออกข้าวรวม) โดยเฉพาะไนจีเรีย และตะวันออกกลาง คู่แข่งในตลาดข้าวนึ่งยังมีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม อินเดียถือเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองจากการกลับมาส่งออกข้าวนึ่งอีกครั้ง และลดราคาลงถูกกว่าไทยเกือบ 200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน นอกจากนี้ ยังมีคู่แข่งหน้าใหม่อย่างพม่า เวียดนาม และแถบลาตินอเมริกา เช่น อุรุกวัย ปารากวัย บราซิล เป็นต้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแอฟริกามากนัก ทั้งนี้ ราคาข้าวนึ่งไทยยังคงสูงกว่าคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ


ข้าวเหนียว

ตลาดค่อนข้างจำกัดในประเทศแถบเอเชีย และไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกหลัก การแข่งขันไม่รุนแรงตลอดจนราคาส่งออกไทยทรงตัวในระดับประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน


ปลายข้าว

ตลาดส่งออกหลักคือแอฟริกา อินโดนีเซีย และจีน นิยมนำไปเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร ถือว่าการแข่งขันไม่ค่อยรุนแรง ประกอบกับสหรัฐฯและอียูประสบภัยแล้ง ทำให้เป็นโอกาสของไทยในการส่งออกปลายข้าวมากขึ้น


ที่มา : สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย


ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (USDA) ได้คาดการณ์ว่าในปี 2555 ไทยต้องเผชิญความท้าทายในการส่งออกข้าว เนื่องจากการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น อาจมีผลให้สัดส่วนการส่งออกข้าวของไทยในตลาดโลกปี 2555 ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 18.2 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของโลกหรือคิดเป็น 6.5 ล้านตัน (ลดลงร้อยละ 38.9 จากปี 2554 ที่ระดับ 10.7 ล้านตัน) โดยการประเมินของ USDA ดังกล่าวคาดว่ายังไม่รวมการส่งออกข้าวของรัฐบาลไทยในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ซึ่งหากไม่มีการส่งออกข้าวเพิ่มเติมจากในส่วนของรัฐบาลที่จะส่งมอบได้ทันภายในปีนี้ ก็อาจจะทำให้ไทยมีสัดส่วนการส่งออกข้าวต่ำลงมาเป็นอันดับ 3 รองจากอินเดียและเวียดนาม

ทั้งนี้ ในปี 2555 อินเดียกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่งอีกครั้งตั้งแต่กันยายน 2554 (หลังจากที่งดส่งออกไป 3 ปี) เนื่องจากปริมาณผลผลิตในปีนี้มีปริมาณเพียงพอสำหรับบริโภคในประเทศ โดยราคาส่งออกข้าวของอินเดียที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับผู้ส่งออกรายอื่น ส่งผลให้อินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.4 ซึ่งตลาดส่งออกข้าวหลักของอินเดียคือ ประเทศในแอฟริกา

ส่วนเวียดนาม ซึ่งมีนโยบายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น พันธุ์ข้าว การปรับปรุงมาตรฐานการขนส่ง รวมไปถึงการพัฒนามาตรฐานการแปรรูปข้าว เป็นต้น ทำให้ในระยะที่ผ่านมาเวียดนามเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวไทย (โดยเฉพาะข้าวคุณภาพสูงถึงปานกลาง) มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องเผชิญการแข่งขันกับอินเดีย ทำให้เวียดนามต้องลดราคาข้าวส่งออกโดยเฉพาะข้าวคุณภาพปานกลางถึงต่ำ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดข้าวของเวียดนามในปี 2555 ค่อนข้างทรงตัวที่ระดับร้อยละ 19.6

 

แนวโน้มทั้งปี 2555 : ปริมาณการส่งออกลด ... ราคาคงตัวในระดับสูง 

ประเด็นที่ต้องติดตาม ที่อาจจะมีผลต่อการส่งออกข้าวในช่วงที่เหลือของปี 2555 มีดังนี้  

    ปัจจัยผลักดันให้ปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น คาดว่าจะต้องรอดูความคืบหน้าของการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ โดยก่อนหน้านี้ มี 2 ประเทศที่ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายข้าวจากไทยคือ โกตดิวัวร์ 2.4 แสนตัน และกินี 2.0 แสนตัน ขณะที่รัฐบาลระบุว่าจะมีการทำสัญญาซื้อขายข้าวจากไทยกับอีก 4 ประเทศ ปริมาณเกือบ 7.0 ล้านตัน ซึ่งหากรัฐเร่งทำสัญญาและส่งมอบภายในปีนี้ ก็คาดว่าอาจมีปริมาณส่งออกข้าวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

    การระบายสต็อกข้าวของรัฐบาล ซึ่งผู้ส่งออกมีโอกาสที่จะประมูลข้าวเพื่อใช้ในการส่งมอบแก่คู่ค้า โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดประมูลข้าวทั้งสิ้น 7.5 แสนตัน แต่รัฐบาลมีการระบายข้าวด้วยวิธีประมูลไปเพียง 2.29 แสนตัน ทำให้รัฐบาลอาจยังคงมีสต็อกข้าวในปริมาณสูง ซึ่ง ณ เดือนสิงหาคม รัฐบาลมีปริมาณข้าวในสต็อกคาดว่ามากกว่า 10-12 ล้านตัน

    ความต้องการข้าวไทยจากต่างประเทศอาจยังต้องเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน  เนื่องจากราคาส่งออกข้าวไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลัก อาจส่งผลให้ผู้นำเข้าข้าวในต่างประเทศบางส่วน เช่น ตลาดแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของข้าวนึ่งไทย หันไปนำเข้าข้าวจากเวียดนามและอินเดียที่ราคาถูกกว่าไทยกว่าตันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดจนความต้องการข้าวนึ่งไทยจากต่างประเทศลดลง เนื่องจากก่อนหน้านี้ผู้ซื้อรายสำคัญคือ ไนจีเรียซึ่งครองสัดส่วนถึงร้อยละ 12  ได้เร่งรับซื้อข้าวนึ่งไปแล้วก่อนถึงกำหนดที่ทางการจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าว นอกจากนี้ ผู้ซื้อข้าวในแถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่จะชะลอคำสั่งซื้อข้าวจากไทย เนื่องจากยังคงมีสต็อกข้าวปริมาณมากจากที่ได้สั่งซื้อไว้ก่อนหน้านี้ในช่วงเทศกาลถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

    สำหรับปัจจัยด้านอุปทานที่อาจส่งผลกระทบให้ปริมาณการส่งออกอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์นั้น ยังต้องจับตาผลผลิตข้าวของอินเดีย เนื่องจากปริมาณสต็อกข้าวของอินเดียยังอยู่ในเกณฑ์สูง และภาวะมรสุมในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2555 ที่ใกล้เคียงกับปีปกติ ทำให้อินเดียยังคงมีปริมาณข้าวเพียงพอกับการส่งออก หลังจากการกันสต็อกสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารแล้ว อินเดียจึงอาจยังคงมีบทบาทสำคัญในการส่งออกข้าว นอกจากนี้ ในปี 2555 ปากีสถานขยายตลาดส่งออกข้าว โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวปากีสถานตั้งเป้าการส่งออกจำนวน 4.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.3 จากปีก่อน อาจส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดข้าวของไทย

    การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็นับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจกดดันความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดส่งออก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอินเดียและเวียดนามที่ค่าเงินแข็งค่าน้อยกว่าไทย โดยเมื่อ 27 กันยายน 2555 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.95 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับระดับปิดสิ้นปี 2554 ทำให้ราคาส่งออกข้าวของไทยในรูปเงินดอลลาร์ฯ ปรับสูงขึ้นด้วย  

 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปริมาณการส่งออกข้าวในปี 2555 อาจมีปริมาณ 7.0-7.5 ล้านตัน ซึ่งกรอบคาดการณ์ดังกล่าวได้รวมผลของการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในสัญญาที่มีความชัดเจนเข้าไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลทยอยส่งมอบข้าวในสัญญาซื้อขายอื่นๆได้เพิ่มเติมก็อาจจะทำให้การส่งออกข้าวของไทยสูงกว่ากรอบคาดการณ์ข้างต้น

   ในด้านราคา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ราคาส่งออกข้าวไทยในช่วงที่เหลือของปี 2555 อาจทรงตัวในระดับสูงใกล้เคียงปัจจุบันที่ประมาณ 550-600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ตามต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้น คาดว่าทั้งปี 2555 จะมีมูลค่าการส่งออกข้าวไทยประมาณ 3,500-4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แนวโน้มปริมาณและราคาส่งออกข้าวไทยในระยะต่อไป : หลากปัจจัยที่ต้องมอง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าในระยะต่อไป ในกรณีที่สภาวะอากาศไม่ผันแปรรุนแรง ผลผลิตจากประเทศคู่แข่งน่าจะยังมีระดับสูง ซึ่งก็จะยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันราคาข้าวในตลาดโลกต่อเนื่องจากปีนี้ แม้ว่าปริมาณความต้องการยังคงเพิ่มขึ้นก็ตาม และราคาส่งออกข้าวของไทยอาจได้รับแรงฉุดตามแนวโน้มของราคาข้าวในตลาดโลก เนื่องจากปริมาณผลผลิตและสต็อกข้าวของโลกน่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น 

 

Æ  ประเด็นที่น่าจับตามองสำหรับการส่งออกข้าวไทยในระยะต่อไป 

ในปี 2555 ตลาดส่งออกข้าวไทยต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน คาดหมายว่าในระยะถัดไปปัจจัยท้าทายต่างๆ ยังคงส่งผลต่อการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในการค้าข้าวยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่อาจจะกระทบต่อภาพรวมการส่งออกข้าวไทย โดยปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการควรต้องระมัดระวัง มีดังนี้

 

          ปัจจัยภายในประเทศ 

     การดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวต่อเนื่องในปี 2555/56 ส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีผลถึงศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกข้าวไทยไปตลาดโลก นอกจากนี้ สต็อกข้าวของรัฐบาลที่มีปริมาณสูง ก็เป็นปัจจัยที่ท้าทายสำหรับรัฐบาลในการกำหนดแนวทางการระบายสต็อกข้าว

 

       ปัจจัยภายนอกประเทศ 

ระยะสั้น

    การแข่งขันในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง  ทั้งจากอินเดียที่กลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอีกครั้งและเวียดนามที่มีการพัฒนาการผลิตข้าวจนกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของไทย นอกจากนี้ ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหม่อย่างพม่าและกัมพูชา ก็ถือเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจ เพราะพม่าได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคารโลกในการพัฒนาระบบชลประทาน และพันธุ์ข้าว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนประเทศกัมพูชาก็มีความร่วมมือกับเวียดนามในการพัฒนาการปลูกข้าว และยังได้รับเงินทุนสนับสนุนจากประเทศในตะวันออกกลางในการเพิ่มปริมาณการผลิตข้าว รวมทั้งนักลงทุนจากต่างประเทศสนใจเข้าไปลงทุนพัฒนากิจการโรงสีข้าวในกัมพูชาด้วย

 

ระยะยาว

    ประเทศผู้นำเข้าข้าวหลักลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าว จากปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวน สร้างความกังวลในเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวมีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดพึ่งพาการนำเข้าข้าว เช่น ผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของโลกคือ ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียประกาศการเพิ่มผลผลิตข้าวในประเทศ อาจกดดันต่อแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลก และอาจกระทบต่อการส่งออกข้าวไทย

    การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาข้าว หลายประเทศมีการวิจัยและพัฒนาโดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เช่น ข้าวที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น เป็นต้น การพัฒนาระบบชลประทาน การพัฒนาการขนส่ง และมาตรฐานโรงสีเพื่อเพิ่มปริมาณในการผลิตข้าว และเพิ่มความหลากหลายของประเภทข้าว รวมทั้งพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อเสริมประสิทธิภาพการส่งออก   

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในระยะต่อไปตลาดข้าวโลกจะส่งสัญญาณปริมาณผลผลิตและสต็อกข้าวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันต่อแนวโน้มราคา แต่ก็อาจมีปัจจัยหนุนบางประการที่ผลักดันราคาข้าวโลกได้ คือ ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน  อันอาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตข้าวและการเปลี่ยนแปลงของราคาข้าวได้ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะราคาอาหารโลกและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคต่างๆ ตามมา

ล่าวโดยสรุป จากหลากหลายปัจจัยที่กดดันให้ปริมาณการส่งออกข้าวไทยในปี 2555 นี้ลดลงกว่าปีก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ด้วยราคาข้าวไทยที่มีระดับสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งในขณะนี้ราคาส่งออกของไทยยังคงสูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน อันอาจมีผลถึงศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกข้าวไทยไปตลาดโลก แม้ว่าในด้านคุณภาพข้าวไทยยังคงได้รับความนิยมและมีความต้องการจากต่างประเทศรองรับอยู่ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีปัจจัยใดที่มากระทบต่อภาพรวมของตลาดข้าวอย่างรุนแรง หรืออยู่ภายใต้ความสามารถในการบริหารจัดการด้านราคาของผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปริมาณการส่งออกข้าวในปี 2555 อาจมีปริมาณ 7.0-7.5 ล้านตัน ซึ่งกรอบคาดการณ์ดังกล่าวได้รวมผลของการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในสัญญาที่มีความชัดเจนเข้าไว้แล้ว ในด้านราคา คาดว่าราคาส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2555 อาจทรงตัวในระดับใกล้เคียงปัจจุบันที่ประมาณ 550-600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ตามต้นทุนรับซื้อข้าวเปลือกจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล ดังนั้น คาดว่าทั้งปี 2555 จะมีมูลค่าการส่งออกข้าวไทยประมาณ 3,500-4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

สำหรับแนวโน้มราคาข้าวในตลาดโลกปี 2556 อาจยังเผชิญแรงฉุดรั้งจากปริมาณผลผลิตและสต็อกข้าวของประเทศคู่แข่งซึ่งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากไม่มีปัจจัยลบจากสภาพอากาศผันผวนรุนแรง โดยหากส่วนต่างราคาข้าวไทยยังคงสูงกว่าประเทศคู่แข่งโดยเปรียบเทียบ ก็อาจส่งผลกดดันต่อปริมาณการส่งออกข้าวของไทย แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการส่งออกข้าวไทยในรูปแบบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งอาจเข้ามาช่วยผลักดันยอดส่งออกได้อีกทางหนึ่ง

 

<- ย้อนกลับ
เนื้อหาในหมวดนี้
มุมสมาชิก
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
 
 
 
 

  © สงวนลิขสิทธิ์ 2553 บริษัท มีเดีย แอสโซซิเอตเต็ด จำกัด