ข่าวเด่น   
    มหกรรมลดดอกเบี้ยกสิกรหั่นกู้-ฝากลง 0.12% ธนชาตออกเงินฝากประจำ 11 เดือนดอกเบี้ย 3.45% สวนกระแสดอกเบี้ยขาลง     ททท.ขยับ ดึงเศรษฐีแดนโรตี เที่ยวประเทศไทย วางแผนโหมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ เจาะเป้าหมายผู้หญิงวัยทำงาน ครอบครัว แนะรัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงอายุ กำลังซื้อสูง ชี้ภายใน ปี 2568 ประชากรอินเดียเข้าสู่วัยเกษียณสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก    
23/02/2012
  หน้าแรก
  Promotion & Events
  ข่าวรอบวัน
  ข่าวประชาสัมพันธ์
  อัตราดอกเบี้ย
  อัตราแลกเปลี่ยน
  กองทุนรวม
  บทวิเคราะห์
  Who 's Who
  Money Product
  Money Tips
  FAQ การเงิน การลงทุน
  Quiz
  Poll
  Business Dining
  Business Travel

 
  FAQ การเงิน การลงทุน
  • ไอ พี โอ หรือ IPO ย่อมาจากคำว่า Initial Public Offering ซึ่งก็คือการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก การจะมีหุ้นไอพีโอออกเสนอขายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า บริษัทมองหาแหล่งเงินทุน (ที่นอกเหนือจากเงินกู้) เพื่อขยายกิจการหรือไม่ ถ้าบริษัทต้องการเงินทุนและกระจายการถือครองหุ้นให้ประชาชนทั่วไป ก็สามารถนำหุ้นของตนออกเสนอขายได้ โดยจะต้องทำผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่รับเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (underwriters) ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. และต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้

    หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าจะออกหลักทรัพย์เสนอขายแก่ประชาชน บริษัทผู้เสนอขายหลักทรัพย์ (Issuer) ก็จะปรึกษากับ “ที่ปรึกษาทางการเงิน” จัดทำหนังสือชี้ชวนการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ให้มีข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง เพื่อให้นักลงทุนอ่านทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจจองซื้อหุ้นได้

    คราวนี้มารู้จักกับ “ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์” หรือที่เราเรียกกันว่า อันเดอร์ไรท์เตอร์ (Underwriter) ซึ่งก็คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ทำหน้าที่เสนอขายหลักทรัพย์แก่ประชาชนทั่วไปแทนบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์

    ซึ่งการเสนอขายหุ้นไอพีโอแต่ละครั้งจะไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวว่าจะจองด้วยวิธีใด ผ่านช่องทางไหน จ่ายเงินอย่างไร หรือจัดสรรอย่างไร ผู้ลงทุนจะต้องศึกษารายละเอียดต่างๆจากหนังสือชี้ชวนเอง เมื่อหุ้นได้รับจัดสรรเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสซื้อขายเปลี่ยนมือบนกระดาน ตลท.ต่อไป

  • โดยปกติหุ้นไอพีโอที่เปิดขายให้ผู้จองซื้อรายย่อยนั้น หมายความว่าประชาชนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้นไอพีโอตัวนั้นได้ อย่างไรก็ตามมีข้อจำกัดว่าไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการและผู้บริหาร ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์นั้นๆ จองซื้อหุ้นบริษัทตัวเองได้

  • นักลงทุนมีหลายประเภท มีทั้งนักเก็งกำไร นักลงทุนระยะสั้น นักลงทุนระยะยาว ขึ้นอยู่กับว่าคุณตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้อย่างไร และคุณยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งเสี่ยง ผลตอบแทนก็ยิ่งสูง แต่คุณก็มีโอกาสขาดทุนสูงได้ด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงจากการลงทุนพอจะจำแนกได้เป็น ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจของผู้ออกตราสาร (Business Risk) ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ (Capital Risk) ความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถขายตราสารได้ทันทีในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสม (Liquidity Risk) ความเสี่ยงจากการที่ผู้ออกตราสารไม่ชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย (Credit Risk) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย (Interest-rate Risk) และความเสี่ยงจากการที่ผลตอบแทนที่ได้รับต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Risk)


    คุณควรจะถามตัวคุณเองก่อนว่าคุณเป็นประเภทที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็มาดูว่าตราสารใดที่เหมาะกับระดับการยอมรับความเสี่ยงของคุณ ถ้าคุณเป็นประเภทที่พยายามเลี่ยงความเสี่ยง รับความเสี่ยงได้ต่ำ คุณก็ควรจะเน้นเรื่องการออมในสัดส่วนที่มากหน่อย และลงทุนระยะยาวในตราสารที่ความเสี่ยงต่ำ ประเภทตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน เช่น พันธบัตรของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้ กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม คุณต้องพิจารณาด้วยว่าผู้ออกตราสารหนี้นั้นเป็นใคร มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน จ่ายดอกเบี้ยแบบคงที่หรือผันแปร เพราะความเสี่ยงของตราสารหนี้ก็ขึ้นอยู่กับภาวะดอกเบี้ยด้วย

    ถ้าคุณเป็นประเภทที่เข้าใจความเสี่ยงและพอยอมรับได้ปานกลาง ก็อาจจะเลือกลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นมาอีกหน่อย โดยเน้นการลงทุนระยะยาว มีผลตอบแทนสูงพอควร ประเภทตราสารทุน เช่น กองทุนรวม ซึ่งมีมืออาชีพช่วยบริหาร ช่วยกระจายความเสี่ยง หรือลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลดี หรือในหุ้นชั้นดีที่เรียกกันว่าหุ้น Blue Chip แต่ถ้าคุณเป็นประเภทที่ต้องการลงทุนระยะสั้น หรือเก็งกำไร เน้นผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารทุน ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะราคาผันผวนไปตามภาวะตลาดและผลประกอบการของบริษัท

    นอกจากนั้น ยังมีตราสารอีกประเภทหนึ่งที่จะช่วยในการบริหารความเสี่ยงของคุณได้ คือ ตราสารอนุพันธ์ เช่น ออปชั่นดัชนีราคาหุ้น อัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นการซื้ออนาคตของตราสารประเภทต่างๆ ที่นำมาอ้างอิงในราคาที่กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้

 
 
 
มุมสมาชิก
ชื่อสมาชิก:
รหัสผ่าน:
 
 
 
 

  © สงวนลิขสิทธิ์ 2553 บริษัท มีเดีย แอสโซซิเอตเต็ด จำกัด