banner_blank

banner_blank

HOT NEWS

บล.KTBST ประเมินตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ รับปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นภาครัฐฯ และการค้าที่ฟื้นตัว แต่มีปัจจัยด้านต่างประเทศที่ต้องจับตา


บล.KTBST ประเมินตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ รับปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นภาครัฐฯ และการค้าที่ฟื้นตัว แต่มีปัจจัยด้านต่างประเทศที่ต้องจับตา คาดดัชนีฯสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 1,580 – 1,600 จุด กลยุทธ์ลงทุน ยังเน้นหุ้นกลุ่ม Domestic Play อาทิ กลุ่มธนาคาร ที่อยู่อาศัย และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

 

ดร.วิน  อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ว่าตลาดจะตอบรับในทางบวกต่อการหารือระหว่างผู้นาสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และแนวโน้มราคาน้ำมัน ที่ยังคงแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันการเข้ามาเก็งกำไรในงบการเงินไตรมาสที่ 4 ที่จะมีเข้ามาในตลาดมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้านี้ จะทำให้ตลาดหุ้นไทยคึกคักขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้เราเชื่อว่าด้วยมุมมองเศรษฐกิจไทยที่ยังมีการขยายตัวดีจากแรงกระตุ้นของภาครัฐฯและการค้าระหว่างประเทศ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสำคัญๆ จะหนุนให้ดัชนีฯ สัปดาห์นี้ปรับตัวสูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อน ตัวแปรที่มีผลต่อตลาดสำคัญๆ จะเป็นนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทางออกของหุ้นพลังงานลมหลังมีประเด็นในเรื่อง สปก. และการเมืองการเลือกตั้งของยุโรป

ดังนั้นจึงคาดว่าดัชนีฯสัปดาห์นี้ จะผันผวนในกรอบ 1,580 – 1,600 จุด โดยมีตัวแปรอยู่ที่ GDP กลุ่มอียู (14 ก.พ.) การกล่าวสุนทรพจน์ของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (14 ก.พ.) และ สัปดาห์ถัดไป (20-24 ก.พ.) คาดว่าตลาดมีแนวโน้มขึ้นต่อจากการเข้ามาเก็งกำไรในงบไตรมาส 4 และปัจจัยบวกเฉพาะตลาดหุ้นไทยแต่ความแรงของตลาดทั้งนี้จะขึ้นปัจจัยต่างประเทศด้วย อาทิ นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันตัวแปรสาคัญๆ ช่วง 20-24 ก.พ. ประกอบด้วยตัวเลข GDP ของไทย (20 ก.พ.) และรายงานตัวเลขขาย-ผลิต รถยนต์ของไทย

สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แม้จะมองว่าตลาดหุ้นมีโอกาสเดินหน้าต่อแต่หลายตัวแปรส่วนใหญ่เป็นตัวแปรในต่างประเทศ ทั้งตัวแปรการเมือง-เศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย ที่ไม่ได้ให้ผลต่อตลาดในหุ้นในทางเดียวกัน การลงทุนในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า จึงขึ้นกับน้ำหนักของตัวแปรเหล่านี้ว่าจะไปในทางใด

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยบวกในเรื่องของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทในตลาด เราจะให้ความสนใจกับหุ้นที่เป็น Domestic Play มากกว่าอาทิ กลุ่มธนาคาร ที่อยู่อาศัย หรือหุ้นที่ผลประกอบการออกมาดี เนื่องจากไตรมาสนี้ มีการทำ Preview ค่อนข้างน้อย จึงทำให้การรายงานกำไรว่าดีหรือไม่ดีของหุ้นส่วนใหญ่ จะมีผลต่อราคาหุ้นในวันที่นาส่งงบการเงินเลย

ทั้งนี้ ตัวแปรสำคัญๆ ดังกล่าวในมุมมองของ KTBST ได้แก่ 1.) นโยบายเศรษฐกิจและการเดินสายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังคงมีผลต่อทิศทางตลาดหุ้นอยู่ต่อไป มีความชัดเจนแล้วจากการพบกันของผู้นำสหรัฐฯและญี่ปุ่นตกลงที่จะสนับสนุนให้มีการจัดการเจรจาหารือเกี่ยวกับกรอบการค้าทวิภาคี หลังจากที่สหรัฐได้ถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งหมายความว่า จากนี้ไป สหรัฐฯจะเข้าเจรจาหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาทางการค้ากับประเทศอื่นๆแทนที่จะทาในรูปแบบเดิม ที่ทำเป็นกลุ่มการระงับออก VISA ให้แก่พลเมือง 7 ประเทศ

ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะประธานาธิบดี ให้ข่าวว่าจะออกมาตรการในทำนองนี้อีกครั้ง การเข้าพบผู้นาประเทศต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ สัปดาห์นี้ น่าจะเป็นแคนานดาและอิสราเอล จะทำให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นบวกต่อตลาดมากกว่าที่ปล่อยให้คลุมเครือ

โดยนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังถูกจับตามอง คือนโยบายลดภาษี ที่ให้ข่าวว่าจะมีการประกาศใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า เราประเมินว่าหากมีการประกาศใช้จริง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเดินหน้าต่อโดยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อหรือหนี้สินของสหรัฐฯเพิ่มมากจนมีความเสี่ยงตลาดหุ้นน่าจะตอบรับในทางบวกหุ้นไทย ที่กำลังถูกจับตามองว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายการค้าและภาษีของสหรัฐฯ หรือไม่ จะเป็นหุ้นที่มีการค้ากับสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง จะเป็นรายได้ ปี 2558 ของหุ้นที่มีการค้าตรงกับสหรัฐฯ

ตั้งแต่สัปดาห์นี้จะเริ่มมีการส่งงบไตรมาสที่ 4 เข้ามามากขึ้นไปจนถึงวันสุดท้ายของการส่งงบ คือ 28 ก.พ.หุ้นที่จ่ายปันผลในอัตราสูงจากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯที่อาจขึ้นช้ากว่าที่เคยคาด นักลงทุนน่าจะเข้ามาเก็บหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง (มากกว่า 6%)  เรายังประเมินกำไรไตรมาสที่ 4/59 ไว้ที่ 1.6 – 1.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 9-13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหรืออาจดีกว่าเล็กน้อยเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้กำไรของบริษัทในตลาดดีขึ้นมาจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมูลค่าส่งออกของไทยที่สูงขึ้น และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจของรัฐบาลที่เข้ามาในช่วง 1-2 เดือนสุดท้าย  หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาดีจะเป็นธุรกิจกลุ่มน้ำมัน (ผู้ผลิต +โรงกลั่นน้ำมัน) ธุรกิจส่งออก (อิเล็คทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อาหารแช่แข็ง-เกษตรแปรรูป ฯลฯ) และกลุ่มค้าปลีก เป็นต้น

จากรายงานฉบับล่าสุดของ IEA ที่ระบุ การลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC นั้น ถึง 90% ของที่ตกลงกันไว้ที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันและปรับคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นราคาน้ำมันดิบ WTI คาดจะยังยืนเหนือระดับ $50 เหรียญได้และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นหา $55 เหรียญ กรอบการเคลื่อนไหวช่วง 1 เดือนข้างหน้า เราประมาณไว้ที่ $51 – 55 เหรียญ

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาน้ำมันดิบจะเป็นค่าเงินดอลาร์ นโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ การผลิต น้ำมันของสหรัฐฯ และปริมาณน้ำมันใน stock ของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (หากปรับลดลงมากจะเป็นบวกต่อราคาน้ำมัน) หุ้นที่อิงรายได้กับราคาน้ำมัน (ผู้ผลิต-โรงกลั่นน้ำมัน-ปิโตรเคมี) จะกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น หากราคาน้ำมันดิบ (WTI) ปรับตัวขึ้นเหนือ $55 เหรียญ  เราเชื่อว่าราคาหุ้นเหล่านี้ต่างขึ้น มารับราคาน้ำมันที่ $55 ไปแล้วราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าจะยังมีแนวโน้มดีจะเป็นกลุ่มโลหะ อาทิ เหล็ก ทองแดง สังกะสี จากความต้องการใช้วัตถุดิบของประเทศสำคัญๆอย่างเช่นจีน และสหรัฐฯที่ถูกคาดว่าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจะหนุนให้ความต้องการใช้สินค้าเหล่านี้มากขึ้นในอนาคต

ด้วยความเสี่ยงในเรื่องของนโยบายประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ การเมืองยุโรป และแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากทำให้นักลงทุนต่างประเทศชะลอการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพราะตลาดหุ้นจะมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ค่อนข้างมากแต่จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ได้แรงกระตุ้นจากภาครัฐฯ และส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตร ทำให้เงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรถึง 4.4 หมื่นล้านบาท ในเดือน ก.พ. (1-10 ก.พ.) แต่กลับขายสุทธิ 1.2 พันล้านบาทในตลาดหุ้น แม้แต่กองทุนในประเทศ ก็มีตัวเลขซื้อสุทธิเพียง 6 พันล้านบาท

ในช่วงเลาเดียวกันบ่งชี้ว่านักลงทุนระดับสถาบันยังมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง (หรือไม่ก็หุ้นแพง) จำกัดการสูงขึ้นของดัชนีฯตลาดหุ้น ตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึงปัจจุบัน เราประเมินว่า 2 สัปดาห์ข้างหน้า นักลงทุนต่างประเทศ น่าจะยังซื้อหรือขายหุ้นในปริมาณที่น้อย เพราะมีหลายปัจจัยยังไม่เคลียร์ และตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามา ทำให้แรงซื้อส่วนใหญ่จะเข้ามาแบบ selective หรือสลับตัวเล่นมากกว่าที่จะเพิ่มเม็ดเงินเข้ามาในตลาด

“หุ้นที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน ได้แก่หุ้นได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น : SPRC , IVL , PAP  หุ้นรับผลบวกการลงทุน-ใช้จ่าย ภาครัฐ หรือ Domestic Play : KTB , STEC , JTS , SYMC  หุ้นที่มีประเด็นบวกอื่นๆ หรือราคาลงมามาก : KCE , TSE , BCH , TWP”