วางแผนการเงิน การออม เกษียณ
3 หัวใจความสำเร็จในการลงทุน โดย ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย

            ด้วยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายในปัจจุบัน ผู้ลงทุนจึงมีทางเลือกในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนได้มากยิ่งขึ้น

            ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย เป็นหนึ่งในกูรูด้านการลงทุนที่มีแนวทางที่ชัดเจน คือ การเป็นนักลงทุนระยะยาวและเป็น Value Investor อีกทั้งยังมุ่งเน้นส่งเสริมให้ทุกคนใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Dollar-Cost Average หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยเป็นประจำ ซึ่งแนวทางนี้ก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้วทั้งจากการศึกษาในตลาดหุ้นต่างประเทศและในตลาดหุ้นไทยว่า เป็นวิธีที่ทำให้ผู้ลงทุนมีต้นทุนเฉลี่ยที่ถูกกว่าเสมอ และสามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว

 

เข้าใจผลตอบแทนและความเสี่ยง

            ดร.สมจินต์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการลงทุนมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1.ความรู้ความเข้าใจเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง 2.กลยุทธ์จัดทัพลงทุนมุ่งตามวัตถุประสงค์ และ 3.การมีวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ

            ประการแรก : ความรู้ความเข้าใจเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง คือ ผู้ลงทุนทุกคนต้องทราบว่าเรามีทางเลือกหรือสินทรัพย์ในการลงทุนอย่างไรบ้าง และต้องเข้าใจทางเลือกในการลงทุนเหล่านั้นว่ามีลักษณะของผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นอย่างไร (Risk & Return)

            “ทรัพย์สินที่เราลงทุน หากต้องการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวการลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็น Growth Asset ที่สำคัญมาก แต่ถ้าลงทุนโดยขาดความเข้าใจก็อาจจะทำให้สะดุดล้มตั้งแต่ตอนเริ่มต้นได้”

            จากการทำวิจัยข้อมูลที่มีมาตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 1976 จนถึงปี 2011 หากแบ่งนักลงทุนที่เข้ามาในตลาดออกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงเวลาที่เข้ามาลงทุน แม้ว่าจะลงทุนในสิ่งที่เหมือนกันแต่กลับพบว่าให้ผลลัพธ์ที่มีความแตกต่าง

            “ถ้านักลงทุนมีเป้าหมายลงทุนด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี จากข้อมูลพบว่าในปีที่ดีที่สุดจะได้รับผลตอบแทน 132% แต่ในปีที่ผลตอบแทนแย่ที่สุดจะติดลบถึง -52% ซึ่งสะท้อนภาพความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะการแกว่งตัวของผลตอบแทนมีความกว้าง ดังนั้นคนที่มีเป้าหมายลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี จึงไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้น เพราะมีโอกาสที่จะทำให้สูญเสียเงินต้นได้”

            ถัดมาถ้ามีเป้าหมายการลงทุนที่ยาวขึ้นเป็น 10 ปี พบว่าในช่วงเวลา 10 ปีที่ดีที่สุดของการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ 34.3% ต่อปี ขณะที่ช่วง 10 ปีที่แย่ที่สุดผลตอบแทนติดลบ -6.6% ต่อปี ซึ่งความแกว่งตัวในระดับนี้เริ่มอยู่ในพิสัยที่หลายคนสามารถยอมรับความเสี่ยงได้

            และสำหรับการลงทุนระยะยาว 25 ปี พบว่าในช่วงเวลา 25 ปีที่ดีที่สุด ตลาดหลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.9% ต่อปี แย่ที่สุดอยู่ที่ 7.4% ต่อปี ขณะเดียวกันไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่ผลตอบแทนติดลบ ดังนั้นระยะเวลาการลงทุนจึงเป็นตัวกำหนดว่า เราสามารถรับความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นได้มากหรือน้อยเพียงใด

            ดร.สมจินต์ กล่าวว่า การทำวิจัยนี้มีต้นแบบมาจากหนังสือ Winning the Loser’s game ของชาร์ล เอลลิส อดีตประธานสมาพันธ์ Chartered Financial Analyst (CFA) ซึ่งได้ทำการศึกษาของสหรัฐฯ โดยทำการวิจัยทั้งในแง่ Absolute Return และ Real Return และเมื่อพิจารณาในแง่ของ Real Return ที่ถูกหักลบด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้วพบว่า ในระยะยาวหุ้นเสี่ยงน้อยกว่าตราสารหนี้ โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะสั้นที่หลายช่วงเวลาให้ผลตอบแทนน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ

            ดังนั้นความเสี่ยงของการลงทุนจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องสินทรัพย์ที่เลือกลงทุน (Asset Class) แต่ยังมีปัจจัยเรื่องระยะเวลาที่เราสามารถลงทุนได้ด้วย อย่างไรก็ตามการลงทุนในหุ้นทั้งหมด 100% ของพอร์ตก็ยังเป็นสิ่งที่เสี่ยงมาก คนที่ลงทุนโดยขาดความรู้ความเข้าใจก็อาจจะทำให้รับความผันผวนไม่ได้ การจัดทัพลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

            โดยตัวอย่างการจัดทัพลงทุนแบบ 70:30 คือ ลงทุนหุ้น 70% ตราสารหนี้ 30% โดยในส่วนของหุ้นเป็นการลงทุนใน SET Index และตราสารหนี้เป็น Short-Term Government Bond จะพบว่าในช่วงปี 1999-2016 ถ้ามีระยะเวลาการลงทุน 1 ปี การแกว่งตัวของผลตอบแทนจะค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ติดลบ -42.1% ไปจนถึง 79.9% แต่ถ้าถือครองต่อเนื่อง 15 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.6-13.4% ต่อปี ดังนั้นเมื่อระยะเวลาการลงทุนยาวขึ้นพิสัยการแกว่งตัวหรือความผันผวนของผลตอบแทนก็จะเริ่มแคบลง

            “สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า คนจำนวนมากที่ล้มเหลวในการเริ่มต้นลงทุน อาจจะเป็นเพราะความคิดที่มองตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง ทำให้ไม่กล้าลงทุนหรือเข้ามาลงทุนด้วยแนวคิดที่ผิด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่พลาดตั้งแต่ต้นหรือคนที่ลงทุนแล้วล้มเลิกออกจากตลาดไป สิ่งที่จะช่วยคนเหล่านี้ได้จึงเป็นการเสนอทางเลือกในการลงทุนที่เหมาะสม นั่นคือ การจัดทัพลงทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะหากเกิดความผันผวนก็สามารถยอมรับได้เนื่องจากรับรู้มาตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุนแล้วว่ามีความเสี่ยงใดบ้าง”

จัดทัพลงทุนมุ่งตามเป้าหมาย

            ประการที่สอง : การจัดทัพลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องการวางกลยุทธ์ในการลงทุนโดยมุ่งตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้การลงทุนบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

            “การจัดทัพลงทุนโดยมุ่งวัตถุประสงค์ สามารถเปรียบเทียบได้เหมือนกับทีมฟุตบอล ซึ่งต้องมีกองหน้าทำประตูเพื่อสร้างชัยชนะ กองหลังช่วยป้องกันประตู และกองกลางคอบเสริมทัพหน้ายามได้เปรียบและหนุนหลังยามต้องตั้งรับ”

            กองหน้า คือ หุ้น จะทำหน้าที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว (Wealth Builder) เงินลงทุนในส่วนนี้ควรจะลงทุนได้นานมากกว่า 1 วงจรเศรษฐกิจ หรือประมาณ 5-7 ปีขึ้นไป

            กลุ่มกองทุนที่แนะนำจึงเป็นกองทุนที่ลงทุนใน SET50 ซึ่งเป็นหุ้น Blue Chip จำนวน 50 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกระบวนการทบทวนทุก 6 เดือน แต่ทั้งนี้ในยุคที่การลงทุนเปิดกว้างการกระจายไปลงทุนต่างประเทศก็ควรจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

            กองกลาง คือ ทรัพย์สินที่มีรายได้ และตราสารหนี้ ทำหน้าที่สร้างกระแสเงินสดประจำและรักษาอำนาจซื้อ (Income Provider) ควรเป็นเม็ดเงินที่มีระยะเวลาการลงทุนได้ประมาณ 2-4 ปี ซึ่งกองทุนที่แนะนำในกลุ่มนี้ ได้แก่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ หรือกองทุนกลุ่ม Income

            กองหลัง คือ ตราสารหนี้ระยะกลาง/ระยะสั้น ทำหน้าที่คุ้มครองเงินต้น และรักษาสภาพคล่อง (Money Manager) โดยเงินลงทุนมีระยะเวลาประมาณ 1-12 เดือน

            ทั้งนี้การจัดสรรสินทรัพย์ในแต่ละทัพลงทุนควรมีการกระจายความเสี่ยงด้วยสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น การลงทุนหุ้นก็ไม่ควรกระจุกตัวเพียง 1-2 บริษัท เป็นต้น

รักษาวินัยลงทุนสม่ำเสมอ

          ประการที่สาม : วินัยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ การลงมือทำอย่างมีวินัยต้องมีการส่งเสริมให้ผู้ลงทุนได้เริ่มต้นลงทุนและไม่ล้มเลิกจนกว่าจะบรรลุความสำเร็จ

            “ความสำเร็จทางการเงิน หรือที่หลายคนเรียกว่าอิสระภาพทางการเงิน มาจากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่ ความสามารถในการหาเงิน ความสามารถในการออมจากเงินที่หาได้ และความสามารถในการนำเงินที่ออมได้ไปลงทุนที่มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ”

            การลงทุนอย่างมีวินัยยังมีส่งผลดีในแง่ของต้นทุนอีกด้วย เนื่องจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่มีราคาในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากันก็ทำให้เรามีต้นทุนของเม้ดเงินลงทุนที่แตกต่างกันไป เช่น ในยามที่ราคาหุ้นตกเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนเท่ากันแต่จะซื้อหุ้นได้จำนวนมากขึ้น ในยามที่ราคาหุ้นแพงด้วยเงินจำนวนเท่าเดิมก็จะซื้อหุ้นได้ลดลง ดังนั้นจึงทำให้ต้นทุนเฉลี่ย หรือ Average Cost จะต่ำกว่าราคาเฉลี่ยเสมอ (Average Price) ซึ่งทำให้กลยุทธ์การลงทุนแบบอัตโนมัติสามารถช่วยให้เราสามารถชนะใจตัวเองและยังทำให้ชนะตลาดได้อีกด้วย

            “ชาร์ล เอลลิส ได้กล่าวไว้ว่า การเล่นหุ้นก็เหมือนกับการตีเทนนิส ถ้าเราไม่ใช่นักกีฬามืออาชีพที่เก่งมากๆ ซึ่งมักจะตีลงเส้นเสมอ แต่เป็นมือสมัครเล่นที่อาจจะตีออกหรือตีติดเน็ตอยู่บ่อยครั้ง ก็เหมือนกับการเล่นหุ้นที่ซื้อขายบ่อยเกินไป พยายามเก็งกำไรจากการฟังข่าวลือ หรือ Inside ที่นึกว่าเราจะได้เปรียบ แต่กลับกลายเป็นว่าความพยายามเหล่านั้นมักจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ จากต้นทุนที่เกิดขึ้นและการลงทุนอย่างกระจุกตัว”

            ยกตัวอย่างจากการลงทุนในกองทุน TMBSET50 ตั้งแต่ ณ 28 มี.ค.2001 – 28 ธ.ค. 2016 ด้วยเงินลงทุนเดือนละ 10,000 บาท พบว่าต้นทุนของเงินที่ลงทุนทั้งหมด 189 เดือน จะอยู่ที่ 1.89 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนในปัจจุบันเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 12.45% ต่อปี โดยราคาเฉลี่ยของหน่วยลงทุน 189 เดือน เท่ากับ 44.50 บาท แต่ต้นทุนเฉลี่ยของเงินที่เราลงทุนไปจะถูกกว่าอยู่ที่ 29.23 บาท

            ดังนั้นเมื่อมีต้นทุนที่ถูกกว่าราคาเฉลี่ยก็จะทำให้เราไม่รู้สึกกังวลใจ และทำให้เรามีโอกาสถือครองลงทุนให้สามารถบรรลุเป้าหมายการของตัวเราเองได้ในที่สุด


Related News