เทคโนโลยีการเงิน
6 Technology ใน sandbox แบงก์ชาติ ที่จะปฏิวัติการเงินไทย

 

นายบัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธปท. หรือ แบงก์ชาติ เปิดเผยว่า จากการเฝ้าสังเกตุการณ์ของ ธปท. และจากการเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการที่สนใจเข้าทดลองนวัตกรรมกับศูนย์ทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน (Regulatory Sandbox) ของ ธปท. เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สถาบันการเงินและ non-bank นำมาใช้ซึ่งอาจเป็นการปฏิวัติการให้บริการทางการเงินในระยะต่อไปมี 6 เทคโนโลยีที่สำคัญ (6 Key Revolutionary Technology) ได้แก่

 

1.Blockchains and Distributed Ledge แบบเดียวกับที่ เคบีทีจี บริษัทลูกของธนาคารกสิกรไทย กำลังดำเนินการอยู่ คือ เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledge/Database) ที่มีการเข้ารหัส (Encryption) และกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ

“แต่เดิมฐานข้อมูลจะอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ Blockchains จะเป็นเทคโนโลยีที่จะกระจายฐานข้อมูลให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รู้ฐานข้อมูลเดียวกัน และสามารถเข้ารหัสได้ ใครมีสิทธิรู้ข้อมูลแค่ไหนก็เข้าได้แค่นั้น รวมถึงสามารถสอบทานได้ว่าใครทำอะไรบ้างในฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลเพื่อการทุจริตนั้นทำไม่ได้หรือทำได้ยากมาก ๆ และด้วยรูปแบบที่ข้อมูลไม่รวมอยู่ที่จุดเดียว แต่เป็นแบบกระจายศูนย์ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่เมื่อระบบล่มแล้วจะล่มทั้งระบบ คนหนึ่งฐานข้อมูลล่ม คนอื่นๆฐานข้อมูลก็ยังอยู่และสามารถที่จะช่วยฟื้นฐานข้อมูลให้กับคนที่ระบบล่มไปได้” นายบัญชา กล่าว

ดังนั้น Blockchains จึงมีทั้งความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และมีความยืดหยุ่นของระบบสูง เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาต่อยอดการให้บริการได้หลายด้าน เช่น เคบีทีจี นำ Blockchains มาใช้ในการอนุมัติหนังสือค้ำประกัน (แอลจี) ได้รวดเร็วขึ้นจากเดิมมาก โดยนำมาใช้พิสูจน์ข้อมูลเอกสารหรือธุรกรรม จากเดิมก็จะต้องมีการส่งข้อมูลไปให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่รูปแบบใหม่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาดูข้อมูลในถังข้อมูลกลางในคราวเดียวกันได้ ทำให้ดำเนินการออกหนังสือค้ำประกันได้เร็วขึ้น

หรือแนวทางการต่อยอดที่น่าสนใจก็คือ การนำ Blockchains มาใช้กับกระบวนการโอนเงิน เช่น นาย ก. จะทำการโอนเงินให้นาย ข. ก็ สามารถส่งข้อมูลเข้าไปในระบบกลาง นาย ข. เข้ามาดูก็สามารถดำเนินการรับเงินได้เลย กระบวนการนี้ก็จะทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลางในการโอนเงินรายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียว

 

2.QR Payment เป็นการนำเทคโนโลยี QR Code มาใช้ในการชำระเงิน ซึ่งในปัจจุบันสมาร์ทโฟนเกือบทุกรุ่นก็ล้วนมีระบบการสแกน QR Code ได้ ดังนั้น หากสามารถผลักดันให้สามารถชำระเงินด้วยระบบ QR Code ผ่าน Mobile Device ได้ ก็จะมีความสะดวก ลดการใช้เงินสด และทำให้เกิดการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง

ยกตัวอย่าง หากนำระบบ QR Code มาแทนระบบ Barcode ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน การชำระเงินค่าบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานหรือการชำระค่าสินค้าบริการทั่วไปก็อาจจะทำได้ง่ายเพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือสแกนที่ QR Code ที่แปะอยู่ที่ตัวสินค้าได้เลย ซึ่งในปัจจุบนในต่างประเทศเริ่มที่จะนำระบบ QR Code แล้วกับร้านขายอาหารทั่วไป

“ระบบ QR Payment จะทำให้ชีวิตคนสะดวกขึ้นมาก เพราะไม่ต้องใช้เครื่อง ไม่ต้องเสียบไฟ ร้านค้าจะประหยัดมาก ไม่ต้องไปใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ในแง่ของผู้บริโภคก็ยิ่งสะดวกเพราะใช้มือถือในการสแกนซื้อสินค้าเลย และไม่ต้องให้ข้อมูลกับร้านค้าเหมือนจ่ายด้วยบัตรเดบิตหรือเครดิต การทุจริตก็จะเกิดขึ้นได้ยาก ในอนาคตก็คาดว่าหากแบงก์พัฒนาระบบหลังบ้านในการกรอง QR Code ได้แล้วก็น่าจะทำให้เกิการขยายตัวของบริการ QR Code มากขึ้น”

 

3.Biometrics เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในการยืนยันตัวบุคคลโดยใช้ลักษระทางกายภาพของแต่ละบุคคล เช่น การใช้ลายนิ้วมือ เสียง ม่านตา ใบหน้า ในการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการให้บริการธุรกรรมการเงินในเชิงการยืนยันตัวตนของลูกค้าได้ ปัจจุบันก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้แล้ว เช่น การใช้ลายนิ้วมือพิมพ์บนโทรศัพย์มือถือเพื่อปลดล็อค ธนาคารพาณิชย์บางแห่งของไทยก็เริ่มใช้การพิสูจน์ตัวตนจากเสียงของลูกค้าแล้ว

 

4.Big Data/Data Analytics ในปัจจุบันการทำธุรกรรมไม่เฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น ข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญมาก และข้อมูลของหลายธุรกิจจะมีความเชื่อมโยงกัน เช่น หากลูกค้าไปรับประทานอาหารที่ร้านไหน หรือช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าใด หากผู้ประกอบการมีเทคโนโลยีที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลนี้ได้ ก็จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการออกโปรโมชั่นให้ตรงกลุ่มลูกค้าในระดับตัวบุคคลได้เลย

 

5.Machine Learning/Artificial Intelligence (AI) เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากการมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Big Data ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้จากหลายทิศทาง และจากหลายข้อมูล จะทำให้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรกลมีความฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เช่น Siri ในสมาร์ทโฟนก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ AI หรือระบบ call center บางแห่งก็เริ่มนำระบบ AI มาใช้ มีการเรียนรู้คำถามคำตอบจากในอดีตมาเป็นแนวทางในการให้บริการลูกค้าด้วยระบบ AI

 

6.Open APIs (Application Programming Interfaces) เป็นช่องทางการเชื่อมต่อจากระบบหนึ่งไปสู่ระบบอื่นๆ เพื่อทำงานร่วมกัน เปรียบเสมือนสายไฟ ปลั๊กไฟ และเต้าเสียบปลักที่มีมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ แนวคิดนี้เป็นที่มาที่จะนำไปสู่โลกอนาคต ถ้ามีมาตรฐานและเป็นมาตรฐานเปิดที่ทำให้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันสามารถเชื่อมกันได้ เช่น การมีมาตรฐานกลางที่ทำให้ระบบ Apple กับ Android สามารถเชื่อมกันได้.


Related News