วางแผนการเงิน การออม เกษียณ
5 ข้อเตรียมไว้เพื่อวัยเกษียณ

ด้วยแนวโน้มอัตราเฉลี่ยอายุขัยของประชากรที่ยืนยาวมากขึ้น ทำให้มีความต้องการเงินเก็บเพื่อไว้ใช้ในวัยเกษียณเพิ่มมากขึ้น การบริหารจัดการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เงินออมงอกเงยเพียงพอต่อการใช้ชีวิตยามเกษียณ

            นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี - พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลของประเทศไทยที่มีสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.9 ล้านคน มีเงินออมอยู่ในกองทุนเฉลี่ยคนละประมาณ 3 แสนบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากและมีแนวโน้มที่จะไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยจากสถิติที่มีการศึกษาก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าควรจะต้องมีเงินออมเพื่อการเกษียณประมาณ 8-10 ล้านบาท เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีอายุยืนยาวขึ้น อีกทั้งยังมีผลสำรวจบ่งชี้ว่ามีคนไทยเพียง 5-10% ที่มีเงินเพียงพอใช้จ่ายหลังเกษียณ และบางคนอาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเราเป็นหนึ่งในคนที่จะมีเงินไม่เพียงพอ

            ดังนั้น แนวทางที่จะทำให้มีเงินเพียงพอสำหรับหลังเกษียณนั้น จึงมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการเก็บออมเงิน อีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อออมได้แล้วก็ต้องรู้จักนำไปลงทุนให้เกิดดอกผลด้วย

 5 ข้อเตรียมไว้เพื่อวัยเกษียณ

            นายวินแนะนำว่า สำหรับคนทั่วไปที่กำลังเตรียมตัวก่อนจะถึงวัยเกษียณ หลักการ 5 ข้อ ที่ควรเตรียมทำไว้ก่อนถึงวันเกษียณ มีดังนี้

            1.หากิจกรรมที่ชื่นชอบทำและเน้นการรักษาสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพราะว่าถ้าเราเจ็บป่วยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลปัจจุบันค่อนข้างแพง ดังนั้นก็ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอก็จะช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายได้มาก

            2.จัดการเคลียร์หนี้สิน และเตรียมทำพินัยกรรม เป็นการป้องกันการเกิดปัญหาในยาวที่เราเสียชีวิตไปแล้วเพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนข้างหลัง ซึ่งประเด็นนี้หลายคนมองข้ามและไม่ได้จัดการเตรียมไว้ก่อน ดังนั้นการจัดการเรื่องทรัพย์ควรให้ชัดเจนตั้งแต่ยังมีชีวิตและมีความสามารถ

            3.เตรียมคิดเรื่องค่าใช้จ่าย และมองหาแหล่งรายได้ประจำ แม้ช่วงหลังเกษียณค่าใช้จ่ายบางส่วนจะลดลงแต่ก็ยังมีบางส่วนเพิ่มขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล จึงต้องวางแผนล่วงหน้าว่าเราจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง แล้วเงินที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอก็อาจจะหารายได้เสริม ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีอาชีพหลังเกษียณ เพราะข้อดีอย่างหนึ่งคือ การช่วยให้มีกิจกรรมทำ ผู้สูงอายุก็จะไม่เหงาด้วย 

·       ค่าใช้จ่ายที่น่าจะลดลง เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ค่าเล่าเรียนบุตร

·       ค่าใช้จ่ายที่น่าจะเพิ่มขึ้น เช่น ค่ารักษาพยาบาล/ประกันสุขภาพ ท่องเที่ยว สันทนาการ

·       แหล่งรายได้ประจำ เช่น ดอกเบี้ยและปันผลจากเงินลงทุน บ้าน/คอนโดฯให้เช่า งานอดิเรก (สอนพิเศษ/เขียนหนังสือ/งานฝีมือ/แปลเอกสาร ฯลฯ)

            4.สำรวจเรื่องประกันสุขภาพว่าเพียงพอหรือไม่ ซึ่งประกันสุขภาพเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนเกษียณ หากเป็นข้าราชการหลังเกษียณสวัสดิการก็ค่อนข้างครอบคลุม ส่วนคนที่มีประกันสังคมหลายคนที่เกษียณก่อนอายุ 60 ปี เลือกจะทำต่อตามมาตรา 39 ซึ่งช่วยได้ค่อนข้างมาก

            แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการและไม่มีประกันสังคม ประกันสุขภาพของเอกชนเบี้ยจะค่อนข้างแพงหากทำในช่วงที่อายุมากแล้ว อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมการเจ็บป่วยบางโรค ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง เช่น โรคมะเร็ง โรคไต เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องเตรียมตัวล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ

            “ในช่วงอายุที่อายุน้อยเราอาจจะใช้สิทธิรักษาแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่ออายุมากขึ้นโรคก็มากขึ้นตาม สิ่งที่แนะนำคือ กรมธรรม์หลายตัวที่โฆษณาทางทีวีเป็นประกันชีวิต ไม่ใช่ประกันสุขภาพ หลายคนมักจะเข้าใจผิด แม้ว่าบริษัทประกันจะมีการบอกกล่าวแล้ว ทางที่ดีเรื่องการทำประกันสุขภาพต้องเตรียมตัวล่วงหน้าและทำก่อนเกษียณ เพราะหลังเกษียณเบี้ยจะค่อนข้างแพง” 

·       ประกันสุขภาพของรัฐ ความคุ้มครองที่รัฐมี แต่เอกชนอาจจะไม่มี ผู้ป่วยนอก, ทันตกรรม, เนื้องอก/มะเร็ง, ไตวายเรื้อรังและการฟอกไต, โรคที่เป็นแต่กำเนิดหรือพันธุกรรม, โรคหรืออาการที่เป็นมาก่อน (หัวใจ/ความดัน), HIV/AIDS, การผ่าตัดหัวใจ/สมอง/เปลี่ยนไต ฯลฯ

          และ 5.การจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการออมให้มาก และเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การลงทุนสร้างผลตอบแทนให้เงินงอกเงย ซึ่งหากสามารถทำทั้ง 2 ข้อนี้ได้ดีก็จะทำให้การดำรงชีวิตหลังวัยเกษียณสุขสบาย

 


Related News