บทวิเคราะห์
การคิดภาษีสรรพสามิตวิธีใหม่ จากราคาขายปลีก จูงใจการลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศ ขณะที่กระทบผู้ซื้อน้อย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จากการที่รัฐบาลได้เปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ที่ขายในประเทศเป็นรูปแบบใหม่ โดยการแก้ไขให้จัดเก็บบนฐานราคาขายปลีกแนะนำแทนฐานราคาหน้าโรงงานสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ และราคานำเข้า CIF สำหรับรถยนต์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งคัน ทำให้ฐานราคาที่นำมาคำนวณภาษี ตามวิธีใหม่สูงขึ้นกว่าแบบเดิมนั้น

นอกเหนือจากผลดีที่รัฐบาลจะได้รับจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ในส่วนของประเด็นข้อดีที่รัฐบาลมองว่าจะช่วยให้การแข่งขันในตลาดมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นด้วยนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า น่าจะช่วยให้ประโยชน์ทางอ้อมต่อการส่งเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน และเป็นอีกมูลเหตุจูงใจหนึ่งให้ค่ายรถมีการผลิตรถยนต์บางรุ่นในประเทศเพิ่มขึ้นได้ด้วย

             ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จากการปรับวิธีการคำนวณภาษีแบบใหม่ดังกล่าวน่าจะสามารถพิจารณาแยกผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นออกมาตามกลุ่มประเภทรถยนต์ได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

             รถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งเปลี่ยนการคำนวณภาษีจากเดิมที่คิดจากราคาหน้าโรงงานมาคิดจากราคาขายปลีกแนะนำนั้น เนื่องจากกรมสรรพสามิตได้มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตลงประมาณร้อยละ 24 จากอัตราภาษีเดิม ทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อต้นทุนทางภาษีของธุรกิจผลิตรถยนต์ในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

             โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คำนวณแล้วพบว่า ภาระภาษียังคงมีความใกล้เคียงกับของเดิมก่อนเปลี่ยนวิธีคิดภาษีสรรพสามิตใหม่ ทำให้คาดว่าผลที่จะเกิดต่อผู้บริโภคในแง่ของการปรับราคาขายรถยนต์ น่าจะยังไม่เกิดขึ้นในระยะอันใกล้นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีการแข่งขันกันสูงในตลาดรถยนต์ ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น และติดการได้รับโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดอย่างมากต่อเนื่องหลายปี

             อย่างไรก็ตามหากในอนาคตภาษีสรรพสามิตมีการปรับเปลี่ยนไปจากที่ได้มีการประกาศไว้ ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนทางภาษีของค่ายรถ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ธุรกิจอาจต้องหากลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมมารับมือกับภาระทางภาษีที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้ยังคงสามารถรักษาระดับผลกำไร และไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงผลกระทบมาก ซึ่งมองว่ายังเป็นประเด็นที่ค่อนข้างท้าทายพอสมควรสำหรับธุรกิจ เนื่องจากสภาพการแข่งขันในปัจจุบันของตลาดรถยนต์ค่อนข้างสูงมาก

             แนวทางการปรับตัวที่อาจจะเกิดขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า น่าจะมีโอกาสออกมาในรูปแบบการตัดออปชั่นเสริม ของแถมต่างๆ หรือการรับประกันของศูนย์บริการ ออกจากราคาขายรถยนต์เพื่อให้ฐานคำนวณภาษีต่ำลง ซึ่งอาจทำให้ราคาขายปรับลดลงได้เล็กน้อย แล้วนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายสำหรับออปชั่น ของแถมต่างๆ รวมถึงการรับประกันของศูนย์บริการ ให้ผู้บริโภคเลือกตามความพึงพอใจ และในราคาที่ยินดีจะจ่ายเอง

             โดยแนวทางดังกล่าวนี้อาจกระทบต่อรายได้จากศูนย์ซ่อมบำรุงของดีลเลอร์รถยนต์ และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายการที่ถูกตัดออกไปเป็นออปชั่นเสริม หรือของแถม ที่ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกได้เองว่าจะเอาหรือไม่ นอกจากนี้ค่ายรถอาจมีการทำกลยุทธ์เน้นสร้างภาพลักษณ์รถยนต์ที่ดี ทั้งในแง่รูปลักษณ์ สมรรถนะ ความปลอดภัย ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของทั้งตัวรถยนต์และศูนย์บริการมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคาที่จะยิ่งกดดันให้ผลกำไรที่จะได้รับลดน้อยลง

             รถยนต์นำเข้า คาดว่าจากการคิดภาษีแบบใหม่ที่รัฐบาลมองว่า จะช่วยทำให้การแข่งขันเท่าเทียมกันมากขึ้น ในแง่ที่ภาษีจัดเก็บบนฐานราคาขายปลีกแนะนำนี้ น่าจะส่งผลช่วยกระตุ้นให้มีการลงทุนประกอบในประเทศมากขึ้น เนื่องจากยอดจำหน่ายรถยนต์นำเข้าที่ค่ายรถเจ้าของแบรนด์ รับรู้ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สะท้อนยอดความต้องการจริงในตลาดมากขึ้น และหากจำนวนยอดขายจะสูงพอ ค่ายรถยนต์อาจหันมาพิจารณาเข้าร่วมลงทุนกับธุรกิจไทย เพื่อประกอบรถยนต์รุ่นที่มีทิศทางตลาดดีในอนาคต และมีโอกาสจะต่อยอดไปประกอบรุ่นอื่นๆ ในระยะต่อไปได้ หากแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด

             ซึ่งปัจจุบัน ก็เริ่มมีตัวอย่างรถยนต์บางแบรนด์ ที่ส่งสัญญาณไปในทิศทางดังกล่าวแล้ว ทั้งจากฝั่งยุโรป และเอเชีย โดยประเภทรถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ รถยนต์หรู หรือรถยนต์ที่ยังมีขนาดตลาดจำกัด แต่มีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งเดิมจะเน้นการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศเป็นหลัก มีผลิตในประเทศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

จากผลกระทบดังกล่าว ธุรกิจนำเข้ารถยนต์จึงอาจต้องมีการปรับตัว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ธุรกิจนำเข้ารถยนต์อิสระน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะหากเป็นธุรกิจนำเข้ารถยนต์อิสระที่มีสายป่านทางการเงินสั้น ขณะที่ธุรกิจนำเข้ารถยนต์อิสระขนาดใหญ่สายป่านทางการเงินยาว มีธุรกิจเสริม เช่น ศูนย์อะไหล่และซ่อมบำรุงอยู่ด้วย ก็อาจต้องปรับตัวและหากลยุทธ์เสริมมาดึงดูดลูกค้ามากขึ้น เช่น สร้างความประทับใจในการดูแลบริการลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย อย่างไรก็ตาม ในทำนองเดียวกันธุรกิจนำเข้ารถยนต์ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการก็ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกันเพื่อรองรับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

             รถพลังงานไฟฟ้า เป็นอีกกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับวิธีคิดภาษีแบบใหม่นี้ หากพิจารณาร่วมกับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากเป็นตลาดที่กำลังมีแนวโน้มเติบโต และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันในไทยก็มีการลงทุน เพื่อจะขยายสถานีชาร์จไฟฟ้ารองรับความต้องการในตลาด ในลักษณะที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเห็นประโยชน์ในแง่ของการดึงดูดการลงทุนผลิตรถพลังงานไฟฟ้าในประเทศ จากการปรับวิธีคิดภาษีใหม่ใน 2 มุม ได้แก่

                  1. มาตรการนี้อาจจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันมากขึ้น ระหว่างรถพลังงานไฟฟ้านำเข้า กับรถพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศในอนาคต เนื่องจากรถพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศนั้นต้องมีการลงทุนที่สูง และต้องอาศัยปริมาณยอดซื้อจำนวนมาก เพื่อให้สามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้ในตลาด รวมถึงสามารถคืนทุนได้ ทั้งนี้หากค่ายรถได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ อาจช่วยในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้จากสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเฉพาะ อากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่ (BEV) ในช่วง 2 ปีแรกที่ลดเหลือร้อยละ 0 จากร้อยละ 80 ซึ่งเป็นอากรนำเข้ารถยนต์ปกติจากต่างประเทศ

                  2. วิธีการคำนวณภาษีแบบใหม่ ทำให้อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถพลังงานไฟฟ้ ามีการปรับสัดส่วนลงด้วย โดยคาดว่าสำหรับรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด น่าจะปรับลดน้อยลงจากร้อยละ 10 ในปัจจุบัน และหากได้รับการสนับสนุนจากบีโอไอ ก็จะได้รับการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงอีกครึ่งหนึ่ง จากอัตราภาษีดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการลงทุนผลิตรถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

             อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ที่คาดว่าจะยังคงเดิมที่ร้อยละ 2 ซึ่งส่วนต่างทางภาษีดังกล่าวนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ในประเทศอาจมองว่าแรงดึงดูดยังไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนผลิตได้ อันจะเป็นประเด็นที่ภาครัฐอาจต้องนำไปพิจารณาร่วมกันกับภาคเอกชนต่อไปในอนาคตเพื่อหาแนวทางสนับสนุนการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV อื่นๆเพิ่มเติม

             โดยสรุป จากการปรับวิธีการคำนวณภาษีใหม่ โดยคิดจากราคาขายปลีกแนะนำดังกล่าวข้างต้น ส่งผลในหลายแง่มุมกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า โดยภาพรวมรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไม่ได้รับผลกระทบนักจากแนวทางดังกล่าว ซึ่งทำให้ในระยะอันใกล้นี้ค่ายรถ น่าจะยังคงดำเนินแผนการตลาดเช่นเดิม เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในช่วงภาวะตลาดที่แข่งขันสูง และกำลังฟื้นตัวอยู่นี้ อย่างไรก็ตามธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากกว่าจากการปรับวิธีคิดภาษี คือ กลุ่มธุรกิจนำเข้ารถยนต์ ซึ่งหากไม่ใช่กลุ่มธุรกิจตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรายใหญ่ที่มียอดขายมากพอจนทำให้ค่ายรถเจ้าของแบรนด์สนใจให้เข้ามาประกอบรถยนต์ในประเทศ ก็อาจต้องมีการปรับตัวในระดับที่แตกต่างกันไปตามขนาดกิจการและผลกระทบที่ได้รับ


Related News