เทคโนโลยีการเงิน
โดนกันไหม? ถามใจดู Apple เปิดตัว iPhone X สมาร์ทโฟนแห่งอนาคต

 

Apple ได้เปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยงานถูกจัดขึ้นที่ Steve Jobs Theater ภายในสำนักงานใหญ่ของ Apple ที่เรียกว่า “Apple Park” มีสื่อมวลชนจากทั่วโลกเฝ้ารอการเปิดตัวครั้งนี้อย่างมากมาย พระเอกของงานนี้หนีไม่พ้น iPhone 8 และ 8 Plus รวมถึง iPhone X ที่ทุกคนคาดว่าปีนี้ Apple น่าจะมีเซอร์ไพร์ซ

           

            สินค้าตัวแรกที่ Apple เปิดตัวก็คือ Apple Watch Series 3 ที่เพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง โดยใช้ซิมการ์ดขนาดเล็กแทนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้ Apple Watch รุ่นนี้มีความสามารถมากขึ้น สามารถรับสายโทรศัพท์ได้ ดาวน์โหลดเพลงได้ แถมมาด้วยฟีเจอร์เล็กๆน้อยๆอย่างการเพิ่มเซนเซอร์ การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ  เน้นตอบไลฟ์สไตล์ของคนชอบออกกำลังกาย แถมยังสามารถคุยกับ Siri ที่ Apple บอกว่าฉลาดขึ้นได้อีกด้วย

            โดย Apple Watch Series 3 มีรุ่นพิเศษที่ร่วมมือกับ Nike และ Hermes ด้วยสำหรับคนที่ชอบความแตกต่าง  ส่วนราคานั้น รุ่นปกติที่ไม่สามารถใส่ซิมได้จะเริ่มที่ 329 ดอลลาร์ รุ่นใส่ซิมจะเริ่มที่ 399 ดอลลาร์ และจะเริ่มวางจำหน่ายจริงในวันที่ 22 กันยายนนี้

            

 

            ต่อมาคือ Apple TV สินค้าที่นานๆจะอัพเกรดสักที ซึ่งคราวนี้มาพร้อมกับความสามารถในการรองรับการแสดงผลภาพแบบ 4K HDR  ใช้ CPU  A10X ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPad Pro ซึ่ง Apple การันตีว่าจะทำให้ภาพคมชัดที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และยังอัพเกรดความสามารถของ Siri  ให้ฉลาดมากขึ้นด้วย

            ส่วนคอนเทนต์แบบ 4K นั้น Apple จะเพิ่มรายการภาพยนตร์แบบ 4K ใน iTunes Store และจะขายในราคาเดียวกับ HD ส่วนคนที่เคยซื้อแบบ HD ไปแล้ว ก็จะได้ 4K ได้ดูแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังรองรับแพลตฟอร์มดิจิทัลคอนเทนต์อื่นๆอย่าง Netflix ด้วย

            Apple TV จะมีราคาเริ่มต้นที่ 179 ดอลลาร์ สำหรับความจุ 32 GB และ 199 ดอลลาร์ สำหรับความจุ 64 GB ส่วน Apple TV รุ่นเก่านั้น ได้ลดราคาลงมาเป็น 149 ดอลลาร์ เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 22 กันยายนนี้

 

 

 

            มาถึงสินค้าที่ถูกพูดถึงทั่วโลก นั่นคือ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้เป็นการข้ามจาก รุ่น 7 ไปยังรุ่น 8 เลย (ไม่มี 7s หรือ 7s Plus) ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Apple ได้ยกเลิกรูปแบบการเปิดตัวโมเดลใหม่ 2 ปี ต่อครั้งไปแล้ว เพราะยอดขายลดลง ทำให้ครั้งนี้ Apple ข้ามมายังรุ่นที่ 8 เลย

            แต่ตอนที่ ทิม คุก เผยโฉม iPhone 8 ที่คนทั้งโลกตั้งตารอ บอกเลยว่าคนทั้งงานเงียบกริบ เพราะ iPhone 8 แทบไม่มีดีไซน์อะไรใหม่เลย จนดูผ่านๆเหมือน iPhone 7 แต่มีการอัพเกรดฟีเจอร์และอาร์ดแวร์ต่างๆใหม่ ใช้กระจกที่แข็งแรงที่สุดในตลาดเวลานี้มาเป็นส่วนประกอบทั้งด้านหน้าและหลัง ส่วนตัวบอดี้เครื่องเป็นอลูมิเนียมเกรดสูง  CPU เป็น A11 Bionic ประมวลผลเร็วขึ้น 70% GPU เร็วขึ้น 30% หน้าจอ Retina HD Display แสดงผลสีได้แม่นยำขึ้น ตัวเครื่องกันฝุ่นและน้ำ

 

            สำหรับกล้องนั้น iPhone 8 และ 8 Plus มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีโหมดถ่ายภาพแบบ Portrait สามารถปรับแสงบนใบหน้าผ่านกล้องได้ มี Image Sensing Processor ประมวลผลการถ่ายภาพโดยเฉพาะ ทำให้ภาพเหมือนถูกถ่ายด้วยมืออาชีพ ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ มีแสงเงาสวยงาม และยังสามารถปรับภาพพื้นหลังได้ ส่วนการถ่ายวิดีโอนั้นสามารถถ่ายแบบความชัดระดับ 4K 60 fps ได้

 

            iPhone 8 ยังรองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นและเกมในรูปแบบ AR (Augmented Reality) ส่วนปุ่ม Home ที่หลายคนคาดว่าจถูกตัดออกไปนั้นยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่เพิ่มความสามารถในการชาร์จแบบไร้สายเข้ามา โดยราคาเริ่มต้นของ iPhone 8 อยู่ที่ 699 ดอลลาร์ ส่วน iPhone 8 Plus อยู่ที่ 799 ดอลลาร์ มี 2 ความจุคือ 64 GB และ 256 GB และมี 3 สีให้เลือกคือ สีเงิน สีดำ และสีทองแดง

 

 

 

          

           Apple ได้เตรียมเซอร์ไพร์ซให้กับคนทั้งโลกไว้ท้ายงาน ด้วยการเปิดตัว iPhone รุ่นพิเศษ คือ iPhone X ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี ของ iPhone โดย iPhone รุ่นนี้จะถูกออกแบบพิเศษด้วยการทำขอบตัวเครื่องให้โค้ง ตัวเครื่องทำจากสแตนเลสเกรดสูง ด้านหน้าและด้านหลังเป็นกระจกรอบ ไม่มีปุ่ม Home ทำให้จอภาพขยายกว้างขึ้นถึง 5.8 นิ้ว ใช้หน้าจอแบบ OLED ให้ความคมชัดแบบ Super Retina Display ความละเอียด 458 พิกเซลต่อนิ้ว ตัวเครื่องกันน้ำและฝุ่นเช่นเดียวกับ iPhone 8 และ 8 Plus

 

            ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ Apple เพิ่มเข้ามาคือการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า “Face ID” ที่ผู้ใช้เพียงแค่ชำเลืองมองหน้าจอ iPhone X กล้องหน้า TrueDepth Camera และเซนเซอร์วิเคราะห์ใบหน้า ก็จะทำการวิเคราะห์ใบหน้าผู้ใช้แบบ 3 มิติ และปลดล็อคหน้าจอให้ ซึ่งฟีเจอร์นี้ได้รับการทดสอบกับการใช้งานกับบริการ Apple Pay ด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้เพียงแค่ชำเลืองมองหน้าจอ ก็สามารถชำระเงินได้ทันที

 

            นอกจากนี้ระบบ Face ID ยังได้ใช้เทคโนโลยี Machine Learning เข้ามาช่วย ซึ่งจะทำให้ไม่ว่าผู้ใช้จะสวมหมวก แว่นตา ไว้หนวดเครา หรือแม้แต่อ้วนขึ้น iPhone X ก็จะยังรู้จักผู้ใช้อยู่ดี รวมไปถึงการใช้งานในที่มืดก็สามารถทำได้

            แต่หลังจากที่ Apple เปิดฟีเจอร์ใหม่นี้ ก็มีเสียงตอบรับจากตลาดอย่างรวดเร็ว โดยผู้ให้บริการการชำระเงินอย่าง Paysafe ได้เผยแพร่รายงานชื่อว่า "Lost in Transaction" ซึ่งสำรวจผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร แคนาดาและอเมริกา จำนวน 3,038 คนเกี่ยวกับพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์และพฤติกรรมการชำระเงินของพวกเขา

            โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้ใช้กว่า 40% คิดว่าการใช้ Face ID อาจจะไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะคนเหล่านี้มองว่าเทคโนโลยีนี้ยังมีความเสี่ยง อีกทั้งยังเป็นของใหม่กว่าตลาด ส่วนผู้ใช้อีก 24% คิดว่า พวกเขาไม่ชอบการใช้เทคโนโลยีประเภท Biometric ด้วยเหตุผลด้านสิทธิความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขาก็คิดว่าในที่สุดตลาดจะทำให้พวกเขาจำเป็นต้องใช้ในที่สุด มีผู้ใช้เพียง 15% เท่านั้นที่เชื่อว่า Biometric จะได้รับความนิยมภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้

            Apple ยังได้เพิ่มลูกเล่นใหม่เข้าไปใน iPhone X อีกคือ ฟีเจอร์ Animoji ซึ่งเป็นอิโมจิข้อความที่ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งหากันได้อย่างสนุกสนาน สามารถบันทึกวิดีโอหน้าตัวเองเป็นสัตว์ต่างๆ และส่งข้อความไปหาเพื่อนผ่าน iMessage ได้ ประมาณว่าใครอยากจะเป็นลิง เป็นแพนด้า ก็จัดได้เลย ตอนเดโมดูสนุกสนานมาก


            ด้านกล้องถ่ายภาพของ iPhone X นั้น ถูกปรับให้อยู่ในแนวตั้ง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่น และมีการใช้เทคโนโลยี Machine Learning ช่วยเรื่องการโฟกัสอัตโนมัติ และสามารถถ่ายภาพและปรับแต่งที่หลังได้ ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ตัวเครื่องยังสามารถรองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ โดย Apple ได้เปิดตัวแท่นชาร์จแบบใหม่ที่ใช้ชื่อว่า  Air Power ซึ่งสามารถชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ได้พร้อมกัน

            โดย iPhone X จะมีให้เลือก 2 ความจุ คือ 64 GB และ 256 GB ราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ และ 1,149 ดอลลาร์ มี  2 สี คือสีเทาดำ และสีเงิน โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริงวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

            สำหรับราคาจำหน่าย iPhone ทั้ง 3 รุ่นในประเทศไทยนั้น คาดว่าจะขยับเพิ่มขึ้นจากเดิมพอสมควร โดย iPhone 8 ความจุ 64 GB ราคาน่าจะอยู่ที่  26,500 บาท ส่วนรุ่น 256 อยู่ที่ 34,500 บาท ส่วน iPhone 8 Plus ความจุ 64 GB ราคาน่าจะอยู่ที่ 30,500 บาท ความจุ 256 อยู่ที่ 39,500 บาท ด้าน iPhone X คาดว่าราคาไทยจะสูงทะลุไปถึง 40,000 บาท โดยรุ่นความจุ 64 GB ราคาจะอยู่ที่ 37,500 บาท รุ่นความจุ 256 GB อยู่ที่ 41,500 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคาสมาร์ทโฟนรุ่นท็อปๆในตลาด

            อย่างไรก็ตามเรื่องราคา คงต้องรอดูว่าค่ายมือถืออย่าง AIS Dtac และ True จะนำโปรโมชั่นแบบใดมาจูงใจผู้ใช้ ซึ่งก็อาจจะทำให้ผู้ใช้ได้ราคาที่ถูกลงเมื่อสมัครใช้แพคเกจที่ผูกสัญญา 1-2 ปี และให้ผู้ใช้จ่ายค่าบริการล่วงหน้าแทน ซึ่งรวมๆแล้วก็จะเท่ากับราคาค่าเครื่อง ส่วนราคาเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญานั้นน่าจะแพงกว่าราคาตั้งประมาณหนึ่ง ด้านวันวางจำหน่ายในประเทศไทยนั้น คาดว่าไม่น่าจะเกิน 60 วัน หลังจากวางจำหน่ายในอเมริกา น่าจะมีของเข้ามาในประเทศไทยแล้ว โดยเร็วๆนี้ค่ายมือถือน่าจะทยอยเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนจองเครื่องล่วงหน้า เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้รับ iPhone เครื่องใหม่อย่างครบถ้วน


Related News