วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ดร.อุตตม สาวนายน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

Platform เชื่อม Big Data SME ไทย-ญี่ปุ่น

           เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยหลังจากนี้จะถูกเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาโดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน 4-5 เดือนหลังจากนี้

           โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) นับเป็นความหวังใหม่ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค 4.0 โดยถูกกำหนดให้เป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นเหมือนสปริงบอร์ดให้ประเทศพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

            และหากถามว่า เราจะเห็นประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรต่อไปหลังจากนี้ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งการจับมือประเทศญี่ปุ่นเพื่อเชื่อมโยงทางการค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SME โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ EEC ไปจนถึงการสร้างคนในยุค 4.0

ผุดแพลตฟอร์มธุรกิจ ไทย/ญี่ปุ่น

เชื่อมข้อมูลธุรกิจ SME

          ดร.อุตตม เริ่มต้นการสัมภาษณ์พิเศษ ด้วยการเล่าถึงผลตอบรับของนักลงทุนญี่ปุ่นกว่า 600 รายที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย นำโดย ฮิโรชิเกะ เซโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ซึ่งฟีดแบ็กที่ได้รับก็คือประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนสำหรับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นอยู่ โดยการเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้ รัฐบาบาลไทยได้พาคณะทั้งหมดไปดูพื้นที่จริงของโครงการ EEC เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการพัฒนาอยู่ในระดับใด ซึ่งเป็นไปตามความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้นักลงทุนญี่ปุ่นและนักลงทุนชาติอื่นๆ เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศ

          และจากการพูดคุยกับ ฮิโรชิเกะ เซโกะ ก็มีการพูดถึงแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เข้าสู่ยุค 4.0 โดยใจความสำคัญที่ญี่ปุ่นมองเห็นคือ ต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน ซึ่งมิติที่สำคัญในเวลานี้ก็คือข้อมูลแบบ Big Data เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมสามารถมีห่วงโซ่การผลิตที่พาดผ่านกัน จากญี่ปุ่นมาไทย และกระจายออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้เลย ซึ่งรัฐบาลก็มองว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะได้ประโยชน์ทั้งไทยและญี่ปุ่น ไม่ใช่ว่าข้อมูลของไทยจะไปญี่ปุ่นอย่างเดียว ญี่ปุ่นก็ต้องเปิดข้อมูลมาให้ไทยด้วย

“รัฐบาลจะทำให้เกิดการแชร์ข้อมูล Big Data ระหว่าง SME ไทยและญี่ปุ่น โดยพัฒนาแพลตฟอร์มและนำมาเชื่อมถึงกัน เพื่อให้ SME ของ 2 ประเทศต่อหากันได้โดยตรง เช่น SME ญี่ปุ่นต้องการหาผู้ผลิตในประเทศไทย ก็จะเห็นเลยว่าแต่ละบริษัทมีความสามารถอะไร ผลิตอะไร ซึ่ง SME แต่ละรายก็จะสามารถนำเสนอประวัติและความสามารถของตัวเองได้ ในทางกลับกัน SME ไทยก็สามารถมองหาโอกาสจากญี่ปุ่นได้เช่นกัน ทำให้ติดต่อตรงได้เลย”

ปัจจุบันทางญี่ปุ่นมีแพลตฟอร์มลักษณะนี้อยู่แล้ว โดยใช้ชื่อว่า J-Good Tech ซึ่งมีผู้ประกอบการ SME ญี่ปุ่นลงทะเบียนไว้ 4,800 ราย ซึ่งเวลานี้ญี่ปุ่นได้เชิญให้ธุรกิจ SME ไทย และกลุ่ม CLMV เข้าร่วมแล้ว แต่ในความตกลงสร้างแพลตฟอร์ม ไทย-ญี่ปุ่นนี้ จะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะ โดยคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาประมาณ 1 ปี เพราะต้องมีการรวบรวมข้อมูล กำหนดคุณสมบัติและข้อมูลที่จะนำเสนอ

“คอนเซ็ปต์ที่ญี่ปุ่นมองคือ การให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในด้านการเป็นห่วงโซ่การผลิตสมัยใหม่ ทั้งในอาเซียนและ CLMV เพราะเมื่อสามารถเชื่อมกับไทยได้ ก็จะสามารถไปยังประเทศเป้าหมายได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่จะเข้ามาก็เป็นที่สนใจของรัฐบาลไทย เพราะเหมาะที่จะร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดภาพอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี ภายใต้โฟกัสว่า ไทย ญี่ปุ่น แต่วิสัยทัศน์และขอบเขตกว้าง”

ดร.อุตตมอธิบายว่า การที่ธุรกิจ SME ไทยและญี่ปุ่นสามารถเชื่อมกันโดยตรง จะก่อให้เกิดโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องขายอย่างเดียวแต่เป็นการสนับสนุนธุรกิจให้มีความร่วมมือในการสร้างเทคโนโลยี โดยมีข้อมูลใหม่ๆ เพื่อก้าวไปสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ด้วยกัน

 

พบกับวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2560 ฉบับที่ 426 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
หรือในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News