วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ดร.วิรไท สันติประภพ

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

เงินบาท Real Effective Exchange Rate

สร้างInformation Base Lending

          

            สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเริ่มเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง กองบรรณาธิการ การเงินธนาคารได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์ค่าเงินบาทในระยะต่อไป พร้อมทั้งภาพการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่มีผลต่อระบบการเงินของประเทศ

เงินบาท Real Effective Exchange Rate

แข็งค่าไม่ถึง 2% สะท้อนเศรษฐกิจฟื้น

 

            ดร.วิรไทกล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจนมากขึ้นในระดับมหภาคโดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญคือ 1.การท่องเที่ยวที่ฟื้นกลับมาได้ค่อนข้างเร็ว หลังจากมีการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายในช่วงปลายปีก่อน2.การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นตามโครงการลงทุนต่างๆของภาครัฐพร้อมมาตรการต่างๆที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและ 3.การส่งออกที่ฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกเติบโตประมาณ 8% ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ

            “ถ้าดูโดยรวมคือทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลกแม้ว่ายังมีปัญหาการกระจายตัวแต่คิดว่าเป็นเรื่องปกติของการฟื้นตัวทุกเศรษฐกิจที่ต้องมีหัวขบวนขยับก่อนส่วนอื่นของขบวนถึงจะขยับตาม”

             ดร.วิรไทกล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า การใช้คำว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสูงมากอาจจะได้ภาพที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินในโลก โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ต้นปี 2560 เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินในดอลลาร์อินเด็กซ์อ่อนลงประมาณ 10% ส่วนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค

             แต่ถ้าพิจารณาค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับตะกร้าเงินพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 2.5% และถ้าเป็น Real Effective Exchange Rateโดยปรับเงินเฟ้อแล้ว เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาไม่ถึง 2%นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาซึ่งสะท้อนกับภาวะเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง

กดปุ่มออกมาตรฐาน QR Code

สร้าง Information Base Lending       

            สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างในภาคการเงินที่เห็นชัดเจนคือ การเข้ามาของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแพลตฟอร์มในการทำธุรกิจ ซึ่งในเรื่องนี้ ดร.วิรไทกล่าวว่าสถาบันการเงินไทยมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนี้ที่เห็นได้ชัดเจนล่าสุดคือความร่วมมือการใช้มาตรฐาน QR Code เพื่อการชำระเงิน โดยเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยสามารถพัฒนา QR Code ที่ต่อยอดมาจากมาตรฐาน QR Code ของ EMVCo ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรชั้นนำของโลกได้ตกลงร่วมกันที่จะใช้OR Code มาตรฐานของไทยเพื่อให้การชำระเงินเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งรายการชำระเงินในประเทศและต่างประเทศ

            รวมทั้งลดความซ้ำซ้อนในการใช้ QR Code ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ และช่วยเสริมต่อแนวทางการพัฒนาระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment ของประเทศ

            ดร.วิรไทกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรรายใหญ่ของโลกทั้ง 5 บริษัท ได้แก่ วีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี อเมริกันเอ็กซ์เพรส และยูเนียนเพย์ตกลงใช้ QR Code มาตรฐานของไทย ทำให้ร้านค้าในประเทศไทย สามารถรองรับรายการชำระเงินจากบัตรเดบิตและบัตรเครดิตจากต่างประเทศได้ด้วย  ซึ่งจะทำให้เกิดความสะดวกทั้งกับผู้ซื้อสินค้าและร้านค้า รวมทั้งลดขั้นตอนในกระบวนการทำงานหลังบ้านลงได้มาก

            ที่สำคัญมากคือการสร้างฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการพิจารณาสินเชื่อ หรือInformation Base Lendingโดยปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ไปขอกู้เงินกับธนาคารต้องมีหลักประกันเป็นสินทรัพย์ถาวร หรือมีหลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนซึ่งเอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ แต่ถ้าเอสเอ็มอีที่เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มการชำระเงินด้วยมาตรฐาน QR Code ก็จะมีDatabase ข้อมูลรายการซื้อขาย ยอดขาย ปริมาณธุรกรรม ซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ธนาคารสามารถดูข้อมูลเพื่อพิจารณาปล่อยกู้ให้ได้เลยจากแพลตฟอร์มนี้

            นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังสามารถใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการ วางแผนสินค้า วางแผนจัดแคมเปญโปรโมชั่นหรือสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพราะมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ณ จุดขาย (Point of Sales)

 

พบกับวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2560 ฉบับที่ 426 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
หรือในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News