เทคโนโลยีการเงิน
“เอก” ปุณณมาศ บอส Ascend ชี้ อุตสาหกรรมการเงินกำลังติดลมบน

  หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศให้มีการทดลองใช้งาน QR Code มาตรฐานกลาง มาได้ระยะหนึ่ง ภาพของการแข่งขันในอุตสาหกรรมการเงินก็เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ธนาคาร นอนแบงก์ ต่างพยายามดึงดูดลูกค้าให้มาใช้ช่องทางการชำระเงินผ่าน QR Code  และหากโครงการนี้สำเร็จก็จะส่งผลดีกับอุตสาหกรรมการเงินในอนาคตอย่างมาก จนหลายคนมองว่า QR Code มาตรฐานกลางนี้ อาจทำให้คำว่า “สังคมไร้เงินสด” ที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานกลายเป็นความจริงได้

 

            การเงินธนาคาร มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด และ นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thailand E-Payment Trade Association: TEPA) ถึงภาพของอุตสาหกรรมการเงินในมุมของผู้ให้บริการนอนแบงก์ ซึ่งถือว่าเป็นอีก 1 กลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นสังคมไร้เงินสด

 

          เปิดยุคใหม่ด้วย QR Code Payment

          หนุนอุตสาหกรรมการเงินไทยติดลม

            ปุณณมาศ บอกว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงที่น่าตื่นเต้นที่สุดของอุตสาหกรรมการเงินในประเทศไทย แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจัดว่าเป็นสังคมที่พึ่งพาเงินสดเป็นหลัก โดยจำนวนธุรกรรมที่จับจ่ายในประเทศ 90% ยังเป็นเงินสด แต่หากนับเป็นมูลค่าจะอยู่ที่ 70% อีก 30% เป็นการจ่ายด้วยดิจิทัล คาดว่าภายใน 2 ปี สัดส่วนเงินสดจะลดลงโดยในด้านของจำนวนธุรกรรมน่าจะอยู่ที่ 50% ขณะที่มูลค่านั้นน่าจะขยับลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 55% ซึ่งแนวโน้มนี้มีความเป็นไปได้จากการใช้จ่ายของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการแพร่หลายของการจับจ่ายด้วย QR Code ผ่านบริการ E- Wallet หรือบริการโมบายล์แอพพลิเคชั่นของธนาคาร

            “เวลานี้เรามาถึงจุดที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งในด้านของบริการพร้อมเพย์ บริการ QR Code Payment ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางให้ทุกคนที่อยู่ในระบบพร้อมเพย์ทั้งธนาคารและนอนแบงก์ได้มีส่วนร่วม เพราะสิ่งที่ทำให้เงินสดนั้นเป็นที่แพร่หลายก็เพราะทุกคนยินดีรับเงินสด แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นดิจิทัล แม้ว่าจะติดแบรนด์วีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ด ก็ยังต้องดูว่าร้านค้ารับชำระหรือไม่ ทำให้การใช้งานไม่แพร่หลายเท่าที่ควรจะเป็น”

            ปุณณมาศ กล่าวต่อว่า ในยุคพร้อมเพย์นั้น ข้อกังวลคือการทำให้ร้านค้าส่วนใหญ่รับชำระ ซึ่งการจะทำให้ร้านค้ารับนั้นสิ่งสำคัญคือต้นทุนต้องต่ำ และประสบการณ์ผู้ใช้ต้องง่าย ดังนั้นรัฐบาลจึงสร้างมาตรฐานเพื่อให้ทุกคนในอุตสาหกรรมสามารถใช้ได้ และก็พยายามจะลดต้นทุนให้ต่ำลงด้วยการใช้เทคโนโลยี QR Code เพราะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่อง EDC ขณะเดียวกันประชาชนก็มีความพร้อมในการใช้แอพพลิเคชั่นและกล้องสมาร์ตโฟน ดังนั้นจึงทำให้องค์ประกอบที่จำเป็นเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งมาตรฐานกลาง ต้นทุนที่ต่ำ ความพร้อมของผู้ใช้ ที่เหลือก็คือให้ทุกอุตสาหกรรมช่วยกันผลักดัน

            “ผมมั่นใจมากว่า Digital Payment ที่ใช้ QR Code จะแพร่หลายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก เพราะวันนี้ในสมาร์ตโฟนของผู้ใช้ทุกคนมีฟังก์ชั่นธรรมดาๆแต่มีประสิทธิภาพสูงมากคือ กล้องถ่ายภาพที่สามารถแสกนอ่าน QR Code ได้ แม้ว่าจะยังไม่ก้าวไปไกลเหมือนในประเทศจีน แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยเป็นมากกว่าสังคมเงินสดในอดีตแน่นอน”

            ปุณณมาศ กล่าวอีกว่า การที่ประเทศไทยมีการกำหนดมาตรฐานการชำระเงินผ่านเทคโนโลยี QR Code ขึ้นมา ทำให้มีโอกาสสูงมากที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่การใช้เงินสดที่น้อยลงได้ แต่ส่วนหนึ่งยังมีความกังวลว่าร้านค้าเล็กๆอาจจะเป็นห่วงเรื่องของการถูกเก็บข้อมูลรายได้และจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อว่าสุดท้ายก็จะทำได้แต่ต้องใช้เวลา ขณะที่ในประเทศจีนนั้น ผู้ใช้เป็นผู้ที่กดดันร้านค้าให้รับชำระด้วย E-Wallet ซึ่งวันนี้ประเทศไทยกำลังเริ่มทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านคนขาย และด้านคนรับ จึงมั่นใจว่า Digital Payment ในประเทศไทยจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ผลักดันอย่างเต็มที่ และไม่ส่งสัญญาณว่าจะจัดเก็บภาษีเพิ่ม เพราะจะทำให้ร้านค้ายิ่งกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง

            “ในอเมริกาหรือในหลายประเทศที่มีนวัตกรรมใหม่ๆเข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น อีคอมเมิร์ซ จะเห็นว่ารัฐบาลของประเทศเหล่านั้นเล่นบทบาทที่ดีมาก โดยจะประกาศว่าจะยังไม่มีนโยบายจัดเก็บภาษีผู้ค้าในระบบอีคอมเมิร์ซในระยะยาว และยังให้การสนับสนุนธุรกิจ SME โดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดภาพของการค้าขายออนไลน์”

            การแข่งขันช่วยกระตุ้นบรรยากาศ

            แบงก์-นอนแบงก์รุกดิจิทัลเต็มตัว

          ปุณณมาศ กล่าวว่า กระแส Digital Payment ที่เกิดขึ้น ด้วยบทบาทของภาครัฐและเอกชน กระตุ้นให้ประชาชนผู้ใช้งานตื่นตัว ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการนอนแบงก์ต่างพยายามนำเสนอบริการทางการเงินใหม่ๆที่นำไปสู่ภาพของการใช้งานแบบไร้เงินสดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในอุตสาหกรรม Digital Payment 2 ด้านคือ

  1. 1. ด้านความร่วมมือ เนื่องจากการที่ธุรกิจ Digital Payment จะมาทดแทนเงินสดได้นั้น จำเป็นจะต้องได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย สามารถโอนข้ามไปมาระหว่างกันได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การสร้างมาตรฐาน QR Code กลาง ที่ทำให้ธนาคารและนอนแบงก์สามารถให้บริการกับร้านค้า โดยที่ลูกค้าไม่ต้องสนใจว่า QR Code ที่ใช้เป็นของธนาคารอะไร และยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรม เช่น เวลาที่ลูกค้ามีปัญหาเกี่ยวกับการจ่ายเงินผ่านโมบายล์แอพพลิเคชั่น ลูกค้าจะไม่ได้มองว่าบริการของธนาคารคือปัญหา แต่มองว่าบริการโมบายล์แอพพลิเคชั่นทั้งหมดคือปัญหา ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ความร่วมมือระหว่างธนาคารและนอนแบงก์จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมและสร้างมาตรฐานที่ดี
  2. 2. ด้านการแข่งขัน การที่ทุกฝ่ายพยายามผลักดันและนำเสนอบริการของตัวเอง การแข่งขันจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าจะเลือกใช้แอพพลิเคชั่นที่สะดวก คุ้มค่า และใช้ได้ทุกที่ เป็นหลัก ซึ่งทั้งกลุ่มธนาคารและนอนแบงก์นั้นก็จะมีจุดแข็งของตัวเอง ซึ่งกลไกนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันที่ดี เพราะประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับผู้บริโภค และจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม

            “นอนแบงก์จะแข่งขันในตลาดด้วยสิทธิประโยชน์ที่มากกว่า เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ายอมนำเงินมาใส่ไว้ใน E-Wallet โดยจะเน้นตามกลุ่มลูกค้าเพื่อสร้างความแตกต่าง เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ไม่อยากมีผลิตภัณฑ์การเงินทุกอย่างอยู่ที่ธนาคารเพียงแห่งเดียว”

            ปุณณมาศ อธิบายเพิ่มว่า นอนแบงก์จะสร้างจุดขายที่ฝั่งธนาคารอาจจะทำได้ไม่ดีเท่า ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์กับร้านค้าที่มากกว่า หรือการให้สิทธิประโยชน์ที่ดึงให้ลูกค้าใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำ Loyalty Program ในหลากหลายรูปแบบ ขณะที่ในมุมของฐานลูกค้าผู้ให้บริการนอนแบงก์ก็อาจใช้วิธีการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว เพื่อขยายการใช้บริการออกไปก็ได้ ซึ่งจุดนี้ก็อาจจะทำให้ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากเท่าใดนัก มีเพียงจุดสำคัญคือ เงินของลูกค้าอยู่ที่ธนาคารเป็นหลัก ต้องหาวิธีทำให้เงินของลูกค้าไหลเข้ามาอยู่ใน Digital Wallet เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้
            “การที่จะดึงดูดลูกค้าให้ใช้บริการต่อเนื่องขึ้นอยู่กับการออกแบบ Loyalty Program ตัวอย่างเช่น การสะสมแต้มบัตรเมื่อไปช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า และพร้อมจะใช้จ่ายเพื่อให้ได้คะแนนสะสมไปเรื่อยๆ และเมื่อมีโปรโมชั่นก็สามารถที่จะใช้คะแนนเป็นส่วนลดพิเศษได้อีกด้วย ดังนั้นการทำ Loyalty Program หากคิดได้ไม่ดีพอ ก็อาจสร้างกระแสได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อหมดเวลา ทราฟฟิกก็หายไปด้วย แต่ถ้าคิดได้ดีพอ ลูกค้าก็จะอยู่ต่อเนื่อง”

 

          ใช้นวัตกรรมดึงดูดลูกค้ายุคดิจิทัล

          เน้นง่าย เข้าถึงทุกคน ประสิทธิผลสูง

            ปุณณมาศ กล่าวว่า อีกหนึ่งกลไกที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดึงดูดผู้ใช้ให้มาใช้บริการแบบ Digital Payment คือนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยส่งผลโดยตรงใน 3 ส่วนคือ 1. การเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ เช่น การใช้เทคโนโลยี Biometric มายกระดับการรักษาความปลอดภัย โดยปัจจุบันผู้ให้บริการ E-Wallet ก็เริ่มใช้การแสกนลายนิ้วมือก่อนจะเปิดแอพพลิเคชั่น หรือทำธุรกรรมการเงิน ในอนาคตก็กำลังจะเปลี่ยนเป็นการใช้ใบหน้าผู้ใช้ การแสกนม่านตา และจะพัฒนาต่อไปเพื่อทำให้ผู้ใช้เชื่อมั่นในบริการมากขึ้นเรื่อยๆ

          2.การยกระดับประสิทธิภาพและประสบการณ์ของผู้ใช้ เช่น การทำให้เข้าถึงบริการได้รวดเร็ว การรองรับการใช้งานในสถานะออฟไลน์ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้ในหลากหลายสถานการณ์

  1. การทำให้ต้นทุนในการให้บริการต่ำลง เช่น การใช้เทคโนโลยี Blockchain มาช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบริษัทโดยมีต้นทุนที่ถูกลงได้ โดยเฉพาะการทำ e-KYC ที่เก็บข้อมูล Identity ของผู้ใช้ไว้บนเครือข่าย Blockchain และทุกคนในเครือข่ายสามารถเข้าถึงได้ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็มีคณะทำงาน e-Identity กำลังผลักดันเรื่องนี้อยู่

            สำหรับกระแสฮอตฮิตอย่างการเปิดตัว iPhone X ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Face ID ที่ทำให้ผู้ใช้เพียงแค่มองหน้าจอก็สามารถชำระเงินผ่านบริการ Apple Pay ได้ ปุณณมาศ ให้ความเห็นว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ Apple ใช้นวัตกรรมใหม่ๆมากระตุ้นให้เกิดการใช้งาน อย่างไรก็ตามการที่เทคโนโลยีจะประสบความสำเร็จและแพร่หลายได้จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้านคือ 1 การที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ใช้งานได้แพร่หลาย 2 ต้องทำให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น และ 3 ต้องมีต้นทุนที่ต่ำ

            เขามองว่า เทคโนโลยี Face ID เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะสามารถแพร่หลายได้ในอนาคต แต่ก็ถือว่ามีโอกาส เพราะ Face ID ยังคงใช้เทคโนโลยีพื้นฐานคือกล้องบนสมาร์ตโฟน และก็ต้องรอดูว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้จ่ายและผู้รับมีมาตรฐานกลางเข้ามารองรับหรือไม่ รวมไปถึงผู้ใช้หลายรายอาจมีความกังวลเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

            ปุณณมาศ ยกตัวอย่าง กรณีของเทคโนโลยี Contactless ที่เคยได้รับการคาดว่าจะมาเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ใช้ แต่ปัจจุบันแนวโน้มความนิยมลดถอยลงไปอย่างมาก โดยสาเหตุที่คอนแทคเลสไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการใช้งานจะต้องมีการเชื่อมต่อระหว่าง 2 อุปกรณ์ คือ สมาร์ตโฟนที่มีระบบคอนแทคเลส และเครื่องรับสัญญาณคอนแทคเลส ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้มีต้นทุนที่สูง ทำให้เทคโนโลยีนี้มีข้อจำกัดในการทำให้เกิดความแพร่หลาย

 

นอกจากภาพของอุตสาหกรรมการเงินในยุคดิจิทัลแล้ว “ปุณณมาศ” ยังพูดถึงสถานะของ “อธิปไตยทางการเงิน” หลังจากที่ผู้ให้บริการการชำระเงิน และผู้ให้บริการ E-Wallet จากต่างชาติ กำลังเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Alibaba หรือ Wechat โดยสามารถติดตามบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ได้ใน “คุม E-Wallet ต่างชาติ” Cover Story ของ การเงินธนาคาร ฉบับ 426 ประจำเดือน ตุลาคม 2560


Related News