วางแผนการเงิน การออม เกษียณ
ตอบ 6 คำถามคาใจ ไขข้อสงสัยผู้ลงทุน LTF-RMF

คนที่ลงทุน LTF และ RMF เป็นประจำอยู่แล้ว หรือใครที่กำลังจะตัดสินใจเริ่มต้นลงทุนอาจจะยังมีข้อสงสัยหรือมีบางประเด็นที่ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนLTF และ RMF เราจึงประมวล 6 คำถามยอดฮิตมาตอบผู้ลงทุนให้หายสงสัยกันไว้ที่นี่

 1. ซื้อปลายปี...ถูกหรือแพง?

ตอบ : หลายคนที่ไม่ได้วางแผนลงทุนไว้ตั้งแต่ต้นปี หรือมัวแต่รอว่าเมื่อไรหุ้นจะตกเสียทีจะได้มีโอกาสเข้าไปซื้อกองทุน พอรู้ตัวอีกทีก็ปลายปีแล้วหรือเหลือเวลาไม่กี่วันก็จะสิ้นปีแล้ว เลยไม่มีทางเลือกต้องจำใจรีบซื้อหน่วยลงทุนให้ครบตามสิทธิของตัวเอง แต่รู้หรือไม่ว่าการที่ปล่อยเวลาล่วงเลยมาถึงปลายปีนี่แหละทำให้เราซื้อหุ้นแพงโดยไม่รู้ตัว

            โดยเฉพาะคนที่ต้องซื้อ LTF ซึ่งเน้นการลงทุนในหุ้น เพราะจากสถิติตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมาพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2550-2559) มี 7 ปีที่ค่าเฉลี่ย SET Index ช่วงเดือนธันวาคมอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนอื่นๆ ดังนั้นใครที่ชอบรอซื้อปลายปีทีเดียวก็คงต้องลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่

 2. ลงทุนแบบ DCAดีอย่างไร?

ตอบ : การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA (dollar-cost averaging) เป็นการซื้อหุ้นหรือกองทุนรวมโดยกำหนดเงินลงทุนเป็นงวดๆ งวดละเท่าๆ กัน ซึ่งก็เลือกได้ตามความต้องการทั้งแบบรายเดือน และรายไตรมาส ซึ่งข้อดีของการลงทุนแบบ DCA คือ ทำให้มีต้นทุนต่อหน่วยที่ถูกกว่าการลงทุนครั้งเดียวเป็นก้อนใหญ่ เพราะคงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าราคาหุ้น ณ ตอนนั้นถูกหรือแพง ซึ่งนอกจากเรื่องของต้นทุนที่ถูกกว่าแล้ว การลงทุนแบบ DCA ยังตัดอารมณ์ตลาดออกไปและช่วยสร้างวินัยการลงทุนให้กับเราได้

            ยกตัวอย่างการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในกองทุน TMBSET50 เดือนละ 10,000 บาท ด้วยระยะเวลาลงทุน 16 ปี เงินลงทุนรวมจะเท่ากับ 1.92 ล้านบาท ปรากฏว่า มูลค่าเงินลงทุนและผลตอบแทนสะสมในปัจจุบันจะอยู่ประมาณ 5.83 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 12.71 % ต่อปี

            แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนแบบ DCA ทำให้มีต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยเท่ากับ 29.53 บาท ถูกกว่าราคาเฉลี่ยต่อหน่วยซึ่งจะอยู่ที่ 45.19 บาท สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวต่ำลงการลงทุนแบบDCA จะทำให้จำนวนหน่วยลงทุนหรือหุ้นที่สามารถซื้อได้มีจำนวนที่มากขึ้นขณะเดียวกันช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเราก็จะซื้อได้จำนวนลดลงนั่นเอง

3. กองทุน NAV สูง คือ กองทุนราคาแพง ใช่หรือไม่

ตอบ: เวลาไปเจอกองทุนที่มีมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) สูงๆ เช่น 50-60 บาท นักลงทุนก็มักจะไม่กล้าซื้อ เพราะเข้าใจว่า กองทุนราคาแพง สู้ไปซื้อกองทุนที่ NAV ต่ำๆ หรือ กองทุนที่เปิดขายใหม่ที่มี NAV แถวๆ 10 บาทจะถูกกว่า

ในความเป็นจริงแล้ว มูลค่าหน่วยลงทุน หรือ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (NAV) ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ หรือ ตัดสินว่า กองทุนไหนถูก หรือ กองทุนไหนแพง แต่เป็น"ราคา NAV ทำหน้าที่เปรียบเสมือนดัชนีราคาว่ากองทุนต่างๆมีการสะสมกำไร/ขาดทุนไว้เท่าใด"ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ (A-Academy)ให้ความรู้ไว้ในเว็บไซต์ a-academy.net

เพราะฉะนั้นกองทุนที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และสะสมมูลค่าไว้โดยไม่ได้มีนโยบายจ่ายเงินปันผล NAV จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกันหากเป็นกองทุนที่ขาดทุนต่อเนื่อง NAV จะปรับลดลงเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามกองทุนที่ NAV ต่ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกองทุนที่แย่ เพราะสาเหตุที่ทำให้NAV ไม่เพิ่มขึ้น อาจจะมาจากการจ่ายเงินปันผล

นอกจากนี้ ความเข้าใจผิดอีกข้อหนึ่ง คือ ถ้าซื้อกองทุนที่ NAV แพง จะได้จำนวนน้อย ทำให้ผลตอบแทนน้อยไปด้วย ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะกำไร หรือ ผลตอบแทนจะคำนวณจาก “เงินลงทุน” ไม่ใช่จำนวนหน่วยลงทุน

4. ซื้ออะไรดีระหว่าง กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล กับ ไม่จ่ายปันผล?

ตอบ: ในกรณีที่ทั้งสองกองทุนมีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน แต่กองทุนหนึ่งมีนโยบายจ่ายเงินปันผล อีกกองทุนหนึ่งไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล ซึ่งนักลงทุนอาจจะตัดสินใจไม่ถูกว่า ควรจะเลือกลงทุนกองทุนไหนจะดีกว่ากัน คำตอบนี้อยู่ที่ “ความต้องการ” ของนักลงทุนแต่ละคน

ถ้าต้องการ “กระแสเงินสด” ระหว่างการลงทุน เช่น คนวัยเกษียณที่ต้องการเงินปันผลไปเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือ นักลงทุนต้องการลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยการเก็บกำไรบางส่วนออกมา การเลือกลงทุนกองทุนที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล

แต่หากไม่ต้องการกระแสเงินสด หรือคาดหวังให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ก็ควรจะเลือกกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลจะเหมาะสมกว่า

นอกจากนี้ หากได้รับเงินปันผลจะต้องเสียภาษีเงินปันผล 10%โดยจะเลือกให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หัก ณ ที่จ่าย ในกรณีที่ฐานภาษีสูงกว่า 10% แต่หากฐานภาษีไม่ถึง 10% หรือไม่ต้องเสียภาษีสามารถนำรายได้จากเงินปันผลไปรวมกับเงินรายได้อื่นๆ เพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในต้นปีจะดีกว่า

แต่ถ้าเป็นกำไรจากการขายหน่วยลงทุนไม่เสียภาษี จึงมีกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลแต่จะคืนเงินให้นักลงทุนในรูปของการขายหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto Redemption)

5. เงินปันผล กับ การขายหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ต่างกันอย่างไร ?

ตอบ: ทั้งการจ่ายเงินปันผล และ การขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto Redemption) เป็นการจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนเป็นงวดๆ (ตามที่กองทุนกำหนดไว้) เหมือนกัน เพียงแต่มีวิธีการที่แตกต่างกัน โดยที่ น.สพ.ธนัฐ ศิริวรางกูร นักวิเคราะห์กองทุนรวม เจ้าของ Facebook Page “หมอนัท คลินิกกองทุน” เคยเปรียบเทียบความแตกต่างของกองทุนสองรูปแบบไว้ว่าเป็น “กองทุนปันผล” กับ “กองทุนปันหน่วย”

ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายปันผล หรือ การขายคืนหน่วยลงทุน ในท้ายที่สุดนักลงทุนจะได้ “กระแสเงินสด” ออกมาเช่นเดียวกัน และหลังจากการจ่ายเงินออกมาแล้ว จำนวนเงินลงทุนที่มีอยู่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงก่อนการจ่ายเงิน

เพียงแต่ทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างที่เด่นชัด และทำให้การขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติได้เปรียบกว่าการจ่ายเงินปันผล คือ ภาษี โดยที่เงินปันผลจะเสียภาษี หัก ณ ที่จ่าย 10% ขณะที่การขายหน่วยลงทุนไม่เสียภาษี

เปรียบเทียบระหว่าง การจ่ายเงินปันผล และขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ

 

จ่ายเงินปันผล

ขายคืนอัตโนมัติ

มูลค่าหน่วยลงทุนหลังจ่ายเงิน

ลดลง (ตามสัดส่วนเงินปันผล)

เท่าเดิม

จำนวนเงินลงทุนหลังจ่ายเงิน

เท่าเดิม

เท่าเดิม

จำนวนหน่วยลงทุนหลังจ่ายเงิน

เท่าเดิม

ลดลง (ตามสัดส่วนเงินปันผล)

ภาษี

หัก ณ ที่จ่าย 10%

ไม่เสียภาษี

ที่มา : บทความเรื่อง กองทุนปันผล VS กองทุนปันหน่วย (www.aommoney.com)

6. กองทุน LTF ที่ซื้อไว้ครบกำหนดปีนี้ จะขาย หรือถือต่อไปดี ?

ตอบ: กองทุน LTF ซื้อมาก่อนปี 2556 สามารถขายหน่วยลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เพราะถือมาครบ 5 ปีปฏิทินตามเงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเรียบร้อยแล้ว แต่จะขาย หรือถือต่อไปก็ได้

LTF ที่ซื้อก่อน 31 ธันวาคม 2558 ต้องถือไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน

แต่ LTF ที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 - วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ต้องถือไว้อย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน

เพราะฉะนั้นถ้าซื้อ LTF ปีนี้จะไปขายได้ในปี 2566

ขณะที่ “คนขายกองทุน” บางคนจะแนะนำให้ขาย LTF ที่ครบกำหนด แล้วนำเงินจำนวนนั้นวนกลับมาลงทุน LTF เพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีในปีนี้อีกรอบ ซึ่งจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้วางแผนลงทุน LTF ในปีนี้ไว้เลย หรือ ยังลงทุนไม่เต็มเพดานสิทธิลดหย่อนภาษีที่ได้รับ เช่น สามารถซื้อได้ถึง 100,000 บาท แต่ลงทุนเพียงปีละ 50,000 บาท

อย่างไรก็ตาม การใช้วิธีนี้ต้องเตรียมใจไว้สักหน่อยว่า ในระหว่างกระบวนการขาย LTF เก่าไปซื้อ LTF ใหม่ อาจจะเสียโอกาสที่จะได้กำไร หากในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่ตลาดหุ้นกำลังร้อนแรงพอดี ถ้าไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงิน หรือ ใช้สิทธิ LTF เต็มเพดานแล้วสำหรับปีนี้ก็ควรจะถือต่อไปให้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนระยะยาว เพราะที่ผ่านได้เห็นแล้วว่า การลงทุนระยะยาวให้ผลตอบแทนดีขนาดไหน แต่ไม่ว่าจะเลือกขายแล้ววนกลับมาซื้อใหม่ หรือ ถือต่อไป ก็ยังได้ประโยชน์กว่าการขาย LTF แล้วเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนหมด

สิ่งที่ควรรู้เมื่อโอนย้าย/สับเปลี่ยน

  • โอนย้าย/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนไปยังกองทุนรวมใดกองทุนรวมหนึ่งหรือหลายกองทุนได้
  • ศึกษาเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายกรณีโอนย้าย/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน เช่น ค่าใช้จ่าย/ค่าธรรมเนียม ระยะเวลา เป็นต้น
  • แจ้งการโอนย้าย/สับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเป็นลายลักษณ์อักษรต่อกองทุนที่โอนและกองทุนที่รับโอน


Related News