COVER STORY
Cover Story : ลงทุนส่งท้ายปี ทำกำไรด้วยหุ้นอัพไซด์สูง

 

            ตั้งแต่ต้นปี 2560 ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายตลาดดัชนีมีการสร้างจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยดัชนีมีการปรับตัวทะลุแนวต้านสำคัญ 1,700 จุด ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้าดัชนีแกว่งตัวอยู่ในกรอบแคบ ดังนั้นการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในรอบนี้การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีแต่ยังปรับตัวน้อยกว่าตลาดหรือหุ้นที่ยังมีอัพไซด์สูงจึงเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจในช่วงที่เหลือของปี

ประเมินเงินลงทุนยังแสวงหา Yield

ฝรั่งถือครองหุ้นไทยต่ำกว่าในอดีต

            นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ จากที่ช่วงก่อนหน้าหลายคนยังไม่คิดว่าจะสามารถปรับตัวทะลุ 1,700 จุด ในมุมมองของ บล.กสิกรไทย ประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปี 2560 แล้วว่า ตลาดหุ้นมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) เนื่องจากกระแสเงินในตลาดโลกที่มีค่อนข้างมากยังไหลไปในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูง

            “กระแสเงินในตลาดโลกยังมีแนวโน้มที่จะไหลไปยังตลาดที่มีอัตราผลตอบแทน (Yield) ในระดับสูง ซึ่งสินทรัพย์การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น คือ หุ้น ไม่ได้หมายความว่าคนที่ลงทุนตราสารหนี้จะเปลี่ยนมาลงทุนหุ้น แต่เป็นกองทุนต่างๆ ที่มีพอร์ตโฟลิโอแบบผสมและมีความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนการลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อแสวงหา Yield ด้วยสาเหตุที่ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น”

            ยกตัวอย่างเช่น บางกองทุนก่อนหน้านี้พอร์ตโฟลิโอมีสัดส่วนตราสารหนี้ประมาณ 80% และมีหุ้น 20% อาจจะปรับลดส่วนของตราสารหนี้ลงเป็น 70% และเพิ่มสัดส่วนหุ้นขึ้นเป็น 30% เป็นต้น จึงเป็นที่มาของเงินลงทุนที่ยังต้องการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น และไม่แปลกใจที่จะเห็นเม็ดเงินต่างชาติกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เพราะที่ผ่านมาตลาดหุ้นหลายประเทศทั่วโลกดัชนีมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสร้างจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่การปรับตัวตลาดหุ้นไทยเพิ่งเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2560            และถือว่ามาช้ากว่าตลาดอื่นๆ

            ทั้งนี้ ภาพรวมของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นทั่วโลก มีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจโลกที่มีการเติบโตท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ยังค่อนข้างต่ำ ซึ่งมองว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อตลาดหุ้นย่อมได้รับความสนใจ

            สำหรับทิศทางตลาดหุ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2560 นายกวี ประเมินว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ เพราะตามปกติช่วง 2 เดือนสุดท้าย กลุ่มนักลงทุนต่างชาติจะมีการซื้อขายน้อยลง และอาจมีการขายทำกำไรทำให้ตลาดมีการปรับฐานอีกครั้ง ซึ่งก็มองว่าไม่ได้เป็นสิ่งผิดปกติหากดัชนีจะปรับตัวลงต่ำกว่า 1,700 จุด เพราะไม่ได้ทำให้เสีย Sentiment ในการลงทุน

            “เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติจะยังซื้อหุ้นไทยมากกว่าเพื่อนบ้านในกลุ่ม TIP และเวียดนาม เพราะต่างชาติมีสถานะการถือครองหุ้นไทยในสัดส่วนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต แม้จะมีการกลับเข้ามาซื้อคืนบ้างแล้วในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนที่ประเทศไทยจะเกิดความประเด็นทางการเมือง ซึ่งทำให้ที่ผ่านมามีเงินไปลงทุนในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามมากกว่าตลาดหุ้นไทย”

             ดังนั้นเมื่อพิจารณาสถานะการถือครองหุ้นในกลุ่ม Emerging-ASEAN Market ดตลาดหุ้นไทยจึงเป็นตลาดที่ต่างชาติถือครองหุ้นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับในอดีต”

            นายกวีประเมินว่า หากสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น 1% จะเป็นเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าต่อจากนี้ไปเงินลงทุนมีโอกาสกลับเข้ามาซื้อได้ถึง 2 แสนล้านบาท เพราะในช่วงที่ต่างชาติขายออกไปมีมูลค่ารวมทั้งหมดประมาณ 3 แสนล้านบาท

            ด้านปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดใน Emerging-ASEAN Market และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความกังวลในเรื่องค่าเงินมีไม่มาก ด้านสถานการณ์ทางการเมืองและการเลือกตั้งก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ประกอบกับภาพเศรษฐกิจมีโมเมนตัมที่ดี

            ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ อีกทั้งยังมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend yield) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า

ติดตามคอลัมน์ Cover Story ใน "วารสารการเงินธนาคาร" ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2560 ฉบับที่ 427 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News