บทวิเคราะห์
สถานการณ์โลกและกลยุทธ์การลงทุนทองคำ ประจำวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 โดย บริษัทคลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด

บริษัทคลาสสิก ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด ประเมินสถานการณ์โลก ว่า ประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตามองในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นร่างกฎหมายการปฏิรูปโครงสร้างทางภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถือว่ายังคงเป็นประเด็นหลักที่ชี้นำการปรับเพิ่ม/ลดสถานะการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง(และสินทรัพย์ปลอดภัย) ซึ่งในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้นักลงทุนต่างตั้งตารอ และคาดหวังว่าแผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีนี้จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น หลังจากที่ร่างกฎหมายงบประมาณปี 2017 ออกมาค่อนข้างสอดรับกันแต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าทั้งสองประเด็นนั้นเป็นคนละเรื่อง(เดียวกัน) เพราะร่างก็ส่วนร่างส่วนในมุมมองของภาษีนั้นพูดง่ายๆ ก็คือ “รายรับ” ของรัฐบาลนั้นเองเพียงแต่ภาษีอาจถูกจัดหมวดหมู่ที่แตกต่างกันออกไปซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ แต่ภาษีเจ้ากรรมที่เป็นทั้งความหวัง และเป็นทั้งปัญหาในขณะนี้คงหนีไม่พ้น “ภาษีนิติบุคคล” ซึ่งตลาดก็มองว่าน่าจะเข้ามาหนุนบรรยากาศเชิงบวกในการลงทุนทางการเงิน และหนุนความสามารถในการแข็งขันของภาคเศรษฐกิจจริงได้

ด้วยเหตุดังกล่าวก็ทำให้นักลงทุนค่อนข้างมีความเชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ จนทำ New High แล้ว New High อีกเรียกกันว่าขึ้นไปรอมูลค่าพื้นฐานกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามปัญหาย่อมเกิดขึ้นได้...เมื่อหลายภาคส่วนเริ่มตระหนักว่าการลดภาษีนิติบุคคลจากระดับ 35% ลงมาสู่ 15-20% นี้ถ้าเปรียบเทียบในเชิงสัมบูรณ์ Absolute ก็ปรับลดลง 15-20% แต่ถ้าคิดกันในเชิงสัมพัทธ์แล้ว (Relative) ถือว่าปรับลดลง 35-40% เลยก็ว่าได้พูดง่ายๆ เลยว่าสำหรับรายได้จากภาษีนิติบคุคลปีละ 1 ล้านบาทจะลดลงเหลือ 6-7 แสนเท่านั้น ก็ไม่แปลกใจอะไรที่ทำให้ตลาดเริ่มกังวลประเด็นดังกล่าวกว่าช่วง 1 – 2 เดือนที่ผ่านมา

ด้านกลยุทธ์ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยบ้านเราก่อนก็ถือว่าปรับตัวลงทดสอบแนวรับอยู่เรื่อยๆ ถือว่าเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ว่าอาจเป็นช่วงปลายสัปดาห์ประเด็นหลักๆ น่าจะมาจากการที่ตลาดขาดปัจจัยบวกที่โดดเด่นพอจะเข้ามาชี้นำการปรับขึ้นต่อได้ ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไรบริเวณเหนือ 1,700 จุด ดังนั้นเมื่อราคาหลุดแนวรับดังกล่าวนักลงทุนอาจมีความตกใจเล็กน้อย ทุบกันลงมาถึงแนวรับที่เราคาเการณ์ไว้บริเวณ 1,680-1,690 จุด โดยแรงขายยังคงเป็นนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเริ่มทำกำไรออกไปบ้างรวมกับแรงขายจากนักลงทุนสถาบันซึ่งมีสถานะ Short Call Option + Long Put Option ที่ค่อนข้างสอดรับกับแรงขายสุทธิพอสมควร

ดังนั้นสำหรับช่วงนี้เรามองว่าหุ้นไทยน่าจะลงต่อจากแรงขายทำกำไรเป็นหลักส่วน จะปรับขึ้นได้หรือไม่ต้องพิจารณาแรงซื้อที่เข้ามาจากประเด็นใหม่ๆ ว่าจะมีประเด็นอะไรแรงๆ พอจะหนุนหรือไม่เพราะประเด็นเดิมๆ เราต้องยอมรับว่า “ไม่เพียงพอ” ถ้าจะมีให้พอลุ้นก็คงจะมีแค่ LTF&RMF ที่พอจะมาหนุนได้ในขณะที่ปัจจัยอื่นยังไม่โดดเด่นทั้ง Earning  ใน Q3 และคาดการณ์ Earning ใน Q4

ส่วนราคาทองคำก็ถือว่าเล่นในกรอบที่กว้างมากคือระหว่าง 1,260-1,300 USD/toz ทำให้ภาพการเคลื่อนไหวระหว่างวันค่อนข้างจำกัดและกลยุทธ์การลงทุนวางได้ยากลำบากโดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวส่วนนักลงทุนระยะสั้นที่เน้นการสอย Position ก็คงจะเล่นกันสนุกไม่น้อย เพราะแนวรับแข็งแรงแนวต้านแข็งแกร่งแต่ถ้าหลุดได้เมื่อไหร่มีสิทธิไหลยาว ทั้งขึ้นทั้งลงดังนั้นโปรดระวังกันให้ดีหากไปถูกทากมีสิทธิได้กำไรคำโตอิ่มไปทั้งเดือน

 


Related News