Financial Expert
ทำไมต้องมีเงินสดอยู่ในพอร์ตการลงทุนเสมอ

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผมหมอนัท ประจำคลินิกกองทุน ได้มีโอกาสมาพบกับนักลงทุนที่ การเงินการธนาคาร ดังนั้นผมคงจะขอเริ่มต้นบทความด้วยเรื่องพื้นฐานของการลงทุนในกองทุนที่หลาย ๆ คนได้มองข้ามไป แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญในการลงทุนระยะยาวอย่างยิ่งเลยครับ

นั่นก็คือการที่เราควรที่จะมีเงินสด หรือมีกองทุนตลาดเงินติดไว้ในพอร์ตการลงทุนด้วยนั่นเองครับ ที่ผมยกเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังก็เนื่องจากว่า ไม่กี่วันก่อนผมในขณะที่ผมกำลังบรรยายเรื่องการลงทุนในกองทุนรวมอยู่นั้น ก็มีนักลงทุนท่านหนึ่งได้ถามขึ้นมาว่า “ผมเชื่อว่า หากลงทุนระยะยาว ๆ แล้ว การมีเงินสด หรือว่า กองทุนรวมตลาดเงินอยู่ในพอร์ตจะทำให้เราได้ผลตอบแทนที่น้อยลง ดังนั้นเราควรที่จะลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะยาวแทนดีกว่า ใช่ไหมครับ ?”

ซึ่งผมว่าเป็นประเด็นคำถามที่ดีมาก เนื่องจากนักลงทุน หรือแม้แต่ผู้แนะนำการลงทุนในสมัยนี้ ส่วนใหญ่ชอบที่จะเอาเงินไปวางไว้ในที่ ๆ มีอัตราดอกเบี้ยสูง ๆ เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีที่สูงมากขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็ดีกว่าการฝากเงินไว้เฉย ๆ แต่ในความเป็นจริง การมีเงินสดติดพอร์ต หรือว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีกองทุนตลาดเงินไว้อยู่บ้าง ผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเลยครับ

จริงอยู่ที่ว่าการลงทุนระยะยาว จะช่วยให้ความผันผวนระหว่างทางลดลง เอาเป็นว่ากองทุนตราสารหนี้บางตัว หากถือไปได้ประมาณ 6-8 เดือนแล้ว โอกาสขาดทุนจะลดลงอย่างมากก็ตาม แต่ว่าความผันผวนเองก็ยังมีอยู่ ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายมากขึ้นนะครับ เช่นหากเรากำลังลงทุนอยู่ด้วยพอร์ตที่มี กองทุนตราสารหนี้ และ กองทุนหุ้น บางจังหวะของการลงทุนยิ่งในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาขึ้นแบบนี้ กองทุนตราสารหนี้ที่เราถือไว้ อาจจะมีความผันผวนในทางลง (ผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้จะวิ่งสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย) แต่หากจังหวะนั้นหุ้นเองก็เริ่มปรับตัวสูงมา หลายๆคนหากไม่ได้มีการเตรียมเงินสดไว้ หรือว่าไม่มีกองทุนตลาดเงินอยู่ในพอร์ตแล้วละก็ อาจจะพลาดจังหวะในการลงทุนที่ดีไปได้ครับ

และการที่เราจะปรับพอร์ตเพื่อ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้น หากเรามีแต่กองทุนตราสารหนี้ ซึ่งกว่าจะขายกองทุนออกมาอย่างน้อย ๆ ก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน (T+2) เพื่อเอาเงินที่ได้กลับเข้าไปซื้อกองทุนหุ้นใหม่ รวม ๆ แล้วก็ใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งอาจจะไม่ทันต่อจังหวะในการซื้อแล้วก็ได้

ซึ่งถ้าหากเราใช้กองทุนตลาดเงินในการจับจังหวะในการลงทุนแล้วละก็จะลดเวลาลงอีกประมาณ 1 วัน(กองทุนตลาดเงินเวลาขายคือ T+1) ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทุนตลาดเงินเองมีระยะเวลาในการขายน้อยกว่ากองทุนตราสารหนี้ แต่ถ้าเป็นเงินสดแล้วละก็ นักลงทุนเองสามารถซื้อกองทุนหุ้นในวันนั้นเลยครับ

ไม่ต้องมานั่งรอเงินที่ได้จากการขายกองทุนเดิมก่อน แล้วค่อยเสียเวลาไปซื้อกองทุนหุ้นอีก 1 วัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การมีเงินสด หรือว่าสภาพคล่องติดไว้ในพอร์ตนั้น อาจจะทำให้เราได้จังหวะการลงทุนที่แม่นยำมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการทุ่มลงทุนเงินทั้งหมดอยู่ในกองทุนเพียงอย่างเดียว

ถ้านักลงทุนท่านไหนที่มีพอร์ตเสี่ยงสูงอยู่แล้วละก็ ผมคิดว่าการมีเงินสดอยู่ประมาณ 10% ของพอร์ตน่าจะช่วยในการลงทุนในจังหวะที่หุ้นมีการปรับฐานลดลงมาได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการลดความเสียหายของพอร์ต และเป็นการจับจังหวะการลงทุนเพื่อลงทุนในระยะยาวได้เป็นอย่างดีครับ

แต่ถ้าเป็นพอร์ตการลงทุนเสี่ยงต่ำอยู่แล้ว สัดส่วนของเงินสดก็อาจจะไม่ต้องมีมากมายอะไร เนื่องจากมีสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงน้อยอยู่แล้ว การจับจังหวะอาจจะไม่จำเป็นมากนัก เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีผลกระทบต่อพอร์ตเท่าไหร่นัก อาจจะมีเงินสดอยู่ประมาณ 5% ของพอร์ตก็น่าจะเพียงพอ

เงินที่เราเอาไปเก็บไว้ในบัญชีเงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงินนั้นถึงจะเสียโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ว่าจะได้โอกาสในการจับจังหวะในการลงทุนมาทดแทนครับ ซึ่งผมคิดว่าคุ้มค่ากับการอคอยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างย่ิงในภาวะทีมีการปรับฐานของหุ้น หรือว่าภาวะวิกฤตของตลาดหุ้นที่เรามีโอกาสน้อยมากที่ทราบล่วงหน้าได้ครับ

ดังนั้นนักลงทุนเองก็อย่ามองหาผลตอบแทนจนลืมไปว่า เราเองก็ควรที่จะมีสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเอาไว้ในพอร์ตการลงทุนดวยนะครับ วันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันครั้งหน้านะครับ สวัสดีครับ

 

โดย : น.สพ.ธนัฐ ศิริวรางกูร (หมอนัท คลินิกกองทุน) นักวิเคราะห์กองทุนรวม และกูรูเงิน aomMone.com

 

 


Related News