ข่าวรอบวัน
‘สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ฯ’ เปิดตัวทรัสต์ SHREIT คาดให้ผลตอบแทน 7.67-7.72% ต่อปี

‘สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ฯ’ เปิดทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้ (Strategic Hospitality Extendable Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust) หรือ เอส เอช รีท (SHREIT) ระดมเงินรวมไม่เกิน 3,740 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในกรรมสิทธิ์แบบต่ออายุได้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม และสิทธิการเช่าโรงแรม 3 แห่ง ระดับ 3-5 ดาว ในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม

ชูจุดเด่นการบริหารโดยมืออาชีพที่มีอิสระมุ่งแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดให้แก่นักลงทุน ประกอบกับศักยภาพของทรัพย์สินที่กระจายลงทุนในโรงแรมที่ดีที่สุดในการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนักท่องเที่ยว นักธุรกิจและผู้บริโภคในประเทศ รับโอกาสจังหวะการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจ การค้า

นายเจมส์ เทิค เบง ลิม กรรมการบริหาร บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ (Independent REIT Manager) ที่บริหารโดยมืออาชีพ ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญโดยตรงในการบริหารสินทรัพย์ประเภทโรงแรม ตลอดจนมีเครือข่ายทั่วโลก และมีนโยบายการลงทุนที่เป็นอิสระโดยสามารถเข้าลงทุนในทรัพย์สินจากผู้ขายใดก็ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ทำให้การบริหารกองทรัสต์สามารถมุ่งเน้นให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด รวมถึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกองทรัสต์ด้วยการแสวงหาเพื่อเพิ่มทรัพย์สินใหม่ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจต่อไป

“ข้อดีของการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ ทำให้เราสามารถบริหารงานอย่างมืออาชีพได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้เราใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของทรัพย์สินที่กองทรัสต์เข้าลงทุนได้อย่างเต็มที่ และยังสามารถเปิดกว้างให้เราสามารถหาทรัพย์สินใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขนาดกองและมุ่งแสวงหาการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่นักลงทุน” นายเจมส์ กล่าว

นายชานนท์ เรืองกฤตยา กรรมการและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ บริษัทบริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ตนเองมีความสนใจในธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน ซึ่งรวมถึงการบริหารกองทรัสต์ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ โดยบริษัทฯ มีจุดเด่นคือการลงทุนในทรัพย์สินในต่างประเทศ และได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของทรัพย์สินที่บริหาร (AUM) อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทฯมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และ มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญทางด้านบริหารอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ รวมถึง นายเจมส์ ที่มีเครือข่ายทางธุรกิจกว้างขวางจึงสามารถเข้าถึงทรัพย์สินที่มีคุณภาพทั่วโลก นอกจากนี้ นายเจมส์ยังมีประสบการณ์ในการจัดตั้งกองทรัสต์ที่มีชื่อเสียงในสิงคโปร์ และฮ่องกง มาแล้วหลายกองอีกด้วย โดยนายชานนท์เชื่อว่า SHREIT จะได้รับความนิยม และเป็นทางเลือกการลงทุนเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนต่อไป

นายเจมส์ เทิค เบง ลิม กรรมการบริหาร บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด กล่าวว่า บริษทฯ ได้เปิดตัวทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบต่ออายุได้เพื่อธุรกิจโรงแรมและสิทธิการเช่า ‘สตราทีจิก ฮอสพิทอลลิตี้’ (Strategic Hospitality Extendable Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust) หรือ เอส เอช รีท (SHREIT) ที่จะเข้าลงทุนครั้งแรกในกรรมสิทธิ์แบบต่ออายุได้เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรม และสิทธิการเช่าในโรงแรมระดับ 3-5 ดาวในต่างประเทศ จำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรม Pullman Jakarta Central Park ในประเทศอินโดนีเซีย และโรงแรม Capri by Fraser และโรงแรม IBIS Saigon South ในประเทศเวียดนาม โดยมีห้องพักรวมกันทั้งสิ้น 632 ห้อง

ทั้งนี้ โรงแรมทั้ง 3 แห่งที่ SHREIT เข้าลงทุนล้วนเป็นทรัพย์สินที่มีคุณภาพ ที่กระจายการลงทุนไปในโรงแรมที่มีการบริหารงานโดยมืออาชีพโดยกลุ่ม Accor Hotels และ Frasers Hospitality ตลอดจนความโดดเด่นของทรัพย์สินที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการหรือกลุ่มผู้เข้าพักที่แตกต่างกัน จึงมีโอกาสเติบโตที่ดีจากปัจจัยสนับสนุนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคได้อย่างมีศักยภาพ

โดยในประเทศอินโดนีเซียจะได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวภายในประเทศที่เป็นชาวอินโดนีเซีย ซึ่งมีศักยภาพและมีอำนาจการใช้จ่ายสูง ตลอดจนแรงสนับสนุนจากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอีกด้วย ขณะที่ประเทศเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากพลวัตทางเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งดึงดูดนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจและลงทุนเป็นจำนวนมาก ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเยือนเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เรามีนโยบายกระจายการลงทุนในพอร์ตทรัพย์สินที่ SHREIT เข้าไปลงทุนที่มีทำเลที่ตั้งกระจายอยู่ใน 2 ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนที่ดี โดยกลุ่มเป้าหมายของผู้เข้าพักในโรงแรมทั้ง 3 แห่ง ก็มีความแตกต่างของกลุ่มผู้เข้าพักและใช้บริการ โดย Pullman Jakarta Central Park ในอินโดนีเซีย มีสัดส่วนลูกค้าภายในประเทศที่เข้ามาใช้บริการประมาณ 39% ทำให้มีความมั่นคงแง่ของรายได้

สำหรับโรงแรมในเวียดนามนั้น โรงแรม Capri by Fraser มีลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจที่เข้าพักระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่โรงแรม IBIS Saigon South มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยว จึงทำให้พอร์ตรายได้มีการกระจายตัวจากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน สามารถสร้างความมั่นคงและผลักดันรายได้และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุน” นายเจมส์ กล่าว

นายปธาน สมบูรณสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตราทีจิก พร็อพเพอร์ตี้ อินเวสท์เตอร์ส จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ (Independent REIT Manager) ที่บริหารโดยบุคลากรมืออาชีพซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินตลาดทุน ตลอดจนการลงทุนและซื้อขายทรัพย์สินในต่างประเทศ

โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระดับภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก นอกจากนี้บุคลากรของผู้จัดการกองทรัสต์มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจโรงแรมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดหาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ที่กองทรัสต์เข้าลงทุน โดยปัจจัยดังกล่าวจะสามารถทำให้ผู้จัดการกองทรัสต์ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทรัสต์เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน

นายอรรถพงศ์ พรธิติ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายวาณิชธนกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า SHREIT มีรูปแบบการบริหารโดยผู้จัดการกองทรัสต์อิสระ ซึ่งเป็นรูปแบบการลงทุนแบบใหม่สำหรับประเทศไทย แต่เป็นที่แพร่หลายสำหรับกองทรัสต์ในประเทศสิงคโปร์ ทำให้มีความคล่องตัวในการเข้าลงทุนในทรัพย์สินใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้กองทรัสต์สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับทรัพย์สินที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในครั้งแรกนั้น เป็นโรงแรมในต่างประเทศที่มีคุณภาพ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจที่สำคัญและมีอัตราการเติบโตที่สูงจากศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของโรงแรมที่กองทรัสต์เข้าลงทุน

นอกจากนี้ SHREIT คือโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะสามารถเข้าลงทุนในทรัพย์สินประเภทโรงแรมที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อกระจายควายเสี่ยงจากการลงทุนใน REIT ประเภทโรงแรมที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งลงทุนในทรัพย์สินภายในประเทศเท่านั้น

นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า สำหรับวงเงินลงทุนครั้งแรกใน SHREIT จะมีมูลค่ารวมไม่เกิน 5,420 ล้านบาท โดยจะระดมทุนด้วยการเสนอขายหน่วยทรัสต์ มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3,740 ล้านบาท และกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินสำหรับเข้าลงทุนในทรัพย์สินโครงการฯ ที่เข้าลงทุนครั้งแรก มูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 1,680 ล้านบาท และมีประมาณการอัตราเงินจ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ประมาณร้อยละ 7.67 – 7.72 รายละเอียดตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวน

โดยการเสนอขายในครั้งนี้ จะเสนอขายให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้จัดการกองทรัสต์ นักลงทุนสถาบัน ผู้ซื้อหน่วยทรัสต์เบื้องต้นในต่างประเทศ (Initial Purchaser) ผู้มีอุปการคุณของผู้จัดจำหน่ายหน่วยทรัสต์ ตลอดจนนักลงทุนที่สนใจซึ่งสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้จากตัวแทนจำหน่ายหน่วยทรัสต์ โดยมั่นใจว่าด้วยศักยภาพของโรงแรมทั้ง 3 แห่งที่ SHREIT เข้าลงทุนนั้น จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน

 


Related News