ข่าวรอบวัน
คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ฟันธง!! Fintech เสริมศักยภาพ ไม่ทำลายล้าง

Fintech นวัตกรรมทางการเงินและการลงทุน ได้คืบคลานเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในทุกขณะ ภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ฟันธงธุรกิจไทยปี 2561 กับหัวข้อ Finance 2020 and Beyond ว่า Fintech จะเป็นแรงกระตุ้นให้สถาบันการเงินเกิดการปรับตัวและนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า

รศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ Finance 2020 and Beyond ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ในงานสัมมนา “The Flagship Summit: Future Fast - Forward”  ถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตว่า “อนาคตจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องเข้าใจปัจจุบันก่อน ซึ่ง 3 กระแสหลัก ในปัจจุบันที่จะเป็นตัวนำไปสู่ผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ได้แก่ สังคมเมือง ทั้งจำนวนประชากรของโลก ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจเมืองและเมืองขนาดกลาง สังคมสูงวัย ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยเราจะมีผู้สูงอายุเกิน 20% และ ปีนี้ ปี 2560 เป็นปีแรกที่มีประชากรวัยเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุ และเทคโนโลยี ดิจิทัลและการเชื่อมโยง

ในอนาคตจะเติบโตด้วยการประมวลและเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน และจากกระแสหลักทั้ง 3 จะนำไปสู่ผลกระทบ 6 ด้าน  ความเหลื่อมล้ำ คนจน คนรวยและรายได้ต่อครอบครัว, โครงสร้างพื้นฐาน, รูปแบบธุรกิจ  ขนาดของธุรกิจใหญ่-เล็ก, รูปแบบพลังงาน, ความปกติใหม่ของตลาดทางการเงิน สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับเกิดขึ้นจนเป็นปกติ และความต้องการของผู้บริโภค และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ด้านการให้บริการทางการเงิน, การลงทุน และการกำกับดูแล”

การเปลี่ยนแปลงด้านการให้บริการทางการเงิน ผศ.ดร.สิระ สุจินตะบัณฑิต อาจารย์ประจำ ภาควิชาการธนาคารและการเงิน ขยายความว่า “การให้บริการทางการเงินที่มีนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องหรือ Fintech กับ 3 เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นและจะร้อนแรงมากขึ้นในอนาคต  AI : Artificial Intelligence ปัญญาประดิษฐ์ ที่สามารถให้บริการแบบส่วนตัว ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน และช่วยวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณ Algorithmic Trading การให้บริการซื้อขายหุ้นผ่านโปรแกรมอัตโนมัติ

ทั้งการคัดกรองหุ้นที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของเรา, คำสั่งซื้อที่มีความถี่สูง ซึ่งจะได้เปรียบในเรื่องของความรวดเร็วในการประมวลผลและส่งคำสั่งซื้อขายภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที อีกทั้งเรายังจะสามารถสร้าง Modules ได้ในแบบของตัวเองด้วยการเลือกโปรแกรมที่เราต้องการ และ Blockchain ที่จะเข้ามาแทน Network ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น โดยจะให้บริการในเรื่องของการจ่ายเงิน โอนเงิน การซื้อขายหุ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนซื้อสิ่งที่แปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น Bitcoin สกุลเงินดิจิทัล ที่มีมูลค่าสามารถใช้แลกซื้อสินค้าและบริการได้เหมือนสกุลเงินปกติ”

ผศ.ดร.อนิรุต พิเสฎฐศลาศัย อาจารย์ประจำภาควิชาการธนาคารและการเงิน อธิบายถึง การเปลี่ยนแปลงอีก 2 ด้าน ว่า “ด้านการลงทุน ในอนาคตการเติบโตของ GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะยังคงเติบโต แต่จะเติบโตช้าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกองทุน การออม การเกษียณและการบริโภค ซึ่งกองทุนจะได้รับผลกระทบแรงที่สุด โดยการแก้ไขจะมี 2 ทางเลือก การตามล่าหาผลตอบแทน เพิ่มความเสี่ยงที่มากขึ้น ด้วยการลงทุนในตลาด Frontiers เช่น เวียดนาม อินเดีย บังคลาเทศ หรือตลาดที่มีประสิทธิภาพสามารถให้ผลตอบแทนมากๆได้ หรือการลงทุนในทางเลือก เช่น Bitcoin หรือการใช้หนี้ จะทำให้เข้าใกล้จุดคุ้มทุน

ทางออกที่ 2 คือ การบริหารต้นทุน โดยการเกาะ index เพราะมีต้นทุนถูกมาก และการใช้ Fintech และหุ่นยนต์ในการจัดการ และด้านการกำกับดูแล  ด้านดี คือ จะทำให้เกิดความพยายามในโลกของการเงิน อีกด้านหนึ่งด้านลบอาจจะเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม แต่ในอนาคตการกำกับดูแลจะเกิดการใช้เทคโนโลยี Regtech เข้ามาช่วยในการกำกับในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ โดยจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและนำมาใช้ในการทำรายงานในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้”

หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน จึงขอฟันธงว่า “อุตสาหกรรมทางการเงินจะไม่โดน disrupt ถ้าทุกคนทุกภาคส่วนมีการปรับตัว อุตสาหกรรมทางการเงินจะยังคงอยู่และน่าจะเป็นแรงหนุนที่สำคัญในการเติบโตของระบบอื่นๆ เศรษฐกิจอื่นๆ ภาคส่วนอื่นๆ สำหรับ Fintech ที่ทุกคนห่วงว่า จะมาแทนที่ธนาคารหรือจะมาแย่งงานของมนุษย์รึเปล่า  ณ ตอนนี้ คำตอบ คือ ไม่ แต่ธนาคารจะเป็นคนแรกที่จะนำมาใช้และจะรวมเข้ากับธุรกิจของเขา เพื่อใช้ในการให้บริการลูกค้า ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยง การใช้ประโยชน์ และการกลัวที่จะถูก disrupt ก็จะเป็นแรงกระตุ้น ทำให้สถาบันต่างๆ เกิดการปรับตัว นำสิ่งต่างๆ เทคโนโลยีต่างๆ มาทำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ลูกค้าขององค์กรอย่างสูงสุด”


Related News