Road to Wealth
VI - Daytrade - DCA ลงทุนสไตล์ไหน รวยง่ายกว่ากัน

หลังจากหุ้นไทยไต่ขึ้นไปยืน 1,700 จุด ได้เหมือนเป็นสัญญาณ “เรียกแขก” ที่ทำให้ใครๆ ก็อยากรวยด้วยการลงทุนดูบ้างแต่จะเข้ามาลงทุนทั้งทีต้อง “มีสไตล์” ซึ่งการลงทุนแต่ละสไตล์จะมี “บุคลิก” ที่แตกต่างกัน แต่สไตล์ไหนจะทำให้รวยได้ง่ายกว่ากัน

ส่วนใหญ่แล้วสไตล์การลงทุนจะแบ่งเป็น 2 ฝั่งที่ คือ Value Investor (VI) และ Day Trader ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องวิธีการ แนวคิด และระยะเวลาลงทุน จึงไม่แปลกที่จะเห็นนักลงทุนในแต่ละฝั่งจะ “วิวาทะ” กันอยู่บ่อยๆ ว่า การลงทุนสไตล์ไหนดีกว่า หรือ ทำให้รวยได้มากกว่ากัน แต่นอกจาก 2 ฝั่งนี้แล้วยังมีการลงทุนอีกสไตล์ที่มาแรง นั่นคือ DCA หรือ Dollar Cost Averaging

 

VI : รวยช้า แต่ชัวร์

นักลงทุนแบบ IV หรือ นักลงทุนหุ้นคุณค่า จะให้ความกับการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ โดยจะวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของกิจการจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio)อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV Ratio)กำไรต่อหุ้น (EPS) อัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E Ratio)และ ผลตอบแทนจากส่วนของเงินลงทุน (ROE)

แต่ VI ที่แท้จะไม่ได้วิเคราะห์เฉพาะตัวเลขทางการเงินโดยมองแต่ผลงานในอดีตและการดำเนินงานในปัจจุบันเท่านั้น ยังต้องมองโอกาสในอนาคตด้วยทำให้ต้องรู้จักและเข้าใจกิจการนั้นเป็นอย่างดี รวมทั้งต้องมองลึกไปถึงผู้บริหารบริษัทอีกด้วย

เมื่อประเมินหามูลค่าที่เหมาะสมได้แล้ว VI จะอดทนรอเวลาให้ราคาหุ้นในตลาดลดลงมาจนต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ประเมินได้เท่านั้น (นักลงทุนแต่ละคนก็อาจจะมี “มูลค่าที่เหมาะสม” ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่นำมาคำนวณ) เพื่อให้การลงทุนครั้งมีความปลอดภัยมากขึ้นอีก ที่เรียกว่า “Margin of Safety”

ความตั้งใจของ VI คือ ลงทุนระยะยาว เหมือนเป็นเจ้าของกิจการ เพราะถ้าเจอกิจการที่ดีและเชื่อว่าอนาคตจะสดใสก็ลงทุนกันยาวๆ ไม่ต้องรีบขาย ยกเว้นว่า ราคาหุ้นขึ้นมาเกินมูลค่าที่ประเมินไว้ หรือ ปัจจัยต่างเปลี่ยนไปจากที่เคยประเมินไว้

เพราะฉะนั้นนักลงทุน VI ที่ประสบความสำเร็จจะไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้องใจเย็นอดทนรอคอยเหมือนการปลูกไม้ผลที่ใช้เวลาหลายปีกว่าต้นไม้จะเติบโต แต่เมื่อออกดอกออกผลแล้วก็มีให้เก็บกินไปได้อีกนาน

 

Daytrade : รวยไว ถ้าใจสู้

นักลงทุนระยะสั้น หรือ Day Trader จะเน้นการทำกำไรในระยะสั้น ซึ่งอาจจะเป็นรายนาที รายชั่วโมง แต่โดยหลักการ คือ จะไม่ถือหุ้นข้ามวัน

ถ้าเทียบกับการลงทุนสไตล์อื่นแล้ว Day Trader น่าจะ “หวือหวา” มากที่สุด และยังมีโอกาสกำไร (หรือ ขาดทุน) ได้เร็วที่สุด ถ้าเข้าลงทุน “ถูกหุ้น ถูกเวลา” ด้วยจำนวนเงินที่มากพอ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกันได้ทุกคน

นักลงทุนแบบ Daytrade โดยเฉพาะคนเป็น FullTime Trader จะต้องมีความรู้และสนุกกับการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางเทคนิค โดยต้องฝึกฝนการใช้เครื่องมือทางเทคนิคจนเชี่ยวชาญ ที่สำคัญ คือ การสร้างกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ทั้งการกำหนด “จุดเข้าและออก” (Entry and Exit) และ “จุดขายเพื่อหยุดขาดทุน” (Stop Loss) ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยาก แต่ Day Trader ที่มีวินัยจะต้องยอมตัดแขนขาเพื่อรักษาชีวิตและการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลและสัญญาณทางเทคนิคเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังต้องมีความอดทน มั่นใจในตัวเอง กล้าตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพราะโอกาสทำกำไรอาจจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที แบบเดียวกับ“นักล่า” ที่เฝ้ารอเวลาและ พร้อมโดดไปตะครบเหยื่อทันทีที่เห็นโอกาส โดยไม่ลังเล

ถ้าคิดจะเลือกลงทุนสไตล์นี้ต้องถามตัวเองก่อนว่า จะเดือดร้อนไหมถ้าเงินลงทุนจะหายไปทั้งก้อน เพราะสำหรับการลงทุนระยะสั้น ที่ไม่มีความรู้ ไม่มีการวางแผนที่ดี มีความเป็นไปได้ที่จะขาดทุน 100%

และอย่าหวังว่า จะได้กำไรทุกครั้งที่ซื้อขาย เพราะ Day Traderไม่ต้องการกำไรมาก แต่ต้องการกำไรบ่อยๆให้ได้ “ค่ากับข้าว” ทุกวันก็พอใจแล้ว เหมือนการปลูกผักโตไว ขายได้เร็ว ตัดขายแล้วปลูกใหม่ทุกวัน

 

DCA : รวยสบาย ไม่ต้องลุ้น

Dollar Cost Averaging หรือ DCA เป็นวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทำได้ง่าย ไม่ต้องมีความรู้ด้านการลงทุนมากนัก ไม่ต้องเกาะติดภาวะตลาดแบบใกล้ชิดก็สามารถสร้างความมั่งได้สบายๆ

เพราะเพียงแค่เลือกหุ้นที่ดี หรือ กองทุนที่มั่นใจ แล้วลงทุนเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหลักการพื้นฐานของ DCA คือ การลงทุนในจำนวนเงินเท่าๆ กัน ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยไม่สนใจว่า ในช่วงนั้นภาวะตลาดเป็นอย่างไร

เวลาที่ตลาดหุ้นไม่ดี ก็เป็นจังหวะดีของ DCA เพราะเงินจำนวนเท่าเดิมจะซื้อหุ้น หรือ กองทุนได้มากขึ้น เหมือนเป็นการช้อนซื้อของดีราคาถูกไปในตัว แต่พอตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นก็จะซื้อหุ้น หรือ กองทุนได้จำนวนน้อยลง แต่ยังคงซื้อต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับการเฉลี่ยซื้อ จึงเรียกอีกอย่างว่า “การซื้อแบบถัวเฉลี่ย”

แม้ว่า การลงทุนแบบ DCA จะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำในทันทีเหมือนการทุ่มเงินลงทุนก้อนใหญ่ลงไปครั้งเดียวแต่จะเหมาะมากๆ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ที่มีเงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก แต่มีรายได้ประจำที่จะแบ่งมาลงทุนได้เป็นประจำ

เพราะฉะนั้น DCA จึงเป็นวิธีที่ทำให้รวยง่ายและรวยสบายที่สุด แต่ความยากของ DCA อยู่ที่ใจ เพราะถ้าจะให้ประสบความสำเร็จจะมีวินัยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องระยะยาว

ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่มีกำลังใจ เพราะลงทุนเดือนละไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะมีเงินล้านได้อย่างไรลองนึกถึงต้นข้าวต้นเล็กๆ แต่ละต้นเหมือนกับเงินที่ลงทุนไปแต่ละงวด แต่ละเดือน มันอาจจะดูเล็กน้อย แต่ถ้าค่อยๆ ปักดำต้นกล้าไปทีละต้นๆจนเต็มท้องนา และเติบโตรอวันให้เก็บเกี่ยว

 

Mix and Match เพิ่มกำไร?

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสไตล์ไหนก็เป็น “Road to Wealth” ได้ทั้งนั้น ถ้าเราเลือกสไตล์ที่ใช่ และลงทุนอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้อง “ยึดติด” กับสไตล์ใดสไตล์หนึ่งก็ได้ เพราะแต่ละสไตล์จะมีจุดเด่นจุดด้อยที่ต่างกันไป นักลงทุนที่เชี่ยวชาญมีความรู้หลายๆ ด้าน สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อ “ลดจุดอ่อน” ของแต่ละสไตล์ก็ได้ เช่น การเลือกหุ้นด้วยวิธีการของ VI เพื่อให้ได้หุ้นดี และเลือกวิธีการลงทุนแบบจับจังหวะลงทุน หรือ จะ DCA ก็ไม่ผิด

หรือเมื่อเงินทุนมากขึ้น จะแบ่งเงินลงทุนเป็นหลายก้อน หลายสไตล์ เหมือนเป็นไร่นาสวนผสม มีทั้งพืชผักสวนครัว ปลูกไม้ผล ทำนาข้าว ก็ทำให้มีกำไรทั้งระยะสั้น และหวังเงินปันผลในระยะยาว


Related News