วารสารการเงินธนาคาร
CEO Talk : ธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

ธิติ ตันติกุลานันท์

ประธานกรรมการบริหาร

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

 

บล.กสิกรไทย ชูบริการครบวงจร

ตอบโจทย์ผู้ลงทุนด้วยคุณภาพ

ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการการเติบโตที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของมูลค่าธุรกรรมในตลาด รวมถึงการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการลงทุนก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและต่างพยายามสร้างความโดดเด่นตามแนวทางที่ตนเองถนัด

            บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ที่ดำเนินธุรกิจตัวกลางด้านหลักทรัพย์โดยยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงให้ลูกค้าบนมาตรฐานการให้บริการอย่างครบวงจร ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การนำของ ธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และนั่งควบตำแหน่งผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย

 

ปี 61 คาดธุรกรรมตลาดทุนยังคึกคัก

การบริโภคในประเทศเริ่มฟื้นตัว

            ธิติเล่าให้ฟังถึงความเคลื่อนไหวในแต่ละตลาดที่เป็นองค์ประกอบของธุรกิจตลาดทุน โดยเริ่มจากตลาดอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งในปีที่ผ่านมามีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ธิติกล่าวว่า ในปี 2560 ด้วยสภาพคล่องที่ล้นระบบทั่วโลก ทำให้เม็ดเงินสภาพคล่องยังแสวงหาผลตอบแทนและมี Fund Flow ไหลเข้ามายังตลาดเอเชียรวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 10% แต่ยังถือว่าการแข็งค่ายังอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย           

            ส่วนทิศทางของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2561 มองว่า ค่าเงินบาทจะยังมีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แต่จะไม่มากเท่ากับปี 2560 โดยประเมินค่าเงินบาทในปี 2561 น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 32.25-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

            ด้านความเคลื่อนไหวของตลาดตราสารหนี้ การออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนยังมีการเติบโตต่อเนื่อง จากในปี 2559 ที่การออกหุ้นกู้มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 785,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 33% ขณะที่ในปี 2560 คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 787,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่ยังทำให้การออกหุ้นกู้มีปริมาณสูงมีสาเหตุจากสภาพคล่องในระบบที่มีค่อนข้างมากและต้นทุนในการออกอยู่ในระดับต่ำ

            “แนวโน้มการออกหุ้นกู้ในปี 2561 ในฝั่งของบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ออก (Issuer) ยังมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเรตติ้งตั้งแต่ A- ขึ้นไป เนื่องจากต้นทุนในการออกตอนนี้ถือว่าถูกมาก ซึ่งการออกแต่ละครั้งจะต้องมีไซซ์ที่เหมาะสมและส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) โดยคาดว่าในปี 2561 การออกหุ้นกู้เอกชนจะมีมูลค่าประมาณกว่า 700,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา”

            ในฝั่งของผู้ลงทุนก็ยังมีความต้องการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอัตราผลตอบแทนน่าสนใจ แต่จะระมัดระวังการลงทุนมากขึ้นและหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ประเภท Non-Rating ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี ดังนั้น การเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ลูกค้าธนาคารจึงพยายามคัดสรรหุ้นกู้จาก Issuer ที่ดีและมีอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม

            สำหรับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในปี 2561 ค่อนข้างชัดเจนว่า จะมีการปรับตัวขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประกาศว่า จะมีการขึ้น 3 ครั้ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยประเมินว่า ธปท.อาจจะยังไม่ปรับขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากยังมีเงินไหลเข้าประเทศ หากรีบขึ้นดอกเบี้ยก็อาจจะทำให้การไหลเข้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแบงก์ชาติคงไม่ต้องการให้ทิศทางค่าเงินบาทแข็งค่ามากไปกว่านี้ ดังนั้น กลไกที่ง่ายที่สุดคือ การปล่อยให้ดอกเบี้ยของพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่สูงกว่า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันของ Capital Flow

            “การลด Balance Sheet ของเฟด คาดว่าจะทยอยลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป และแม้สหรัฐฯ จะมีการหยุด QE และลดงบดุล แต่ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นยังดำเนินนโยบายอัดฉีดสภาพคล่อง ทำให้เม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบก็ยังคงมีอยู่ และช่วยเอื้อให้สภาวะตลาดทุนยังค่อนข้างดี ความเสี่ยงในระบบในตอนนี้ก็ไม่ค่อยน่ากังวล เพราะตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกมีการเติบโต PMI ของหลายประเทศก็อยู่สูงกว่าระดับ 50%”

            ด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ธิติกล่าวว่า จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตประมาณ 4% โดยจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของภาคการบริโภค และมีตัวนำจากการลงทุนของภาครัฐ จากทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2561 มีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น อีกทั้งยังมีการประกาศเลือกตั้งในปีช่วงปลายปีซึ่งถือว่าเป็น Sentiment เชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้น

            “ในปี 2561 บล.กสิกรไทย ประเมินดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 1,800 จุด โดยปัจจัยที่สนับสนุนตลาดมาจากการบริโภคภายในประเทศเริ่มมีการฟื้นตัว ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีการเติบโตได้ดีสอดรับแนวโน้มการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ”

            นอกจากนี้ ยังมี Theme การลงทุนที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง คือ การลงทุนภาครัฐ ซึ่งกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเริ่มมีการตื่นตัวหลังมีความชัดเจนของกฎหมาย พ.ร.บ.อีอีซี รวมถึงกลุ่มรับเหมากอ่สร้าง และธนาคาร โดยกลุ่มธนาคารมีมูลค่าหุ้น หรือ Valuation ค่อนข้างถูก และจะได้รับประโยชน์ในฐานะผู้ปล่อยสินเชื่อในช่วงที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัว

 

ติดตามคอลัมน์ CEO Talk ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือน มกราคม 2560 ฉบับที่ 429 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News