Road to Wealth
ไม่รู้จะซื้อหุ้นตัวไหน ให้โปรแกรมคัดเลือกหุ้นแนะนำ

ทำความรู้จัก 4 โปรแกรมคัดเลือกหุ้น หรือ Stock Screening ซึ่งเป็นกลุ่มที่เน้นการคัดกรองหุ้นหรือเลือกหุ้นเด่นด้วยปัจจัยต่างๆ โดย #การเงินธนาคาร คัดเลือกมา 4 โปรแกรมที่ได้รับความนิยม มาดูกันว่า แต่ละโปรแกรมแนวคิดและวิธีการคัดเลือกหุ้นอย่างไร  

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เครื่องมือการลงทุนเหล่านี้จะต้องควบคู่ไปกับการศึกษาข้อมูลการลงทุนอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศ และสิ่งสำคัญคือ การพิจารณาใช้สิ่งที่เหมาะสมกับเป้าหมาย เพื่อให้การลงทุนนั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์

 

วิเคราะห์พื้นฐานด้วย Jitta

หาหุ้นดีราคาสมเหตุสมผล

   จากความฝันที่อยากทำผลิตภัณฑ์ให้คนทั้งโลกได้ใช้และประสบการณ์ในฐานะนักลงทุน Value Investor หรือ VI ที่เน้นเก็บเกี่ยวผลตอบแทนแบบยั่งยืน ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Jitta ได้ร่วมกับ ศิระ สัจจินานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค ซึ่งเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ พัฒนาโปรแกรมวิเคราะห์การลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยนักลงทุน VI ให้เข้าถึงข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นที่มาของ Jitta (จิตตะ)

   Jitta ให้บริการวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม และอังกฤษ โดยยึดแนวคิด “Buy a Wonderful Company at a Fair Price” ตามปรัชญาการลงทุนของ Warren Buffett ในการวิเคราะห์หุ้นและนำไปพัฒนากลุยุทธ์การลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดี

   ฟังก์ชั่นสำคัญที่ใช้ตัดสินใจลงทุนจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ Jitta Score และ Jitta Line โดย Jitta Score เป็นคะแนนที่คำนวนจากข้อมูลงบการเงินของบริษัทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจะพิจารณา 5 ปัจจัยหลัก คือ โอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ผลการดำเนินการปัจจุบัน ความแข็งแกร่งทางการเงิน การสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น และความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ทั้งนี้ Jitta Score มีคะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 10 ซึ่งบริษัทที่ยอดเยี่ยมจะต้องมีคะแนนตั้งแต่ประมาณ 7-8 คะแนนขึ้นไป

   ด้าน Jitta Line จะคำนวณราคาที่เหมาะสมหรือมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น โดยวิเคราะห์ธุรกิจเป็นหลักไม่ได้อ้างอิงจากราคาหุ้นที่ซื้อขายกันในตลาดขณะนั้น ซึ่งการคำนวณ Jitta Line จะใช้วิธีคิดลดจากกระแสเงินสด (Discount Cashflow) และทรัพย์สินที่บริษัทสร้างได้เป็นสำคัญ เปรียบเสมือนลงทุนซื้อทั้งบริษัทจะต้องคืนทุนได้ภายในเวลาไม่เกิน 10 ปี เช่น ถ้าบริษัทสามารถทำกำไรเป็นเงินสดได้ปีละ 1 ล้านบาทต่อเนื่องทุกปี มูลค่าที่เหมาะสม (ขั้นต่ำ) ของธุรกิจจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท เป็นต้น

   ดังนั้นบริษัทที่ยอดเยี่ยมเมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าที่แท้จริงหรือ Jitta Line จะเพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายกิจการของบริษัท ดังนั้นการเลือกบริษัทที่ดี Jitta Line ควรมีแนวโน้มขาขึ้น และเมื่อใดก็ตามที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นต่ำกว่า Jitta Line ก็เป็นโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจ

   นอกจากนี้ยังมี Jitta Ranking ที่เรียงลำดับหุ้นน่าลงทุน ซึ่งเกณฑ์การจัดอันดับคำนวณมาจาก Jitta Score และ Jitta Line ของหุ้น ประกอบกับผลประกอบการล่าสุด โดยให้น้ำหนัก Jitta Score มากกว่า Jitta Line เพื่อสร้างความมั่นใจว่าหุ้นที่อยู่อันดับต้นๆ ของ Jitta Ranking เป็นธุรกิจที่ดี ส่วนราคาที่เหมาะสมเป็นประเด็นรอง

   อีกทั้งหุ้นอันดับต้นๆ ยังต้องเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตดี ทำให้บางครั้งหุ้นที่ Jitta Score สูงกลับถูกจัดอันดับตามหลังหุ้นที่ Jitta Score น้อยกว่า ด้วยเหตุว่า หุ้นที่ Jitta Score น้อยกว่านั้นเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าจึงมีความน่าลงทุนมากกว่านั่นเอง

   สำหรับผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้น 20 อันดับแรกของ Jitta Ranking ทุกปี พบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปีจะอยู่ที่ 28.28% นับตั้งแต่ปี 2009

 

ใช้ Setscope หาหุ้นเพชรในตม

ชี้คุณภาพพร้อมจับจังหวะลงทุน

   ด้วยประสบการณ์ในอาชีพ Software Engineer ในแวดวงการเงิน และเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ธานินทร์ แซมมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Setscope จึงได้พัฒนาโปรแกรมวิเคราะห์หุ้น Setscope ซึ่งเป็น Software Solution ที่วิเคราะห์หุ้นเชิงลึกเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจในการลงทุนจริง โดยประมวลผลจากปัจจัยการลงทุนต่างๆ กว่า 70 ปัจจัย ซึ่งจากการทดสอบข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่า หากลงทุนตามโปรแกรม Setscope จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 33% ต่อปี

   โดยฟังก์ชั่นเด่นของ Setscope มีทั้ง Opportunity ที่จะช่วยหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนหุ้นประเภทต่างๆ เช่น IGROWTH หุ้นเติบโต IGOOD หุ้นมั่นคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งพิจารณาทั้งการเติบโตของกำไร ความแข็งแกร่งของงบ และประสิทธิภาพการทำกำไรด้วย IDIVIDEND หุ้นที่จ่ายปันผลดีสม่ำเสมอ IROOKIE หุ้นเข้าจดทะเบียนใหม่ ITURNAROUND หุ้นที่พลิกกลับมามีสัญญาณฟื้นตัว

   ฟังก์ชั่นอื่นที่น่าสนใจ เช่น Compare ใช้เปรียบเทียบข้อมูลหุ้นแต่ละตัว FILTER สำหรับคัดกรองหุ้นตามเงือนไขที่เราต้องการ Magic Formula จัดเรียงหุ้นคุณภาพตามอัตราส่วนทางการเงิน เช่น ROE ROIC เป็นต้น Top Watch ติดตามหุ้นที่ผู้ใช้ Setscope กว่า 56,000 คน สนใจมากที่สุดในขณะนั้น

   ด้านฟังก์ชั่น Top Portfolio จะจัดอันดับนักลงทุนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดใน 1 เดือนที่ผ่านมา โดยการจะเข้าไปดูว่านักลงทุนคนนั้นลงทุนอะไรบ้าง ผู้ใช้งานจะต้องแบ่งปันข้อมูลพอร์ตของตนเองด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมี Top Social Media แสดงผลหุ้นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดใน Social Media เช่น Facebook Twitter รวมถึงเว็บบอร์ดข่าวสารต่างๆ ที่กำลังพูดถึงหุ้นตัวนั้น

   อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจ คือ Stocks in portfolio ที่สามารถใส่ข้อมูลหุ้นที่มีในพอร์ตของเราเพื่อให้โปรแกรมติดตามความเคลื่อนไหว หรือจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้นักลงทุนนำไปดูในรายละเอียดว่าเกิดอะไรกับหุ้นตัวนั้น

   ในการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ Setscope จะแสดงผลลัพธ์ในการวิเคราะห์หุ้นแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ (Quality score) กับด้านจังหวะหรือโอกาสในการลงทุน (Timing score) และในภาพรวมถ้าหุ้นตัวนั้นมีคุณภาพดีสีของเพชรที่แสดงสุขภาพทางการเงินและประสิทธิภาพการทำกำไรโดยรวมของหุ้นจะเป็นสีเขียว หากคุณภาพอยู่ในระดับปานกลางจะเป็นสีเหลือง และหุ้นที่คุณภาพไม่ดีเพชรจะเป็นสีแดง

   Setscope จะช่วยกระตุ้นให้การซื้อขายหรือการตัดสินใจอย่างมีคุณภาพทำได้เร็วขึ้น ด้วยแนวคิด ‘Find hidden gems in stock market.’ จะแสวงหาหุ้นที่เปรียบเสมือนเพชรในตมและมักจะเจอก่อนคนอื่น เพราะใช้ Artificial Intelligence และ Data mining ในการค้นหาความเร่งของการเติบโตจากปัจจัยการลงทุนกว่า 70 ปัจจัย ซึ่งบางครั้งมองผิวเผินก็อาจจะเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงแบบธรรมดา แต่ Setscope จะเห็นความเร่งในการเปลี่ยนแปลงและจับสัญญาณได้ดีกว่า

 

StockRadars จับสัญญาณลงทุน

คัดหุ้นเด่นตามกลยุทธ์ที่ต้องการ

   หากกล่าวถึงแอพพลิเคชั่นจับสัญญาณหุ้นที่พัฒนาจากฝีมือคนไทย หนึ่งในนั้นคงขาด StockRadars ไปไม่ได้ ด้วยการพัฒนาที่ทำให้การใช้งานง่ายและมีหน้าตาแบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดย ธีระชาติ ก่อตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง StockRadars มีแนวคิดที่จะทำให้ StockRadars สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ตรงใจให้มากที่สุด

   โดย StockRadars จะวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Realtime ทั้งในเชิงพื้นฐานและเชิงเทคนิคด้วยตัวชี้วัดมากกว่า 150 สัญญาณ เพื่อคัดเลือกหุ้นได้ตามเงื่อนไขที่ต้องการ และมีข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นที่อัพเดท เช่น ข้อมูลตลาดภาพรวมและความเคลื่อนไหว ปริมาณการซื้อขาย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ดังนั้น StockRadars จึงเป็นเครื่องมือในการจับสัญญาณหาหุ้นที่น่าสนใจแล้วนักลงทุนสามารถนำไปทำการบ้านเพื่อตัดสินใจซื้อขาย ซึ่งเป็นหลักการในแบบ Customer Centric ซึ่งผู้ใช้จะนำข้อมูลที่ตนเองสนใจหรือข้อมูลที่โปรแกรมเห็นว่าเป็นไฮไลท์มาต่อยอดเป็นกลยุทธ์การลงทุนในแบบของตัวเอง

   “ฟังก์ชั่นใหม่ที่เรียกว่า OpenRadars จะขยายการจับสัญญาณให้มีความหลากหลายมากขึ้น และไม่ได้เน้นการจับสัญญาณเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาสร้างเรดาร์ในแบบของตัวเองได้ เช่น กูรูหุ้นที่มีกลยุทธ์เด็ด โบรกเกอร์ที่มีแนวทางการทำกำไรที่น่าสนใจ เป็นต้น รูปแบบการใช้งานจึงเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างมากขึ้น”

   ปัจจุบัน StockRadars ใช้ได้ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งบนเว็บและบน PC/Mac นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ Line พัฒนา Line Finance

   การต่อยอดพัฒนาที่ StockRadars กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันเพื่อรองรับฐานผู้ใช้ที่ขยายใหญ่ขึ้นจึงได้ออกแอพพลิเคชั่น FundRadars มาช่วยวิเคราะห์การลงทุนในกองทุนรวม โดยมีเรดาร์กว่า 10 เรดาร์ ที่จะช่วยคัดเลือกกองทุนให้ตามเงื่อนไขที่ต้องการ และข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงสถิติที่สำคัญต่าง ๆ ประกอบกับข้อมูลของกองทุนที่ค่อนข้างครบถ้วนสามารถทำให้เราทำความรู้จักกองทุนได้มากขึ้นภายใน 3 นาทีเท่านั้น

   ทั้งนี้ ในอนาคตทั้ง StockRadars และ FundRadars จะพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้มากขึ้น เช่น การทำ KYC (Know your costumer) การเปิดบัญชีออนไลน์ เป็นต้น

 

StockQuadrant จัดกลุ่มหุ้น

กลยุทธ์ทำกำไรทุกสถานการณ์

   หลังใช้เวลาศึกษาตลาดหุ้นด้วยตัวเองอยู่หลายปี กระทรวง จารุศิระ ประธานกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ รีพับบลิค จำกัด ตกผลึกความคิดออกมาเป็นโมเดลการลงทุน ที่ผสมผสานข้อดีของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค จนสามารถสร้าง “พอร์ตพันล้าน” ขึ้นมาได้

   “ทฤษฎีของวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน กับทางเทคนิคมันมีข้อขัดแย้งกันอยู่ เช่น ปัจจัยพื้นฐานบอกว่า ถ้าหุ้นตกลงมาต่ำกว่ามูลค่าให้ซื้อ แต่เทคนิคบอกว่า ถ้ากราฟหลุด Low ต้องขาย ปัจจัยพื้นฐานบอกว่า ถ้าหุ้นขึ้นไปมากๆ เกินมูลค่าต้องซื้อ แต่เทคนิคบอกว่า Break all time high ต้องซื้อ แล้วตกลงเราจะเชื่อใคร ทำให้กลุ่มนักลงทุนในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ VI กับ เล่นกราฟ ซึ่งทั้งสองกลุ่มก็มีทั้งคนที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ผมก็เลยอยากเอาทั้ง 2 ศาสตร์มารวมกัน โดยเลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐาน และกำหนดจังหวะซื้อขายด้วยกราฟทางเทคนิค”

   อย่างแรกคือการจัดกลุ่มหุ้นจากการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ได้ 5 ประเภท ได้แก่

  1. ดีมาก : ผลประกอบการโตทุกปี บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวสูง หรือ มีอำนาจในการผูกขาดสูง และมีความมั่นคงในระยะยาว
  2. ดี : ผลประกอบการดี มีอัตราการเติบโต แต่ไม่มาก เป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง แต่ยังไม่มีความสามารถในการแข่งขันสูง
  3. ปานกลาง : บริษัทไม่แย่ แต่ไม่ดี ผลประกอบการมีกำไร แต่ไม่เติบโต
  4. ค่อนข้างแย่ : ผลประกอบการขาดทุน หรืออยู่ในอุตสาหกรรมในช่วงขาลง
  5. แย่มากๆ : ผลประกอบการแย่มาก ขาดทุนหนัก ไม่มีอนาคต หรือ ผู้บริหารมีประวัติทุจริต 

   ขณะที่ปัจจัยทางเทคนิค จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตาม Dow Theory คือ ขาขึ้น ขาลง และ Sideway

   จากนั้นนำมาจับคู่กันได้ 15 กลุ่ม หรือ Quadrant แล้วนำหุ้นแต่ละตัวมาประเมินด้วยปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มทางเทคนิคว่าจะไปอยู่ในกลุ่มใด ซึ่งการจัดกลุ่มนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะในแต่ละกลุ่มมี “กลยุทธ์” ทำกำไรที่แตกต่างกัน

   “โมเดลนี้ใช้ในการลงทุนส่วนตัวมา 10 กว่าปี พอร์ตโตเป็นร้อยเท่า จึงคิดว่าน่าจะพัฒนาเป็นโปรแกรมได้โดยใช้ตรรกะนี้ หุ้น 700 กว่าตัวมาจัดแบ่งกลุ่มลงในแต่ละ Quadrant และใส่กลยุทธ์ลงทุนลงไป ใช้ชื่อโปรแกรมว่า StockQuadrant ซึ่งจากทดสอบย้อนหลัง 16 ปีกับตลาดหุ้นไทย จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 28% ต่อปี โดยปีที่ดีที่สุดได้ผลตอบแทนมากสุด คือ 120% และปีที่แย่ที่สุดขาดทุน 11% เพราะฉะนั้นจึงคิดว่า เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่ตกผลึก ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค”   

   ในโปรแกรมจะแบ่งหลักการลงทุนเป็น 3 แบบ คือ แบบ Conservative เลือกมาเฉพาะหุ้นพื้นฐานดี ได้แก่ หุ้นในกลุ่ม AA, AB และ AC แบบ Moderate มีหุ้นพื้นฐานดีและพื้นฐานปานกลาง และ Aggressive สามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นพื้นฐานดี ปานกลาง และพื้นฐานแย่ นอกจากนี้ ยังมีโหมด Professional Trade สำหรับการลงทุนแบบ Day Trade โดยระบบจะแจ้งเตือนมีหุ้นที่มีสัญญาณเกิดขึ้น

   “ระบบไม่ได้บอกจุดซื้อจุดขาย แต่บอกกลยุทธ์ในการซื้อ ว่าหุ้นกลุ่มนี้เข้า Trade Setup แบบไหน เช่น Breakout, Buy on Dip หรือ Channel Trade เพราะฉะนั้นนักลงทุนที่จะใช้โปรแกรมต้องมีความรู้พื้นฐานทางเทคนิคอยู่บ้าง แต่หากเป็นนักลงทุนมือใหม่แนะนำให้เลือกกลุ่ม AA เพราะเป็นหุ้นพื้นฐานดีที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะปรับขึ้นเรื่อยๆ ไปจนจบ Trend” 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking