วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ

เลขาธิการ

คณะกรรมการนโยบายการพัฒนา

ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

 

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์EEC

เปิดประตูเศรษฐกิจไทยสู่โลก

กว่า 30 ปี ที่พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) คือศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการค้าการลงทุนจากทั่วโลก เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชียทั้งยังเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก พร้อมท่าเรือน้ำลึกและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เป็นแหล่งพลังงานและวัตถุดิบสำหรับการผลิต เป็นแหล่งจ้างงานทักษะสูงที่สำคัญของเอเชีย ส่งผลให้พื้นที่นี้มีศักยภาพสูงมากในการพัฒนาต่อยอดทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย

            เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 พื้นที่ 3 จังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันออกทั้ง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จึงถูกต่อยอดด้วยการยกระดับพื้นที่ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Economic Corridor (EEC)เพื่อใช้ขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการปูทางการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยมีความมุ่งหวังว่า การพัฒนาครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Thailand 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

            การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.คณิศ แสงสุพรรณเลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงการ EEC ผ่าน 2 มุมมองหลักซึ่งเป็นแก่นแท้ของการพัฒนา ทั้งยังเผยถึงความคืบหน้าในของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และกระแสตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติ ที่กำลังจับตาประเทศไทยอย่างใกล้ชิด

เริ่มลงทุนโครงสร้าง EEC ปลายปี 61

ภาคอุตสาหกรรมขานรับขอสิทธิลงทุน

          ดร.คณิศเริ่มต้นการสัมภาษณ์พิเศษ ด้วยข่าวดีว่าการพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความล่าช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ก่อนหน้านี้ราว 3 เดือน แต่ด้านอื่นๆยังคงเป็นไปตามเป้าหมายทั้งหมด ที่สำคัญคือภายในปี 2561 โครงการต่างๆจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทุกโครงการแล้ว

          เลขาธิการ EEC ได้เปิดมุมมองของการพัฒนาโครงการ EEC อย่างละเอียดโดยเริ่มต้นจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานใน 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้ดียิ่งขึ้น โดยโฟกัสหลักจะอยู่ที่การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเนื่องจากที่ผ่านมารันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิมีความหนาแน่นมาก รัฐบาลจึงต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินกรุงเทพแห่งที่ 3 เพื่อรองรับการเดินทางของผู้คนที่จะเข้ามาในเขตเมืองใหม่ โดยสนามบินกรุงเทพทั้ง 3 แห่งทั้ง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา จะถูกเชื่อมถึงกันทั้งหมดด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้การเดินทางไป-มาระหว่าง 3 สนามบินทำได้อย่างรวดเร็ว

            นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมแล้ว ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือ3 แห่ง ทั้งท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือสัตหีบด้วย เนื่องจากทั้ง 3 ท่าเรืออยู่ใกล้สนามบินอู่ตะเภาเพียงแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น

            ขณะเดียวกันด้านการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ 3 จังหวัดใช้การขนส่งทางรถยนต์เป็นหลักกว่า 90% ทำให้มีความหนาแน่นของปริมาณรถยนต์สูงมาก รัฐบาลจึงมีโครงการสร้างรถไฟรางคู่ เพื่อรองรับการขนส่งที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าต้องการดึงทราฟิกจากถนนให้มาอยู่บนรางประมาณ 30%

            “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะแบ่งเป็น 2 ชุดคือ 1.การพัฒนาสนามบินและรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมทั้ง 3 สนามบินเข้าด้วยกัน 2.การพัฒนาท่าเรือทั้ง 3 แห่งและการสร้างรถไฟรางคู่สำหรับการขนส่ง ซึ่งขณะนี้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดได้มีการจัดทำแผนงานเสร็จสิ้น และผ่านการอนุมัติหมดแล้ว โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นการทำ TOR และได้ผู้ลงทุนในปี 2561 ทั้งหมด ทำให้การดำเนินงานระยะแรกจะจบในปีนี้ ที่เหลือคือการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการสร้างเสร็จทั้งหมดได้ภายใน 5 ปี”

            ดร.คณิศบอกว่า ด้วยกรอบระยะเวลาการพัฒนาขณะนี้ ถือว่าไม่ช้าเกินไป เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลาพอสมควร เช่น การสร้างรถไฟจะใช้เวลา3 ปี ส่วนสนามบินในระยะแรกอาจจะเปิดได้ก่อน แต่ถ้าจะเสร็จสมบูรณ์ก็จะใช้เวลา 4-5 ปี

          สำหรับความคืบหน้าด้านการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมนั้น หลังจากที่เริ่มดำเนินการมาได้ 1 ปี ปัจจุบันตัวเลขของการส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่EEC ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 300,000 ล้านบาท โดยเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายถึง 84% (ราว 250,000 ล้านบาท) จากเดิมที่ตัวเลขขอการส่งเสริมจะอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี

            “กุญแจสำคัญของโครงการ EEC มีอยู่เพียงแค่ 2 สิ่ง นั่นคือ 1. การหาเทคโนโลยี และ 2 .การหาคนมาเรียนรู้เทคโนโลยี เพราะการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ประเทศไทยต้องการคนที่รู้จักเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง และสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเวลานี้คือการลงทุนที่เป็น High Technology เพื่อให้คนไทยได้เรียนและซึมซับความรู้เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาในอนาคต”

 

ติดตามคอลัมน์ EXCLUSIVE INTERVIEW ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2561 ฉบับที่ 430 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking