วารสารการเงินธนาคาร
CEO Talk : ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด

ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด

 

Abacus สมองกลแห่งโลกการเงิน

หนุน SCB พิชิต Millennial Market

 

            นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างคาดว่า เทคโนโลยี Artificial Intelligence หรือ AI จะเป็นสิ่งที่มากระทบกับภาคอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง โดยภายใน 20 ปี AI จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดรูปแบบเศรษฐกิจและวิถีการทำงานของมนุษย์ และเปลี่ยนพื้นฐานของการทำธุรกิจทั้งหมด

            ส่งผลให้เวลานี้องค์กรธุรกิจทุกอุตสาหกรรมเริ่มนำระบบ AI มาใช้มากขึ้น โดยข้อมูลจาก IDC ระบุว่า ในปี 2559 มูลค่าตลาดรวมของเทคโนโลยี AI ทั่วโลกสูงถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเติบโตจากปี 2558 ถึง 56.5% สะท้อนให้เห็นภาพของจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวรับกับกระแสเทคโนโลยี ซึ่งการปรับตัวนี้ไม่ใช่แค่บทบาทหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำอย่างเร่งด่วน

            การเงินธนาคาร ได้สัมภาษ์พิเศษ ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด (SCB Abacus) เกี่ยวกับแนวโน้มสำคัญของเทคโนโลยี AI ในปี 2561 ความพร้อมของตลาดที่เกิดจาก 3 องค์ประกอบสำคัญ ทัศนคติของผู้ใช้ ภารกิจสำคัญของ Abacusกลุ่มเป้าหมายหลัก ไปจนถึงโร้ดแม็พของการพัฒนานวัตกรรมที่จะถูกส่งไปถึงผู้ใช้ในปีนี้

โลกการเงินติด AI ปี 2561

ลูกค้าคุ้น แอพฯพร้อม กฎหมายรองรับ

          ดร.สุทธาภาเริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษ ด้วยการเล่าย้อนไปถึงกำเนิดของเทคโนโลยี AI เมื่อ 50 ปีก่อน ที่มนุษย์มีความพยามที่จะสร้างสิ่งที่เลียนแบบการทำงานของสมองขึ้น การพัฒนาครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์แรกเริ่มเพื่อทำให้เครื่องจักรมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ ด้วยประสิทธิภาพที่ดีกว่าและรวดเร็วกว่า และจากการเริ่มต้นครั้งนั้น ทำให้การพัฒนาแตกออกเป็นหลายแขนง แต่ที่ได้รับความนิยมจนทำให้องค์กรธุรกิจหันมาตื่นตัวมากขึ้นคือ “Machine Learning” ซึ่งเป็นการนำรูปแบบการคิดของมนุษย์มาให้เครื่องจักรเรียนรู้ เพื่อทำให้มีศักยภาพในการคำนวณสูงกว่าสมองมนุษย์ อีกแขนงหนึ่งที่ค่อยๆ เติบโตตามมาก็คือ “National Language Processing” ซึ่งเป็นการทำให้เครื่องจักรสามารถเลียนแบบการใช้ภาษาของมนุษย์ เพื่อที่จะทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารโต้ตอบกับเครื่องจักรได้

            จนเมื่อปี 2551 มีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในเทคโนโลยี Machine Learning อีกชั้นหนึ่งเรียกว่า “Deep Learning” ที่เป็นการเรียนรู้วิธีการคิดเชิงลึกของสมองมนุษย์ และหาทางที่จะทำได้ดีกว่า ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บริการรถยนต์ไร้คนขับ (Self-Driving Car) ที่สอนให้เครื่องจักรขับรถเอง รวมไปถึงระบบตรวจจับใบหน้า (Facial Recognition) ที่ทำให้เครื่องจักรจดจำใบหน้าของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ

            “ในอุตสาหกรรมการเงินนั้น Machine Learning คือเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยส่วนใหญ่จะใช้กับการมอนิเตอร์ธุรกรรมต้องสงสัย การตรวจหาความผิดปกติ ภายใต้รูปแบบที่กำหนด ซึ่งการใช้ Machine Learning นั้นช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจจับได้อย่างมหาศาล รวมไปถึงการนำมาใช้กับระบบจดจำใบหน้าเพื่อให้ลูกค้าสามารถชำระเงินหรือเปิดบัญชีใหม่ได้อย่างรวดเร็ว”

            ส่วนเทคโนโลยี National Language Processing นั้นก็เป็นอีกสายหนึ่งที่ธนาคารมีการปรับใช้อย่างต่อเนื่องโดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ในการมอนิเตอร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ ที่จะทำให้ธนาคารสามารถมีข้อมูลของลูกค้าในหลากมิติมากขึ้น

            ดร.สุทธาภาบอกว่า เทคโนโลยีที่คาดว่าจะมาเป็นตัวแปรสำคัญทำให้เทคโนโลยี AI เติบโตอย่างก้าวกระโดดก็คือ “Quantum Computing” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยุคอนาคตที่ใช้หลัก Particle Physic ทำให้ศักยภาพในการคำนวณสูงขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งในมุมของธนาคารก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมศึกษาเอาไว้ล่วงหน้า เพราะเชื่อว่าไม่เกิน 3-7 ปี Quantum Computing จะถูกนำออกสู่ตลาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ABACUS บอกอีกว่า ในปี 2561 ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากกับการปรับใช้เทคโนโลยี AI เนื่องจากเวลานี้มี 3 องค์ประกอบสำคัญที่ลงตัวพอดี คือ

            1.ผู้คนมีความคุ้นเคยกับ AI แล้ว แม้ว่าส่วนใหญ่ AI จะอยู่เบื้องหลังของการให้บริการก็ตาม ซึ่งในอดีตนั้น AI มักจะอยู่แค่เฉพาะภายในห้องแล็บ และรอการพัฒนาเพื่อให้เป็นบางสิ่งที่เข้ามาทดแทนพื้นฐานของการใช้ชีวิต

            แต่ปัจจุบัน AI ได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนเยอะมากผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ส่งผลให้เริ่มคุ้นเคย ไม่มีความกลัว จนปัจจุบัน AI กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ เนื่องจากจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วและการคิดวิเคราะห์แบบเฉพาะเจาะจงแบบรายบุคคล ทำให้มีความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย

            2. แอพพลิเคชั่นที่ใช้ AI อยู่เบื้องหลังประสบความสำเร็จในตลาดมากขึ้น ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่มี AI อยู่เบื้องหลังประสบความสำเร็จในตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อวิเคราะห์หาการฉ้อโกง การคัดกรองอีเมล์ที่ผิดปกติ หรือการใช้เป็นเครื่องมือในการจดจำใบหน้ามนุษย์ (Facial Recognition) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นกระแสหลักในตลาดมากขึ้น องค์กรก็เริ่มให้การยอมรับที่จะนำ AI มาใช้โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเงิน

            3. ธนาคารผู้กำกับดูแลมีทิศทางชัดเจนในการสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยของผู้ใช้กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งองค์ประกอบนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะช่วยให้ธนาคารสามารถที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ได้อย่างก้าวกระโดด มีพื้นที่ให้ทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต

            “เมื่อลูกค้ามีความคุ้นเคย แอพพลิเคชั่นที่ใช้และธนาคารผู้กำกับดูแลก็พร้อม ทำให้ปี 2561 จะเป็นปีที่เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทกับโลกธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเงิน ที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ใหม่ๆเพื่อทำให้ลูกค้าชอบบริการของธนาคารมากที่สุดซึ่ง AI คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวเป็นจริงได้ในยุคดิจิทัล”

เป็นหัวหอกด้าน AI ให้ธนาคาร

ชูคอนเซ็ปต์ MVP เจาะกลุ่ม Millennial

            ดร.สุทธาภากล่าวว่า ความตั้งใจในการก่อตั้ง SCB Abacus คือการเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมชั้นแนวหน้าในด้าน AI เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการเงินในประเทศและจะไม่ใช่การนำ AI มาใช้เพื่อปรับเท่านั้น แต่จะใช้เพื่อเปลี่ยนกระบวนการเดิมให้ดียิ่งขึ้น

            โดยสิ่งสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมของ SCB Abacus คือ 1. ทุกการพัฒนาจะต้องหา Values ให้ได้ 2. การพัฒนานั้นจะต้องต่อยอดทำให้มีการเติบโตต่อได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ SCB Abacus จะพัฒนานั้นไม่สามารถประเมินความต้องการของตลาดได้ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่มีความแน่นอน แม้จะทำการสำรวจก็ไม่มีผลลัพธ์เพราะยังไม่เคยมีใครเห็นหรือใช้ผลิตภัณฑ์นั้น

            SCB Abacus ได้ใช้คอนเซ็ปต์การพัฒนาแบบ “Minimum Viable Product” หรือ MVP ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานเช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ตอัพการทำเช่นนี้สามารถลองตลาดด้วย Beta Version ซึ่งช่วงแรกจะยังไม่สมบูรณ์นักแต่จะมีคุณสมบัติเบื้องต้นพอให้ทดลองใช้งานได้

            ดร.สุทธาภา บอกอีกว่า แต่การพัฒนาเช่นนี้ จะต้องมีการกำหนดตลาดเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้ไม่เสียเวลาในการพัฒนา ซึ่งตลาดเป้าหมายของ SCB Abacus คือ กลุ่มคน Millennial ที่มีประมาณ 60% จากประชากรทั้งหมดที่เกิดในยุคที่เทคโนโลยีโมบายล์เป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต ชื่นชอบการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ชอบใช้บริการธนาคารแบบเก่า แต่ก็ยังมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ดังนั้น การสร้างบริการบน Digital Platform ที่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยโจทย์การทำงานหลักของ SCB Abacus ก็คือ ต้องสามารถเข้าใจ Millennial Market อย่างดีที่สุด ในทุกแง่มุมของการใช้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เงิน เก็บเงิน สร้างรายได้

            “การพัฒนาแบบ MVP ของ SCB Abacus คือการสร้าง Beta Version ที่มีฟีเจอร์เบื้องต้น เพื่อรีบส่งเข้าตลาดไปก่อน โดยการเริ่มต้นพัฒนานั้น ไม่จำเป็นว่าภาพจะต้องชัดเจนแต่แรกว่าจะทำอะไร เพื่อให้มีความคล่องตัวในปรับเปลี่ยนเพื่อทดลองสิ่งใหม่ๆ กับตลาด เพราะหากมีภาพที่ชัดแต่แรก จะทำให้เราไม่สามารถก้าวไปสู่การเป็น Innovation Company ได้ ซึ่ง Abacus จะคงความเป็น Start Up เอาไว้ให้สูงที่สุด”

            ดร.สุทธาภาย้ำว่า ด้วยอิสระในการทดลองพัฒนาสิ่งใหม่นั้น ผู้ที่จะบอกว่า ควรจะทำผลิตภัณฑ์ไหนต่อคือลูกค้าเท่านั้น ซึ่ง SCB Abacus จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ออกมาเพื่อทดลองกับผู้ใช้จริงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะดูว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นถูกหรือผิด

            “ผลิตภัณฑ์แรกจาก SCB Abacus คือฟังก์ชั่น My Deal หรือ “โปรเพื่อคุณ” ในแอพพลิเคชั่น SCB Easy ซึ่งทีมงานส่วนใหญ่ของ SCB ABACUS เป็นคนไอที ดังนั้น กระบวนการต่างๆ จะคิดจากมุมมองของคนไอที ซึ่งไม่อยากส่งผลิตภัณฑ์ที่ไม่สมบูรณ์พอออกไป แต่เมื่อเปิดใช้จริงแล้วพบว่าบางฟังก์ชั่นที่ต้องใช้เวลานานเพื่อทำให้สมบูรณ์ผู้ใช้กลับไม่สนใจ ดังนั้น เราจึงเลือกพัฒนาฟังก์ชั่นที่สำคัญก่อน และรีบส่งสู่ตลาดแบบ Beta Version ส่วนฟังก์ชั่นที่เหลือจากนั้นจะค่อยๆ ทยอยออกมา โดยจะดูจากเสียงของผู้ใช้เป็นหลัก”

 

ติดตามคอลัมน์ CEO TALK ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2561 ฉบับที่ 430 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking