วารสารการเงินธนาคาร
People : วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ ธนาคารซิตี้แบงก์ประเทศไทย

วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจ

ธนาคารซิตี้แบงก์ประเทศไทย

 

ซิตี้แบงก์เปิดโอกาสธุรกิจ

ปูแนวทางดิจิทัลสร้างการเติบโต

นับเป็นปีที่ 51 แล้วสำหรับการเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยของธนาคารซิตี้แบงก์ธนาคารต่างชาติยักษ์ใหญ่ของโลก และถือเป็นธนาคารต่างชาติที่มีบทบาทในประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจบุคคลซึ่ง วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูลรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบุคคลธนกิจธนาคารซิตี้แบงก์ประเทศไทยเป็นผู้บริหารไทยคนแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้บริหารงานภาพรวมของสายงานบุคคลธนกิจที่มีลูกค้ารายย่อยจำนวนกว่า 1 ล้านราย

วีระอนงค์บริหารธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยรวมถึงบริการบริหารความมั่งคั่งและการลงทุนโดยมีพนักงาน 2,000 คน ใน 3 สาขาของธนาคารและ 31 สาขาของธุรกิจนอนแบงก์

ก่อนหน้าที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญนี้วีระอนงค์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายบุคคลธนกิจและธุรกิจสาขา ทำหน้าที่บริหารงานธุรกิจด้านสาขา ตลอดจนด้านเงินฝาก การลงทุนและบริการบริหารความมั่งคั่ง และเป็นประธานกรรมการ บริษัท ซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ดูแลบริหารงานผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล และการบริหารธุรกิจสาขาที่เป็นนอนแบงก์ของซิตี้

วีระอนงค์ ถือว่าเป็นลูกหม้อคนสำคัญของซิตี้แบงก์ โดยเริ่มทำงานกับธนาคารซิตี้แบงก์ในประเทศไทยเมื่อปี 2537 และย้ายไปประจำที่ฮ่องกงในตำแหน่งผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำภูมิภาคเอเชียของ Clearing Product และได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการส่วนรับฝากหลักทรัพย์ ประจำฮ่องกงและจีน ก่อนย้ายกลับมาประเทศไทยเมื่อปี2545 เพื่อรับตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายระบบการชำระเงิน การค้าต่างประเทศ รับฝากหลักทรัพย์และพัฒนาสินเชื่อ

วีระอนงค์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินจากมหาวิทยาลัย Scripps College Claremont รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงินบัญชีและ การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยบอสตันคอลเลจ 

ดีลแรกในรอบ 51ปี

ต่อยอดความเติบโต

            วีระอนงค์เล่าว่า การเติบโตด้านธุรกิจบุคคลของซิตี้แบงก์ ประเทศไทยทำได้ดีกว่าภาพรวมของตลาดมาต่อเนื่อง และในปี 2561 ซิตี้แบงก์ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพอีกรูปแบบหนึ่งในการทำธุรกิจผ่านการซื้อ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจบัตรเครดิตจาก ธนาคารทิสโก้ และบริษัท ออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ปมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4,000 ล้านบาท โดยมีจำนวนบัญชีที่ได้มาเพิ่มจากการซื้อธุรกิจในครั้งนี้ 130,000 บัญชี

            “การซื้อธุรกิจเป็นเรื่องที่ดีเพราะหากจะต้องเติบโตด้วยตัวเองจะต้องใช้เวลา 2-3 ปี การพิจารณาซื้อกิจการต้องมองเห็นโอกาสที่จะนำมาต่อยอดได้ซิตี้แบงก์มั่นใจว่าศักยภาพที่มีจะสามารถต่อยอดธุรกิจที่ซื้อมาได้อีกมากซึ่งการซื้อธุรกิจจากภายนอกในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 51 ปี ตั้งแต่ซิตี้แบงก์เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย”

วีระอนงค์กล่าวว่า ธุรกิจที่ซิตี้แบงก์ซื้อมาจะมีกรอบการทำงานในการควบรวมธุรกิจ โดยส่วนของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลได้รับโอนมาได้ทันที ส่วนธุรกิจบัตรเครดิตมีรายละเอียดค่อนข้างมากจึงต้องใช้เวลามากกว่า ทั้งการเปลี่ยนหน้าบัตรให้ลูกค้าและการโอนคะแนนสะสม แต่นับว่าเป็นเรื่องดีที่ฐานลูกค้าเดิมในส่วนธุรกิจที่ซื้อมามีความคล้ายกับลูกค้าบัตรเครดิตของซิตี้แบงก์อยู่แล้ว เพราะเป็นลูกค้าระดับบนและเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายในต่างประเทศ เน้นการสะสมไมล์สายการบิน สอดคล้องกับความแข็งแกร่งที่ซิตี้แบงก์มีและสามารถนำเสนอบริการให้ลูกค้าได้

“การโอนธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลทำได้ง่ายกว่า บัตรเครดิตที่ต้องมีรายละเอียดทั้งเรื่องการเปลี่ยนบัตรการรวบรวมคะแนนสะสมของผู้ถือบัตร โดยซิตี้แบงก์จะคัดเลือกบัตรที่มีสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงบัตรเดิมให้ลูกค้าได้เลือก ซิตี้แบงก์ถือเป็นผู้นำในธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว ทำให้มั่นใจว่าลูกค้าสนใจที่จะย้ายมาเป็นลูกค้าของซิตี้ด้วยความเต็มใจ”

อย่างไรก็ดีคาดกว่าการโอนย้ายจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2561นี้ และแม้จะอยู่ระหว่างการรวมธุรกิจแต่ซิตี้แบงก์จะยังรักษาการเป็นผู้นำในด้านการใช้จ่ายต่อบัตรที่สูงที่สุดในตลาดต่อไปและนำเอาพอร์ตใหม่เข้ามานับว่าเป็นจังหวะที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจของซิตี้แบงก์เติบโตได้ เพราะถึงแม้จะเป็นการซื้อธุรกิจเป็นครั้งแรกในประเทศไทยแต่ได้ความรู้และความชำนาญจากบริษัทแม่เข้ามาช่วยให้กระบวนการทั้งหมดมีความราบรื่นมากที่สุด

วีระอนงค์กล่าวอีกว่า ด้วยศักยภาพของซิตี้แบงก์ที่สั่งสมมายาวนาน จึงทำให้การขยายธุรกิจมีหลากหลายรูปแบบ การซื้อธุรกิจจากภายนอกเป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง และต้องซื้อเมื่อพร้อมโดยเน้นดูคุณภาพและต้องหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวธุรกิจว่าจะเอามาต่อยอดธุรกิจได้หรือไม่

นอกจากการซื้อธุรกิจแล้วอีกรูปแบบของการขยายธุรกิจยังทำได้ในรูปแบบของ White Label ซึ่งเป็นธุรกิจที่ซิตี้แบงก์จะเข้าไปบริหารธุรกิจบัตรเครดิตให้กับธุรกิจอื่นนอกเหนือจากการร่วมกันออกบัตรเครดิตร่วม(Co Brand)อย่างที่เคยทำมา

“White Label แตกต่างกับบัตรแบบCo-Brandคือบนหน้าบัตรจะใส่ชื่อแค่เจ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่กระบวนการทำงานทั้งหมดซิตี้จะอยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยบัตรแบบ Co Brand จะได้รับความนิยมมากกว่า”

วีระอนงค์กล่าวอีกว่า ธุรกิจที่ต้องการทำผลิตภัณฑ์แบบ White Label จะมีฐานลูกค้าที่แข็งแรงมากอยู่แล้วแต่ต้องการการบริหารจัดการที่ดีซึ่งซิตี้แบงก์กำลังเจรจากับธุรกิจบางรายเพื่อทำผลิตภัณฑ์แบบ White Labelออกสู่ตลาดในอีกไม่ช้านี้

“นับวันการแข่งขันมีแต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารต่างชาติเริ่มออกจากธุรกิจนี้ไปแล้ว ส่วนธนาคารท้องถิ่นในประเทศก็แข่งขันอย่างรุนแรง ธุรกิจในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายซึ่งการขยายธุรกิจของซิตี้แบงก์ผ่านการซื้อพอร์ตในครั้งนี้อยากสะท้อนให้ตลาดรับรู้ว่า ซิตี้แบงก์พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกคนในหลายรูปแบบ”

วีระอนงค์เล่าว่า นอกจากธุรกิจบัตรเครดิตที่เป็นเรือธงสำคัญแล้ว ซิตี้แบงก์ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการชำระเงิน(เพย์เมนต์)ในประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เช่นในเรื่อง QR Code ซิตี้แบงก์ก็เป็นธนาคารต่างชาติรายแรกและรายเดียวที่เข้าไปอยู่ใน Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ติดตามคอลัมน์ People ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนพฤษภาคม 2561 ฉบับที่ 433 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi


Related News