Money Product
บลจ.วรรณ แนะทยอยสะสมหุ้นไทยเมื่อดัชนีย่อ พร้อมเสนอขาย กองทุนเปิด วรรณ ออพพอร์ทูนิตี้ 6 (ONE-OPPORTUNITY 6)

บลจ.วรรณ มอง หุ้นตลาดเกิดใหม่ปรับตัวรอบ 10 ปี ตามวัฎจักรเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เกิดภาวะเงินทุนไหลกลับตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว เชื่อมั่นหากมีปัจจัยบวกใหม่เพิ่มในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยยังมีโอกาสเงินทุนไหลกลับ แนะนำทยอยลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อดัชนีย่อ พร้อมเปิดเสนอขายกองทุน ONE-OPPORTUNITY 6  เน้นลงทุนหุ้นไทย ปิดโครงการเมื่อระดับราคา NAV แตะผ่านระดับ 10.63 บาทต่อหน่วยภายใน 6 เดือน เปิดเสนอขายวันนี้ ถึง 4 ก.ค.นี้

 

                นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นการปรับตัวจากปัจจัยเรื่อง Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้เกิดภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายเงินทุนจากตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงไทยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า โดยสะท้อนได้จากดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินในตลาดกลุ่มประเทศ EM นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่ภาวะการไหลของเงินทุน ไปยังตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว(Develop Market) ในประเทศอื่นได้อีก หากเศรษฐกิจของ DM ประเทศอื่นมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน

                “ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยช่วงนี้มองว่าเป็นการตอบรับกับ Economic Cycle ที่กำลังเปลี่ยนในรอบ 10 ปี หลังจากใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมายาวนาน ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น เหมือนเป็นการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน อย่างไรก็ดีการไหลกลับของเงินทุนในช่วงนี้มองว่าเป็นการปรับพอร์ต(Asset Allocation) ของนักลงทุนต่างชาติ โดยไม่ได้หมายความว่า เม็ดเงินของต่างชาติจะไม่สนใจหุ้นในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทยอีกต่อไป

                ทั้งนี้ หากภาพเศรษฐกิจของเอเชียแข็งแกร่งขึ้นชัดเจนหรือมีความเชื่อมั่นจากปัจจัยในแต่ละประเทศอื่นๆที่เอื้อต่อความน่าสนใจลงทุน โอกาสที่เงินทุนจะไหลกลับเข้ามาก็ยังมีอยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ดีสำหรับประเด็นเรื่องสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ จีน น่าจะเป็นลักษณะของการต่อรอง ซึ่งอาจจะสร้างความผันผวนให้กับภาวะการลงทุน ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาส” นายพจน์กล่าว

                ในส่วนของตลาดหุ้นไทย การเคลื่อนไหวของดัชนีจะมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก โดยยังคงเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าตอนนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ยังมีการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากภาครัฐทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและ โครงการ EEC การบริโภคที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากรายได้ภาคการเกษตรที่ผ่านจุดต่ำสุด นอกจากนี้ หากมีการเลือกตั้งปีหน้า บริษัทมองว่า เศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัวและการบริโภคในประเทศก็จะตามมาอย่างชัดเจน

                ดังนั้น ในแง่ของการลงทุนบนพื้นฐานของความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการเติบโต และค่า P/E ของตลาดหุ้นไทย (19/06/61) ลดลงอยู่ที่ระดับ 14.95 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 15.18 เท่า สะท้อนระดับดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมามีความน่าสนใจ ซึ่งหากดัชนีย่อตัวลง บลจ.วรรณมองเป็นโอกาสเข้าลงทุน  โดยระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม นี้ บริษัทเปิดเสนอขาย กองทุนเปิด วรรณ ออพพอร์ทูนิตี้ 6 (ONE-OPPORTUNITY 6) เน้นลงทุนหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์กองทุนรวม และเลือกใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานในหุ้นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและสัญญาณทางเทคนิค ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความผันผวนของตลาดหุ้น

                นายพจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุน ONE-OPPORTUNITY 6 มีเป้าหมายเลิกโครงการเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนมากกว่าหรือเท่ากับ 10.63 บาทต่อหน่วย หรือ ผลตอบแทนประมาณ 6% ภายใน 6 เดือน โดยกองทุน ONE-OPPORTUNITY 6 จะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ 2 ครั้ง โดยครั้งแรก จะรับซื้อคืนหน่วยฯ เมื่อระดับ NAV แตะระดับ 10.30 บาทต่อหน่วยและครั้งที่ 2 จะรับซื้อคืนหน่วยฯ เมื่อ NAV แตะระดับ 10.63 บาทต่อหน่วยและเลิกโครงการ ซึ่งบริษัทจะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติครั้งสุดท้าย เพื่อซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนเปิด วรรณเดลี่ ภายใน 5 วันทำการนับตั้งแต่วันถัดจากวันทำการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ

                “ ผมเชื่อมั่นว่า กองทุน one-opportunity 6 จะเป็นทางเลือกเพื่อสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในช่วงตลาดหุ้นมีความผันผวนและความเสี่ยงจากเงินทุนไหลออกเริ่มจำกัด กองทุนจะเน้นลงทุนในกลุ่มบริโภคภายในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจไทยและโลกที่ฟื้นตัว อาทิ ธนาคารพาณิชย์ ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ รวมทั้ง กลุ่มท่องเที่ยว ทั้งนี้หากจะลงทุนหุ้นโดยตรงผมแนะนำ ระยะยาวควรลงทุนกลุ่มบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น กลุ่มรับเหมาก็น่าสนใจเพราะรัฐบาลก็มีการกระตุ้นโปรเจคให้เกิดภายในครึ่งปีหลังนี้ค่อนข้างมาก” นายพจน์กล่าว


Related News