วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อธิบดีกรมสรรพากร

 

Digital Transformation

สู่กรมดิจิทัลปี 2563

ก๊าซธรรมชาติ นับเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สำคัญอย่างปิโตรเคมี  ที่มีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในหลายด้าน นอกจากนี้ยังเป็นพลังงานที่สะอาดสามารถเผาใหม้ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันการใช้พลังงานของประเทศไทยอยู่ที่ราว 2 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (barrels of oil equivalents) โดยก๊าซมีสัดส่วนประมาณ 1 ล้านบาร์เรล ส่วนใหญ่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้า ปิโตรเคมี เป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็น 1 ในฟันเฟืองหลักด้านพลังงานที่สำคัญอย่างมาก

แหล่งก๊าซบงกช คือแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีกำลังผลิต 900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็น 30% ของการผลิตก๊าซในประเทศทั้งหมด และยังเป็นแหล่งก๊าซที่แรกที่ดำเนินการโดย ปตท.สผ. ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองทางด้านพลังงานกับต่างชาติ ทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญด้านความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศอีกด้วย

“โครงการบงกช เป็นเหมือนโรงเรียนต้นแบบของปตท.สผ. ที่ทำให้คนไทยได้รับองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซ จนสามารถขยายการดำเนินงานออกไปยังโครงการอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการคงไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่มีประสบการณ์จากโครงการบงกชมาก่อน”

สมพร ว่องวุฒิพรชัยกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)หรือ ปตท.สผ. เล่าให้การเงินธนาคารฟังถึงความสำคัญของโครงการบงกช ที่ถือว่าเป็นโรงเรียนต้นแบบของปตท.สผ. ทำให้บุคลากรได้สั่งสมประสบการณ์จนเชี่ยวชาญและสามารถขยายการดำเนินการออกไปยังหลายพื้นที่ นับเป็น 1 ในความภูมิใจของคนไทยที่สามารถผลิตก๊าซได้เอง ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติ เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของปตท.สผ.

 

เริ่ม Story ที่โครงการบงกช

โรงเรียนต้นแบบสู่ความสำเร็จ

            ซีอีโอ ของปตท.สผ. เริ่มการสัมภาษณ์พิเศษด้วยการย้อนไปถึงการก่อตั้ง ปตท.สผ.ว่า มาจากวิสัยทัศน์ของรัฐที่เห็นโอกาสทางพลังงานของประเทศ และได้กำหนดข้อตกลงของการออกสัมปทานว่า หากมีการสำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมจะต้องให้รัฐเข้าร่วมลงทุนด้วย จนเมื่อบริษัทเชลล์ได้ค้นพบโครงการแปลงสำรวจ S1 ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญทางเศรษฐกิจ จึงมีการเปิดให้รัฐเข้ามาร่วมลงทุน และสิทธิการร่วมลงทุนครั้งนั้นได้ถูกส่งต่อมาที่ปตท.

            โดยตามข้อกฎหมายแล้วจำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งบริษัทเอกชนเพื่อร่วมลงทุน จึงทำให้มีการรวมทีมในฝ่ายสำรวจและผลิตของปตท.ในขณะนั้นจัดตั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (ปตท.สผ.) ขึ้นมาในปี 2528 และปัจจุบันได้ดำเนินการสำรวจและผลิตพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศไทยมาแล้วถึง 33 ปี

            จุดเริ่มต้นขององค์ความรู้กว่า 33 ปี มาจากการเจรจาซื้อขายก๊าซหลายแห่งบนพื้นที่อ่าวไทย โดยบริษัทที่เจรจาซื้อขายได้สำเร็จคือบริษัทยูโนแคล จนทำให้มีการซื้อขายก๊าซกับปตท. แต่มีผู้เข้าร่วมสัมปทานรายหนึ่งที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ รัฐจึงเสนอซื้อสัมปทานแหล่งก๊าซแห่งนั้น โดยให้ปตท.สผ.เป็นผู้ดำเนินการซื้อซึ่งแหล่งก๊าซนั้นก็คือโครงการบงกชในปัจจุบัน

            อย่างไรก็ตามในขณะนั้นปตท.สผ. เป็นองค์กรที่เพิ่งถูกก่อตั้งใหม่ ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในโครงการใดมาก่อน จึงต้องมีการคัดเลือกหาผู้ร่วมทุน โดยผู้ร่วมทุนชุดแรก มี 3 ราย คือ บริษัทโททาล จากประเทศฝรั่งเศษ บริษัทบริติช แก๊ซ จากประเทศอังกฤษ และ บริษัทแสตทออยล์ จากประเทศนอร์เวย์ โดยทั้ง 3 รายนี้ถือว่าเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลก

            สมพร ขยายความว่า เวลานั้นปตท.สผ. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ที่ 40% โดยมีเป้าหมายว่าจะใช้โครงการนี้ในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีจึงได้เลือกบริษัทโททาล ให้ทำหน้าที่ในดำเนินการในช่วงแรก และให้ถือหุ้นที่ 30% ภายใต้ข้อตกลงว่าในอนาคตจะต้องให้ปตท.สผ.ทำหน้าที่ดำเนินการแทน และทางโททาล จะต้องช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีมาให้ด้วย

            “เราได้ตั้งทีมคนไทย 15 คน ที่เข้าไปทำหน้าที่ตั้งแต่วันแรก เพื่อเก็บประสบการณ์ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด และ 5 ปีหลังจากนั้นจะได้นำองค์ความรู้ทุกอย่างที่มีกลับมา ในครั้งนั้นเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก และเราก็ประสบความสำเร็จและส่งผลมาถึงทุกวันนี้”

            สมพรบอกว่า การเปลี่ยนถ่ายการดำเนินการจากบริษัทโททาลมาเป็นปตท.สผ.ในครั้งนั้นไม่ได้ดำเนินการแบบเร่งรีบ แต่ค่อยๆเปลี่ยนทีละนิด จนวันนี้ ปตท.สผ. ดำเนินการในโครงการนี้เองเกือบ 100% แต่ก็ยังคงรักษาช่องทางการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีเอาไว้ นี่คือจุดเริ่มต้นของแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของประเทศมาตลอด 25 ปี นั่นคือโครงการบงกช

            “ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรสำคัญทางด้านพลังงานของประเทศ ขีดความสามารถที่ปตท.สผ. สร้างมานั้น ทัดเทียมกับหลายองค์กรชั้นนำของโลก ผมอยากให้ปตท.สผ. เป็นองค์กรที่น่าภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ มีทั้งความดี ความเก่ง และความรับผิดชอบ ทั้งองค์กร สังคม ประเทศ ไปจนถึงโลก”    

 

ต่อยอดองค์ความรู้

ขยายทั้งใน-นอกประเทศ

          สมพรบอกว่า โครงการบงกช เป็นความสำเร็จของปตท.สผ. จากโครงการที่เคยมีกำลังผลิต 250 ล้าน ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปัจจุบันสามารถพัฒนากำลังการผลิตได้สูงถึง 900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน มีการต่อยอดด้วยการสำรวจเพิ่มเติม การพัฒนาแหล่งก๊าซ โดยทุกการดำเนินการทำด้วยมาตรฐานสากลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย  ไปจนถึงการดำเนินการตามมาตรฐานสากล

            “ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น ปตท.สผ. ลดการเผาก๊าซอย่างต่อเนื่อง และยังนำน้ำที่ใช้ในการผลิตกลับสู่ชั้นใต้ดินไม่ได้ปล่อยลงสู่ทะเล ทำให้ไม่เกิดมลภาวะใดๆ ด้านความปลอดภัยนั้น ปตท.สผ. มีสถิติที่ดีมาโดยตลอด และเป็นเครื่องชี้วัดว่าเรามีการดำเนินการที่ดีเป็นมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราภาคภูมิใจอย่างมาก”

            สมพรเน้นว่า ความสำเร็จต่างๆ นั้นล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการบงกช เพราะเป็นโครงการที่ทำให้ ปตท.สผ. ได้ความรู้ความเข้าใจในการทำงาน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบงาน วิธีการตัดสินใจ ทำให้สามารถใช้เป็นฐานในการพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะขยายขอบเขตการทำงานออกไปในโครงการอื่นๆทั้งในและนอกประเทศ

            “โครงการบงกชคือโรงเรียนต้นแบบ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการแหล่งก๊าซซอติก้าในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งหากเราไม่มีองค์ความรู้มาก่อน ก็คงไม่มีโครงการซอติก้าเกิดขึ้น แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทำให้วันนี้เราสามารถที่จะพัฒนาแหล่งก๊าซซอติก้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่พนักงานของปตท.สผ. เป็นผู้บริหารจัดการทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนในการสำรวจ การพัฒนา และการผลิตในปัจจุบัน”

 

ติดตามคอลัมน์  Exclusive Interview ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 435 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

 


Related News