วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อธิบดีกรมสรรพากร

 

Digital Transformation

สู่กรมดิจิทัลปี 2563

โลกในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างๆ จึงต้องปรับตัวให้ก้าวทันต่อเทคโนโลยี  เช่นเดียวกันกับกรมสรรพากร ภายใต้การนำของ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร  ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 16  พฤษภาคม 2561 ได้ประกาศนโยบายนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในทุกกระบวนการทำงาน หรือ Digital Transformation เพื่อให้บรรลุเป้ามายในการก้าวเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ในปี 2563

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ถึงเป้าหมายในการมุ่งสู่การเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เป็นโลกที่อยู่ในยุคดิจิทัล องค์กรต่างๆ ได้รับผลกระทบจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ซึ่งแม้ว่าคนส่วนมากไม่คิดว่าองค์กรภาครัฐจะได้รับผลกระทบ แต่องก์กรภาครัฐรวมถึงกรมสรรพากรเองก็ต้องเตรียมตัวเพื่อรับกับผลกระทบดังกล่าว

“แม้ว่ากรมสรรพากรจะมีพื้นฐานที่ดี มีคนเก่ง มีระบบที่ดีอยู่แล้ว แต่หากไม่ปรับตัวให้ทันกับโลกปัจจุบันก็จะถูก disturb ไม่ต่างจากคนอื่น เช่น ฐานภาษีจะหายไปนื่องจากคนไปออนไลน์มากขึ้น แม้ว่าโลกยุคใหม่จะมากระทบโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ก็ต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส”

 

เร่งเดินหน้า 4 แนวทาง

สู่กรมสรรพพากรดิจิทัล

ดร.เอกนิติกล่าวว่า เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล จึงได้มอบนโยบายให้สรรพากรทั่วประเทศนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงานของกรมสรรพากรทุกกระบวนการหรือเรียกว่า Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร  ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้เสียภาษี  ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นกรมสรรพากรดิจิทัล หรือ Digital RD ได้ภายในปี 2563  โดยจะมีการดำเนินงานทั้งหมด 4 แนวทาง

ใช้ดิจิทัลขยายฐานภาษี

ตั้งเป้า 1.9 ล้านล้าน ในปี 61

ดร. เอกนิติกล่าวว่า ภารกิจที่เป็นหัวใจหลักของกรมคือสรรพากรเป็นกรมที่จัดเก็บรายได้มากที่สุดในกระทรวงการคลัง โดย 78% ของรายได้จากการจัดเก็บทั้งหมดของประเทศมาจากรมสรรพากร ซึ่งต้องพยายามทำให้เป็นไปตามเป้าหมายเพราะคือรายได้ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้สามารถเข้าสู่ระบบภาษีได้อย่างมีความสุข

“ภารกิจที่เป็นหัวใจหลักชองกรมสรรพากรคือจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมายเนื่องจากคือรายได้ของประเทศ”

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากกรมสรรพากรทำเรื่องดิจิทัลได้ดีและนำระบบไอทีมาใช้ได้อย่างเต็มที่ จะทำให้ฐานภาษีใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ในภาพใหญ่ ช่วยให้เกิดความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ตลอดจนช่วยให้สังคมไทยยกระดับเป็น 4.0 ได้

ในส่วนของการปฏิรูปภาษีซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศนั้นจะมุ่งเน้นการพัฒนากฎหมายและกระบวนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยจะทำให้การเสียภาษีมีความชัดเจน แน่นอน และสะดวก รวมทั้งก่อให้เกิดต้นทุนแก่ผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ กรมสรรพากรต้องมีการสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำระหว่างประเทศ เช่น OECD เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลภาษีอากร

สำหรับเป้ารายได้ในปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท และเป้ารายได้ปี 2562 อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท ด้านจำนวนผู้เสียภาษียื่นแบบบุคคลธรรมดาประมาณ 10 ล้านคน สำหรับนิติบุคคลยื่นเสียภาษีประมาณ 6 แสนราย

ทั้งนี้ กฎหมายได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบเสียภาษีและไม่ต้องยื่น โดยหากดูเฉพาะเงินเดือนและมีสถานะเป็นโสดต้องมีรายได้เกิน 120,000 บาท ต่อปี และหากมีคู่สมรส ต้องมีรายได้เกิน 220,000 บาทต่อปี จึงต้องยื่นแบบเสียภาษี  สำหรับกรณีที่ไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว กรณีโสดต้องมีรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อปี และหากมีคู่สมรสต้องมีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี

  

ติดตามคอลัมน์  Exclusive Interview ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 435 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking