วารสารการเงินธนาคาร
Cover Story : เศรษฐีไทยรวยอันดับ 2 อาเซียน แบงก์ลุย Private Banking

เศรษฐีไทยรวยอันดับ 2 อาเซียน

แบงก์ลุย Private Banking

เศรษฐีไทยเนื้อหอมมั่งคั่งอันดับ 2 ของอาเซียน รวยเพิ่มขึ้นกว่า 13% รวมมูลค่าความมั่งคั่ง 19 ล้านล้านบาท แบงก์ไทย-แบงก์ต่างชาติบุกธุรกิจ Private Banking ลุยให้บริการบริหารการลงทุนทั่วโลกเพิ่มผลตอบแทน บริหารความเสี่ยง พร้อมวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งสู่ทายาท Wealth Planning

The Boston Consulting Group (BCG) เผยรายงาน BCG Global Wealth ระบุว่าในปี 2560 มูลค่าตลาดบริหารความมั่งคั่งในเอเชียมีการเติบโตถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเติบโตมากกว่าความมั่งคั่งในโลกที่เติบโต 12% ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบสินทรัพย์การลงทุน

และจากรายงาน Wealth Report ของ Capgemini ในช่วงปี 2016 จำนวนของ Wealth Population หรือบุคคลที่มีความมั่งคั่งระดับสูงในประเทศไทย (1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป) มีการเติบโต 12.7% จากปี 2015 อยู่ที่ 107,860 คน และมีมูลค่าความมั่งคั่ง 548.07 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 19 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.3% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน

กสิกรไทยชูกลยุทธ์มั่งคั่งคุมเสี่ยง

สร้าง Perfect Wealth Happiness

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Business Group Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2561 การแข่งขันในธุรกิจลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป หรือ Private Banking มีความคึกคักอย่างมาก เห็นได้จากที่มีผู้ให้บริการหลากหลายทั้งธนาคารพาณิชย์ในประเทศและสถาบันการเงินจากต่างประเทศ ที่เริ่มกลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การร่วมลงทุน (Joint Venture) ซึ่งสะท้อนว่าตลาดลูกค้าPrivate Bankingมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก

สำหรับธนาคารกสิกรไทยได้ปรับโครงสร้างสายงาน Private Bank ขึ้นเป็นกลุ่มงาน Private Bank เพราะจะมีความสำคัญมากขึ้นต่อธุรกิจของธนาคาร จึงแยกออกมาเป็นกลุ่มงานที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม และให้อำนาจในการตัดสินใจเบ็ดเสร็จ เบื้องต้นมีแผนการขยายทีมที่ปรึกษา ทีมประกัน ฝ่ายกฎหมาย และเพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ รองรับบริการที่จะมุ่งเน้นเรื่องการบริหารที่ดิน หรือเงินลงทุนต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตตามยุทธศาสตร์และโจทย์ของไพรเวตแบงก์ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารมีทางเลือกในการวางแผนความมั่งคั่งให้แก่ลูกค้า Private Banking ภายใต้บริการ Wealth Planning Service ที่ร่วมกับพันธมิตรที่มีมายาวนานคือ ลอมบาร์ด โอเดียร์ผู้เชี่ยวชาญในด้าน Private Bank มากว่า 222 ปี โดยใน 6 ด้าน ได้แก่

1.วางแผนความยั่งยืนให้ธุรกิจครอบครัว

2.วางแผนทรัพย์สิน หนี้สิน และความเสี่ยง

3.โครงสร้างผู้บริหารสินทรัพย์ (Asset Holding Structure)

4.การส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจสู่ทายาท (Succession Plan) ที่สามารถทำได้ทั้งการส่งต่อในรูปทรัพย์สินหรือการส่งออกในรูปธุรกิจ ซึ่งแต่ละแนวทางมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับครอบครัวแต่ละครอบครัว

5.สาธารณกุศล

6.Family Office ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำตามแผนทั้งหมด

“เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมากเพราะลูกค้าบางรายอาจจะไม่เคยคิดในบางเรื่องมาก่อน ทั้งเรื่องการจัดการครอบครัวไม่ให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ที่ผ่านมาใช้การแบ่งตามจำนวนลูกเท่าๆ กันแต่ไม่เท่าเทียม ซึ่งความเท่าเทียมไม่ได้แปลว่าต้องเท่ากัน เรื่องเหล่านี้เป็นมิติใหม่ของธุรกิจ Private Banking ที่ทำให้ธนาคารขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่เรื่องที่ไม่ใช่แค่การเงิน”

ไทยพาณิชย์เจาะกลุ่มเศรษฐี

ยึดปรัชญา It's a Matter of Trust

นางสาวลลิตภัทร ธรณวิกรัย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายลูกค้า Private Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาด Private Banking ของประเทศไทยมีการเติบโตค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินจากต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจ Private Banking ในประเทศไทย สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ได้ให้บริการ Private Banking มายาวนาน และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าตามปรัชญาที่ธนาคารยึดถือคือ It's a Matter of Trust โดยได้จัดกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 2-10 ล้านบาท คือ กลุ่มลูกค้า SCB Prime, กลุ่มที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 10-50 ล้านบาท คือ กลุ่มลูกค้า SCB FIRST, กลุ่มที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป คือ กลุ่ม SCB Private Banking ซึ่งคาดการณ์ว่าในประเทศไทยลูกค้าในกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 30,000 คน คิดเป็นมูลค่าความมั่งคั่งกว่า 9.5 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ต่อยอดธุรกิจ Private Bank ด้วยการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง ธนาคารและ “จูเลียสแบร์” (Julius Baer) กลุ่มธุรกิจบริการ Private Banking ชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่จะเป็นภาคต่อของธุรกิจ Private Banking ของธนาคาร สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 100 ล้านบาทขึ้นไปจะอยู่ในการดูแลของบริษัทร่วมทุนที่จะเริ่มให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนสิงหาคมนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของการลงทุนสร้างผลตอบแทนนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ต้องการตัดสินใจในการลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งธนาคารจะมี Relationship Manager (RM) คอยเป็นผู้ดูแลให้บริการอย่างใกล้ชิด

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มที่ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเอง แต่ขอให้มีผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเป็นผู้แนะนำ และ กลุ่มที่ 3 เรียกว่า Discretionary Portfolio Management (DPM) ซึ่งลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจไม่มีเวลาลงทุนเองก็จะให้นโยบายในการลงทุนกับผู้จัดการกองทุน หรือ Fund Manager โดยการตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้จัดการกองทุนที่จะเลือกลงทุนภายใต้ความต้องการอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ลูกค้าระบุ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ความสามารถของผู้จัดการกองทุน

“ปัจจุบัน เห็นได้ว่าเศรษฐีไทยอายุเฉลี่ยน้อยลงกว่าเดิม และคนกลุ่มนี้มีความรู้ในเรื่องการลงทุนเป็นอย่างดี รับความเสี่ยงได้ ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มลูกค้าเศรษฐีของธนาคารอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 70 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นฐานลูกค้าของธนาคารเศรษฐีอายุเฉลี่ย 50 ปี เพราะปัจจุบันคนไทยประสบความสำเร็จเร็วขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มส่งมอบความมั่งคั่งสู่คนรุ่นทายาท”

 

ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งสายงานใหม่

บริการ Pure Private Banking

นายจิตติวัฒน์ กันธมาลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนบดีธนกิจ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ความมั่งคั่งของคนไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก ตลาด Private Banking ของไทยมีการเติบโตค่อนข้างสูงถึง 20% ต่อปี ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 30 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 1.2 แสนราย รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 19 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี พบว่าการเติบโตของเศรษฐีในนอกเมืองมีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์สูงเป็นกลุ่มที่น่าจับตามองเช่นกัน

ขณะเดียวกัน พัฒนาการเรื่องการลงทุนของของลูกค้าชาวไทยมีมากขึ้นกว่าอดีต โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทางด้านการเงินการลงทุน และมีความสนใจที่จะลงทุนที่มีความซับซ้อน นอกจากนี้ เศรษฐีไทยยังต้องการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งให้รุ่นลูกหลาน นับเป็นปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของตลาดไทย

นอกจากนี้ การที่ ธปท. ผ่อนปรนหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปริวรรตเงินตรา อนุญาตให้ลูกค้าบุคคลไปลงทุนต่างประเทศได้โดยตรง ยิ่งตอกย้ำจุดแข็งของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เพราะผู้ลงทุนสามารถการซื้อขายหรือลงทุนในเงินสกุลต่างประเทศกับธนาคารได้โดยตรง โดยลงทุนได้ในตลาดเงิน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในต่างประเทศ ผ่าน RM ของธนาคารเพียงจุดเดียว และมีผู้ให้คำปรึกษาจากทั้งประเทศไทยและสิงคโปร์แก่ลูกค้าเป็นรายบุคคลในกรณีที่ลูกค้าร้องขออีกด้วย

กลุ่มเกียรตินาคินภัทร

ชูบริการแบบไร้รอยต่อ

นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ภัทรในกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร ให้บริการด้าน Private Bank ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ภัทร (บล.) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินรายเดียวในประเทศไทยที่ให้บริการกับลูกค้า Private Banking ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ เนื่องจากมองว่าภายใต้ใบอนุญาตธุรกิจหลักทรัพย์จะช่วยให้ลูกค้าสามารถลงทุนในตลาดทุนได้อย่าครบวงจร และหากลูกค้าต้องการผลิตภัณฑ์จากตลาดเงิน เช่นเงินฝากก็จะเชื่อมกับธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งบริการของภัทรจะทำได้ทั้งสองบริการครบถ้วนแบบไร้รอยต่อ

ทั้งนี้ Private Banking ในมุมของภัทรคือการให้บริการสำหรับผู้ที่มี AUM 30 ล้านขึ้นไป โดยในส่วนของบริการด้านการลงทุน (Investment) บล.ภัทรมีแพลตฟอร์มการลงทุนครบถ้วนที่สุดในเมืองไทย เพราะนอกจะลงทุนในหุ้นแล้วยังมีเรื่องกองทุนรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

ขณะเดียวกันในสิ้นปี 2561 ภัทรจะมีแพลตฟอร์มใหม่ที่เปิดให้ซื้อกองทุนทั่วโลก (Global Mutual Fund) ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกองทุนต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF) ซึ่งปัจจุบันภัทรเป็นผู้จำหน่ายให้กับกองทุนจากประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่จะทำต่อไปคือ จะเป็นผู้จำหน่ายให้กับกลุ่มสถาบันการเงินผู้ออกกองทุนรายใหญ่ในต่างประเทศเอง ซึ่งอยู่ระหว่างการดูข้อตกลงและการทดสอบระบบส่งคำสั่งซื้อ คาดว่าการเปิดให้ลงทุนได้ภายในสิ้นปีนี้

 “นอกจากนี้ ลูกค้าบางส่วนเป็นเจ้าของบริษัทที่อาจจะมีความต้องการระดมทุนที่ไม่ซับซ้อน เช่น ต้องการระดมทุนผ่านการออกบีอีหรือ หุ้นกู้ หรืออยากเข้าตลาดผ่านไอพีโอ ก็จะมีทีม Investment Bank เข้ามาช่วยให้บริการได้ หรือถ้าลูกค้าที่เป็นธุรกิจส่วนตัวอยากเติบโต หรือบางครอบครัวไม่มีใครสานต่อธุรกิจแล้ว จะมีทีม Investment Banker ให้คำแนะนำในเรื่องเหล่านี้”

 

เครดิตสวิสบุกตลาดไทย

เสิร์ฟบริการ Wealth ระดับโลก

 นางทิพพา ปราณีประชาชน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบริหารความมั่งคั่งประจำประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เครดิต สวิส เริ่มให้บริการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในประเทศไทยเมื่อปี 2559 โดยอาศัยประสบการณ์และความรู้ความเชี่ยวชาญที่มีมานานกว่า 160 ปี ของเครดิต สวิส ที่เป็นผู้นำธุรกิจบริหารความมั่งคั่งระดับโลก

  โดยปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจบริหารความมั่งคั่งมาจากเศรษฐกิจที่มีการเติบโตขึ้นมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และคนไทยมีการขยายธุรกิจออกไปในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ความมั่งคั่งของคนไทยที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ Wealth Management จึงเติบโตดี ซึ่งจากรายงาน Global Wealth Report ของเครดิต สวิส ประจำปี 2560 พบว่า กลุ่มคนที่เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ โดยมีสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.7 พันล้านบาท) ในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 400 คน และมีการเติบโตขึ้นถึง 21%

  ขณะเดียวกัน ผลสำรวจ Asian Family Business Report ของ เครดิต สวิส ยังพบว่า 66% ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งหมด

 “จากประสบการณ์การดูแลลูกค้าในอดีตที่ผ่านมา หากคุยเรื่องการออกไปลงทุนต่างประเทศลูกค้าอาจจะยังไม่ค่อยสนใจและไม่เข้าใจ แต่ในตอนนี้บางอย่างที่ลูกค้าสนใจก็จะสอบถามว่าหากจะไปลงทุนต้องทำอย่างไร และด้วยกระบวนการทุกอย่างทำด้วยความถูกต้องโปร่งใส ลูกค้าก็มีความมั่นใจมากขึ้น”

ดีบีเอสยกระดับบริการลูกค้า

ชูผลิตภัณฑ์ที่กว้าง-หลากหลาย

 

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (DBSV) เปิดเผยว่า บริการ Wealth Management หรือ Private Wealth ของ DBSV จะปรับตามมูลค่าของสินทรัพย์การลงทุนลูกค้า เช่น นักลงทุนที่มีเงิน 10 ล้านบาท และต้องการจะจัดพอร์ต บริษัทก็จะให้คำแนะนำในการจัดสรรสินทรัพย์ตามขนาดของเงินลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการลงทุนในต่างประเทศ

  “DBSV เป็นบริษัทในเครือธนาคารดีบีเอส จึงได้รับ Know how และการถ่ายทอดแนวการปฎิบัติที่มีความเข้าใจวิธีการดูแลลูกค้า นอกจากนี้ เนื่องจากธนาคารดีบีเอสไม่มีสาขาในประเทศไทยเราจึงเป็นตัวแทนให้บริการลูกค้าระดับบน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีวงเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่มีวงเงินลงทุนน้อยกว่าระดับนี้ เราก็มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่กว้างมากพอในการให้บริการ ดังนั้น บริการจึงแบ่งเป็น Segment ตามความเหมาะสม แต่โดยพื้นฐานการลงทุนจะคล้ายกัน”

ส่วนมุมมองความน่าสนใจของธุรกิจ Wealth Management ในฐานะที่เป็นโบรกเกอร์ มองว่า ด้วยสถานการณ์ที่ค่าคอมมิสชั่นปรับลดลง ประกอบกับข้อมูลบทวิเคราะห์ที่แพร่หลาย การเปลี่ยนแปลงของโลกบีบให้ธุรกิจหลักทรัพย์ต้องปรับตัว โบรกเกอร์ที่เล็งเห็นความสำคัญจึงหันมาเน้นธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการของตนเอง

  “ถ้าเราสามารถทำกำไรให้พอร์ตลูกค้าได้ 10% การจ่ายค่าคอมฯ 0.5% คงไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องกังวล เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับ แต่ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าได้อย่างไรการจะเก็บเงินก็เป็นไปไม่ได้ ต่อให้ค่าคอมน้อยกว่านี้ลูกค้าก็คงไม่อยากให้ ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุให้โบรกเกอร์ที่ไม่สามารถพัฒนาบริการได้จะไปสู่เส้นทางการเป็น Discount Broker แต่คนที่สามารถยกระดับบริการได้ก็จะสามารถหารายได้ได้เพิ่มมากขึ้น”

 

ติดตามคอลัมน์ Cover Story ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 435 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking