วารสารการเงินธนาคาร
Special Interview : สมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

สมพร ว่องวุฒิพรชัย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

 

Bongkot Powering Thailand

For 25 Years

แหล่งก๊าซธรรมชาติ นับเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งยังก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สำคัญอย่างปิโตรเคมี ซึ่งมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของผู้คนในหลายด้าน ปัจจุบันการใช้พลังงานของประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในไทยมีสัดส่วนการใช้ประมาณ 9 แสนถึง 1 ล้านบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

         ก๊าซธรรมชาติที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ กว่า 75% เป็นก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 60% จะนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน อีกทั้งยังนำไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงเรียกได้ว่า “ก๊าซธรรมชาติ” เป็นฟันเฟืองหลักด้านพลังงานที่สำคัญ และเป็น “ต้นทาง” ของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก

         หากพูดถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญในประเทศไทยแล้วนั้น คงต้องกล่าวถึง “แหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช” ซึ่งถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ในเชิงปริมาณสำรองของก๊าซธรรมชาติที่อยู่ใต้พื้นดิน ตั้งอยู่ในอ่าวไทยห่างจากชายฝั่งจังหวัดสงขลา ประมาณ 200 กิโลเมตร ปัจจุบันมีกำลังผลิตประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศ หรือประมาณร้อยละ 30 ของปริมาณก๊าซฯ ที่ผลิตได้ภายในประเทศ และที่สำคัญยังเป็นแหล่งก๊าซฯ แห่งแรกที่ดำเนินการโดย ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทคนไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองด้านพลังงานกับต่างชาติ อันเป็นหัวใจสำคัญด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

         “แหล่งบงกชเป็นเหมือนสถาบัน เป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ของ ปตท.สผ. ที่ทำให้คนไทยมีความรู้ มีประสบการณ์และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซ จนสามารถขยายการดำเนินงานออกไปยังที่อื่นๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แหล่งก๊าซและน้ำมันหลายแห่งคงไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่มีประสบการณ์จากแหล่งบงกชมาก่อน”

         สมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เล่าให้ การเงินธนาคารฟังถึงความสำคัญของแหล่งบงกช ซึ่งเป็นสถานที่ที่บ่มเพาะให้บุคลากรไทยได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์จนเชี่ยวชาญและสามารถขยายการดำเนินการออกไปยังหลายพื้นที่ นับเป็นหนึ่งในความภูมิใจที่คนไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ด้วยตัวเอง และมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานเทียบเท่าบริษัทน้ำมันนานาชาติ

 

เริ่มต้นที่แหล่งบงกช

โรงเรียนต้นแบบสู่ความสำเร็จ

         ซีอีโอ ของ ปตท.สผ. เริ่มการสัมภาษณ์พิเศษโดยย้อนไปถึงการก่อตั้ง ปตท.สผ.ว่า มาจากวิสัยทัศน์ของรัฐที่เห็นโอกาสทางพลังงานของประเทศ ซึ่งเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ประเทศไทยยังขาดแคลนทั้งเทคโนโลยี และผู้ชำนาญการด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รัฐบาลสมัยนั้นจึงมีนโยบายให้จัดตั้งบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขึ้น โดยมอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จัดตั้ง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2528 โดยทำหน้าที่หลักในการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ ปัจจุบันนับได้ว่า ปตท.สผ. ได้ดำเนินการสำรวจและผลิตพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศไทยมาแล้วกว่า 33 ปี

         สำหรับจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ของ ปตท.สผ. ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช ต้องย้อนกลับไปหลังจากที่แหล่งบงกชถูกค้นพบเมื่อปี 2516 โดยบริษัท เทเนโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีใครคาดคิด มาก่อนว่าไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่อยู่ใต้พื้นทะเล รัฐบาลขณะนั้นเล็งเห็นถึงประโยชน์มหาศาลหากคนไทยสามารถพัฒนาแหล่งบงกช เพื่อเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของประเทศ จึงตัดสินใจซื้อสัมปทานคืนจากบริษัท เท็กซัส แปซิฟิค ในปี 2531 หลังจากการเจรจาซื้อขายก๊าซธรรมชาติไม่ประสบความสำเร็จ และมอบหมายให้ ปตท.สผ. ซึ่งเปรียบเสมือน “ตัวแทนของรัฐ” ซื้อสัมปทานแหล่งบงกช และเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงการบงกชให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

         อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้น ปตท.สผ. เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน บุคลากรไทยยังไม่มีประสบการณ์ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากนัก จึงต้องหาผู้ร่วมทุนในการดำเนินการแหล่งก๊าซฯ ขนาดใหญ่ โดยผู้ร่วมทุนชุดแรก คือ โททาล จากประเทศฝรั่งเศส บริติช แก๊ส จากประเทศอังกฤษ และ แสตทออยล์ จากประเทศนอร์เวย์ โดยทั้ง 3 รายนี้ถือว่าเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลก โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 40% และตกลงให้โททาล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการหรือ Operator ในช่วงแรก

         สมพร ขยายความว่า เวลานั้น ปตท.สผ. มีเป้าหมายว่าจะใช้โครงการนี้สร้างองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี โดยในตอนแรกโททาลประเมินว่า ปตท.สผ. อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนถ่ายการเป็นผู้ดำเนินการ หรือ Operatorship Transfer นานถึง 8 ปี แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะต้องทำให้ได้ ปตท.สผ. จึงทำข้อตกลงร่วมกันกับโททาลว่า ปตท.สผ. จะเข้าเป็นผู้ดำเนินการแทนหลังจากเริ่มผลิตก๊าซฯ จากแหล่งบงกชไปแล้ว 5 ปี และต้องมีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นผู้ดำเนินการต่อได้อย่างราบรื่น ไม่เกิดปัญหาในการส่งก๊าซฯ ให้กับประเทศ

         “เราได้ตั้งทีมคนไทย 15 คน เข้าไปทำหน้าที่หลักตั้งแต่วันแรก เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่อีก 5 ปีจะได้นำองค์ความรู้ทุกอย่างที่มีกลับมาเพื่อเป็นผู้ดำเนินการเองให้ได้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง จนทำให้เราประสบความสำเร็จในการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน”

         สมพร บอกว่า การเปลี่ยนถ่ายการเป็นผู้ดำเนินการจากโททาลมาเป็น ปตท.สผ.ในครั้งนั้น มีการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากร จน ปตท.สผ. เข้าเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งนี้อย่างสมบูรณ์ นี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการบงกชแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของประเทศที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ไทยมาตลอดระยะเวลา 25 ปี

25 ปีแห่งการต่อยอดองค์ความรู้

ทั้งใน-นอกประเทศ

         นับจากเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2536 โครงการบงกชจะครบรอบการผลิต 25 ปีเต็มในเดือนกรกฎาคมนี้

         สมพร บอกว่า จากระยะแรกเริ่มของแหล่งก๊าซบงกชที่มีกำลังการผลิตเพียง 250 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปัจจุบันสามารถพัฒนากำลังการผลิตได้สูงถึง 900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน การผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการต่อยอดด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยทุกขั้นตอนของการดำเนินงานปฏิบัติตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย ความมั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม

         “แหล่งบงกชมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยสูงสุด เช่น น้ำใต้ดินที่ได้จากกระบวนการผลิตจะถูกอัดกลับลงสู่ชั้นใต้ดินทั้งหมด ไม่มีการปล่อยลงสู่ทะเลเพื่อไม่ให้เกิดมลภาวะ โดยมีสถิติด้านความปลอดภัยที่ดีมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดว่าเรามีการดำเนินการตามมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง”

         ไม่ใช่ที่บงกชเพียงแห่งเดียวเท่านั้น สมพรบอกว่า การดำเนินการตามมาตรฐานสากลต่างๆ ทั้งด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมถูกนำมาประยุกต์ใช้ในทุกพื้นที่ปฏิบัติการของ ปตท.สผ. ในด้านสิ่งแวดล้อม ปตท.สผ. เป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2004 ด้านความปลอดภัย ปตท.สผ. ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย OHSAS 18001 โดยเป็นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองดังกล่าวเช่นกัน

         “ปตท.สผ. มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุ โดยมีเป้าหมายสถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์ หรือ Target Zero ทั้งด้านความปลอดภัยในกระบวนการผลิตและความปลอดภัยของบุคลากร ที่ผ่านมาเราจึงมีผลการประเมินด้านความปลอดภัยอยู่ใน Top quartile เมื่อเทียบกับสถิติขององค์กรผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซนานาชาติ (International Association of Oil & Gas Producers - IOGP) ซึ่งมาตรฐานต่างๆ ที่เราได้รับทั้งหมดนี้ นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย”

         สมพรเน้นว่า หากจะกล่าวว่าความสำเร็จต่างๆ ของ ปตท.สผ. ในปัจจุบันล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากแหล่งบงกชคงไม่ผิดนัก เพราะที่นี่ทำให้ ปตท.สผ. ได้สั่งสมประสบการณ์ ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงาน วิธีการตัดสินใจ ล้วนสามารถใช้เป็นฐานในการพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะขยายขอบเขตการทำงานออกไปยังโครงการอื่นๆ ทั่วโลก เช่น แหล่งก๊าซธรรมชาติซอติก้าที่ตั้งอยู่ในอ่าวเมาะตะมะ ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดที่ ปตท.สผ. ดำเนินการเองในต่างประเทศ

         “หากเราไม่มีองค์ความรู้จากบงกชมาก่อน ก็คงไม่มีโครงการซอติก้าเกิดขึ้น แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา และองค์ความรู้ที่ได้จากการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทำให้วันนี้เราสามารถพัฒนาแหล่งซอติก้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเป็นผู้ดำเนินการและบริหารจัดการเองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนในการสำรวจ การพัฒนา และการผลิตในปัจจุบัน ทุกวันนี้ ก๊าซฯ จากแหล่งซอติก้าเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เข้ามาเป็นพลังงานใช้ในประเทศไทย และส่วนหนึ่งใช้ในเมียนมาเอง เกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ”

 

ติดตามคอลัมน์ Special Interview ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนกรกฎาคม 2561 ฉบับที่ 435 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking