ข่าวรอบวัน
สตาร์ทอัพไทยสมรรถนะยังต่ำ ขาดแรงงานวิศวกร ประสบการณ์ธุรกิจน้อย

นายจิรัฐ เจนพึ่งพร เศรษฐกรอาวุโส ทีมวิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจมหาภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประมาณศักยภาพของอุตสาหกรรมเทคสตาร์ทอัพไทยในอนาคตพบว่า เทคสตาร์ทอัพจะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจไทย คิดจากมูลค่าเพิ่มทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ 1.5 % จีดีพีใน 20 ปีข้างหน้า แต่หากคิดในมิติของตลาด มูลค่าที่ประเทศไทยผลิตสตาร์ทอัพได้คิดเป็น 1 ใน 10 ของความต้องการในตลาดในอีก 20 ปีข้างหน้าเท่านั้น

“ปัจจุบันจำนวนเทคสตาร์ทอัพของไทยมีจำนวน 1,000 รายน้อยว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่มี 1,800 ราย สมรรถนะของกลุ่มสตาร์ตอัพไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ขณะที่เทคสตาร์ทอัพชั้นนำของไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายได้หรือโดนควบรวมกิจการ มูลค่ายังต่ำกว่าเทคสตาร์ทอัพชั้นนำของโลกอยู่มาก”

ทั้งนี้อุตสาหกรรมเทคสตาร์ทอัพประสบกับแรงเสียดทานจากปัจจัยด้านแรงงานเนื่องจากบัณฑิตคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่หันไปประกอบอาชีพอื่น และผู้ที่ทำงานสายตรงส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันผู้ที่มีความเป็นผู้ประกอบการส่วนหนึ่งขาดแนวคิดทางธุรกิจ

อย่างไรก็ดีการวิเคราะห์ระบบนิเวศเทคสตาร์ทอัพ 5 ด้านตามกรอบของ Startup genome คือด้านการระดมเงินทุน สตาร์ทอัพของไทยมีความพร้อมในด้านเงินทุนมากกว่าด้านอื่นๆ ด้านการเข้าถึงตลาด สตาร์ทอัพไทยยังอยู่ในระดับพอใช้ได้ ด้านประสบการณ์ของเมือง สตาร์ทอัพไทยยังมีประสบการณ์น้อยมาก  ด้านแรงงานเป็นด้านที่มีข้อจำกัดมากที่สุด  และด้านสมรรถนะ สตาร์ทอัพของไทยยังมีสมรรถนะต่ำ

นายจิรัฐ กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดในด้านแรงงานมากที่สุด นอกจากขาดแคลนวิศวกรซอฟต์แวร์แล้ว บุคลากรส่วนใหญ่ยังมีประสบการณ์ในภาคเทคโนโลยีไม่มาก แต่ว่าในด้านเงินทุนจัดว่ามีความพร้อมมากกว่าด้านอื่นๆ เนื่องจากเงินทุนที่สตาร์ทอัพไทยได้รับโดยเฉลี่ยใกล้เคียงกับระบบนิเวศชั้นนำของโลก และมีกลุ่มบริษัทร่วมทุน Venture Capital ในไทยยังมีเม็ดเงินส่วนเกินอยู่มาก

“หากเป็นการระดมเงินด้วยการขอแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน เทคสตาร์ทอัพอาจจะมีความเสี่ยงสูง เพราะอัตราการอยู่รอดของสตาร์ตอัพลดน้อยลงไปจากธุรกิจที่ทำมา2พบว่าอยู่รอด 20% แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 5 มีอัตราการอยู่รอดเพียง 1 % จึงเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงิน แต่ก็มีการระดมทุนจากบุคคลหรือ แองเจิ้ล ในประเทศที่พร้อมจะให้เงินทุนในการพัฒนาต่อไป”

นายจิรัฐ กล่าวอีกว่า การวิเคราะห์สตาร์ทอัพแถวหน้าที่ประสบความสำเร็จพบว่า ผู้นำด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่เป็นบริษัทหน้าใหม่ อายุไม่มาก แต่การแข่งขันที่สูงขึ้นจากสตาร์ตอัพหน้าใหม่ ทำให้เทคโนโลยีของรายเก่าส่วนใหญ่ลดลงและล้าสมัยไป ทั้งนี้ระดับเทคโนโลยีของทั้งอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ที่ 60 % ของสตาร์ตอัพแถวหน้าทั้งหมด

การวิเคราะห์การเคลื่อนย้ายแรงงานของกลุ่มตัวอย่างเพื่อจำลองชีวิตของบุคลากรบริษัทสตาร์ทอัพ พบว่า ภายใน 1 ปี แรงงานส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่ภาคนอกระบบเช่น ทำงานส่วนตัวและกิจการเล็ก อย่างไรก็ดี ส่วนใหญ่จะค่อยๆเคลื่อนย้ายเข้าไปในภายในระบบได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งแรงงานและประเทศ เพราะว่าแรงงานจะได้ทำงานเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น  โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าระบบ ได้แก่ อายุ การศึกษา

อย่างไรก็ดี นโยบายที่จะเพิ่มปริมาณบุคลากรเทคสตาร์ทอัพจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยเฉพาะการแนะแนวเยาวชนให้เลือกอาชีพได้สอดคล้องกับเป้าหมาย และในระดับอุดมศึกษา การเรียนการสอนสาขาคอมพิวเตอร์ ควรมุ่งเน้นภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการดำเนินโครงการธุรกิจ รวมถึงจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการดำเนินโครงการ

“การพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่มีประสบการณ์น้อย สามารถช่วยได้ผ่านการฝึกสอน โดยสตาร์ทอัพที่มีประสบการณ์ ซึ่งภาครัฐสนับสนุนได้ด้วยการส่งเสริมเครือข่ายและจูงใจผู้ฝึกสอน เช่น การให้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษี”

นายจิรัฐ กล่าวด้วยว่า ทุกภาคส่วนจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ล้มเหลว ผ่านการให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน รวมถึงความล้มเหลวกับว่าที่ผู้ประกอบการ และช่วยพัฒนาทักษะ การพัฒนาสัญญาณด้านทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาด

 

สตาร์ทอัพของไทยอยู่ตรงไหน ของระบบนิเวศ?

การวิเคราะห์ระบบนิเวศเทคสตาร์ทอัพ 5 ด้านตามกรอบของ Startup genome คือ ด้านการระดมเงินทุน ด้านการเข้าถึงตลาด ด้านประสบการณ์ของเมือง ด้านแรงงาน และด้านสมรรถนะ


อ่านฉบับเต็มได้ที่ ตอนที่ 1 : https://bit.ly/2m8trl5
 

                       ตอนที่ 2 : https://bit.ly/2KZkmsN

 

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking