เทคโนโลยีการเงิน
มาร์เก็ตแคป 100 อันดับ บริษัทขนาดใหญ่ของโลกแตะ 20 ล้านล้านดอลลาร์ บจ.จีนโตต่อเนื่องไล่บี้สหรัฐฯ

PwC เผยมาร์เก็ตแคปของ 100 บริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกณ 31 มีนาคม 2561 เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เปรียบเทียบกับดัชนี MSCI World Indexที่ เพิ่มขึ้นเพียง 11.5% โดยบริษัทสหรัฐฯยังครองตำแหน่งผู้นำมาร์เก็ตแคปตลาดโลก ขณะที่บริษัทจดทะเบียนจีนตามมาเป็นอันดับที่ 2 พบอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การเงิน และสินค้าผู้บริโภค มีมาร์เก็ตแคปเติบโตสูงสุดด้านมาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทย มองยังคงเติบโตในระยะยาว หลังมีพัฒนาการทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ

 

                 นาย บุญเลิศ กมลชนกกุล หุ้นส่วน และหัวหน้าสายงาน Clients and Markets บริษัท PwCประเทศไทย เปิดเผยถึงรายงานGlobal Top 100 companies by market capitalisationของ PwCที่ทำการวิเคราะห์ 100 อันดับบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) สูงสุดของโลกว่า มาร์เก็ตแคปรวมของ 100บริษัทขนาดใหญ่ของโลก ณ 31 มีนาคม 2561 อยู่ที่ 20,035 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2,597 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 15% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของมาร์เก็ตแคปนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 12%

                 ทั้งนี้ 48% ของมาร์เก็ตแคป 100 บริษัทขนาดใหญ่ของโลกที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมานั้น เพราะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง และกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เห็นสัญญาณของการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มาร์เก็ตแคปของบริษัทจากฝั่งยุโรปก็เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แต่ส่วนแบ่งการตลาดยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

                 รายงานระบุว่า เกินกว่าครึ่งของ 100 อันดับ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดของโลก เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน (หรือ 54 บริษัทลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 55 บริษัท) ซึ่งนับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันโดยคิดเป็น 61% ของมาร์เก็ตแคปรวม ลดลงจาก 63% ในปีที่แล้ว

                 สำหรับบริษัทที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 3 อันดับแรกจาก 100 อันดับ บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของโลก ณ 31 มีนาคม 2561 ได้แก่ อันดับที่ 1 อเมซอน โดยมีมูลค่าของมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นถึง 278 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

                 ขณะที่อันดับที่ 2 และ 3 เป็นบริษัทสัญชาติจีน ได้แก่ เทนเซ็นต์ มีมูลค่าของมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 224 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 82% และอาลีบาบา มีมูลค่าของมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 201 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 75% ตามลำดับ ขณะที่บริษัทที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 3 อันดับถัดมาล้วนเป็นบริษัทจดทะเบียนจากสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ไมโครซอฟ อัลฟาเบท และ แอปเปิล

                 อย่างไรก็ดี แอปเปิลถือเป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่อันดับที่ 1 ของโลกเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน แม้ว่ามูลค่ามาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอันดับที่ 6 ของโลกก็ตาม ขณะที่อันดับที่ 2 ได้แก่ อัลฟาเบท บริษัทแม่ของกูเกิลซึ่งช่องว่างของมูลค่ามาร์เก็ตแคประหว่าง อัลฟาเบท กับ แอปเปิลนั้น ยังค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ โดย ณ 31 มีนาคม 2561 ส่วนต่างระหว่างมูลค่ามาร์เก็ตแคปของทั้งสองบริษัทลดลง 25% เหลือ 132 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 175 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

                 นอกจากนี้ รายงานยังระบุด้วยว่า แอปเปิลเป็นบริษัทที่มีมูลค่าการจ่ายคืนผู้ถือหุ้นสูงกว่าบริษัทอื่นๆ ในโลก เห็นได้จากการจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืนในปีที่ผ่านมาถึง 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ เจพี มอร์แกน เชส มีการจ่ายคืนผู้ถือหุ้นสูงเป็นอันดับที่ 2 ด้วยมูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ก่อน

                 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามรายกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 โดยนำหน้ากลุ่มการเงิน(Financials)ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ตามด้วยกลุ่มสินค้าผู้บริโภค (Consumer goods) ในส่วนของบริษัทชั้นนำของโลก3 อันดับแรก (Top 100 global companies)เป็นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีได้แก่ แอปเปิล อัลฟาเบท และ ไมโครซอฟ ขณะที่ เทนเซ็นต์อยู่ในอันดับที่ 5 และเฟสบุ๊ค รั้งอันดับที่ 8 โดยตกจากอันดับที่ 6 เมื่อปีที่แล้ว

                 ในส่วนของบริษัทยุโรปนั้น ได้รับผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เห็นได้จากความผันผวนของมูลค่าตลาดมาโดยตลอด อย่างไรก็ดี ในช่วง1 ปีที่ผ่านมา บริษัทในยุโรปเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยมีจำนวนของบริษัทยุโรปที่ติดอันดับ 100 บริษัทแรกเพิ่มจาก 22 เป็น 23 บริษัท หรือคิดเป็นมูลค่ามาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นถึง 331 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่แม้จะเห็นการปรับตัวดีขึ้น จำนวนบริษัทยุโรปที่ติดอันดับก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 2553 ที่เคยมีบริษัทติด 100 อันดับแรกถึง 33 บริษัท ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดในปีนี้นั้น ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วที่ 17% และลดลงจาก 27% ในปี 2552

                 รายงานของ PwC ชี้ว่า มาร์เก็ตแคปของบริษัทจากจีนใน 100 อันดับแรกของโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 57% เปรียบเทียบกับปีก่อน โดยมีบริษัทสัญชาติจีนถึง 12 บริษัทที่ติดอันดับในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 10 บริษัทในปีที่ผ่านมา และยังมีบริษัทจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนอีก 2 บริษัทด้วย เพิ่มขึ้นจาก 1 บริษัทในปีที่ผ่านมา

                 นอกจากนี้ เทนเซ็นต์ ยังเป็นบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ของจีนติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ในปีนี้ และสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจาก อเมซอน โดยมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปที่เพิ่มขึ้นถึง 82% เป็น 496 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามด้วยอาลีบาบาในอันดับที่ 3 (บริษัทอันดับที่ 2 ของจีน)โดยมีมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 75% เป็น 470 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งนี้ ยังช่วยผลักดันให้ทั้งสองบริษัทติดอันดับบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรกโดย เทนเซ็นต์อยู่ในอันดับที่ 5 และ อาลีบาบาอยู่ในอันดับที่ 7

                 นาย รอส ฮันเตอร์ หัวหน้าศูนย์การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก และหุ้นส่วนของ PwC ประเทศ สหราชอาณาจักร กล่าวว่า  “ลักษณะที่โดดเด่นของตัวเลขในปีนี้คือ การเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของมูลค่าตลาดของบริษัทชั้นนำจากจีน โดยจะเห็นว่าหลายปีที่ผ่านมา บริษัทอเมริกันเป็นผู้ขยายอาณาเขตทางธุรกิจไปทั่วโลก โดยมีความพร้อมทั้งในด้านของความเข้มแข็งทางการเงิน บวกกับความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทิ้งห่างบริษัทจากที่อื่นๆ ทั่วโลกแต่มาตอนนี้ บริษัทจีนกำลังขยายการเติบโต ไล่ไต่อันดับขึ้นมาติดๆ และประสบความสำเร็จไม่แพ้บริษัทจากสหรัฐฯการที่บริษัทอย่างเทนเซ็นต์และอาลีบาบา ติดบริษัท 10 อันดับแรกของโลกยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จนี้ได้อย่างชัดเจน”

                 ด้าน นาย บุญเลิศ กล่าวทิ้งท้ายว่าในส่วนของตลาดหุ้นไทย หากพิจารณาจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่า ณ 31 มีนาคม 2561 มาร์เก็ตแคปของ SET และ mai อยู่ที่ 18.1 ล้านล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3 ล้านล้านบาท หรือ 14.7% โดยบริษัทในกลุ่มบริการมีมาร์เก็ตแคปใหญ่เป็นอันดับที่ 1 ที่ 4.4 ล้านล้านบาท ตามด้วยอันดับที่ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากรที่ 4 ล้านล้านบาท และอันดับที่ 3 กลุ่มธุรกิจการเงินที่ 2.9 ล้านล้าน

                 “เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงกว่า 40 ปีที่ผ่านมา มีพัฒนาการที่เติบโตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจและกิจการของประเทศที่ก้าวหน้าขึ้น กลุ่มอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดหุ้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงบริษัทในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน หรือ สื่อสารเหมือนเช่นในอดีต โดยบริษัทในกลุ่มบริการ ค้าปลีก สุขภาพ และการท่องเที่ยวได้กลายเป็นอีกฟันเฟืองสำคัญ ที่ขับเคลื่อนให้ขนาดของตลาดหุ้นไทยนั้น มีความหลากหลายและน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น สำหรับอนาคตต่อจากนี้ คงต้องจับตาบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งเวลานี้กำลังเป็น

                 เทรนด์ของโลก โดยเชื่อว่า ด้วยแนวโน้มความต้องการของตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป น่าจะยิ่งผลักดันให้บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดทุนโดยรวมของไทยยิ่งเติบโตกว่าในยุคก่อนๆ”

ติดตามรับข้อมูลข่าวสารแวดวงการเงิน-การลงทุนทันสถานการณ์ Line “การเงินธนาคาร" ที่ @MoneyandBanking (มี @) หรือคลิก เพิ่มเพื่อนได้จากลิงก์นี้ https://line.me/R/ti/p/%40moneyandbanking

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking