วารสารการเงินธนาคาร
Exclusive Interview : ดร. วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ดร. วิรไท สันติประภพ

             ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย               

ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

                 ความผันผวนของตลาดการค้า และตลาดการเงินโลกที่ถูกรุมเร้าจากหลากหลายปัจจัย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร แบบเจาะลึกถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2561 รวมถึงประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ ทั้งจากภายในและนอกประเทศ พร้อมเผยถึง 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องมีการปรับโครงสร้างด้วยการเพิ่มผลิตภาพให้กับประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแท้จริง

การเงินธนาคาร : การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทยในอนาคตควรเป็นไปในทิศทางใด?

                 ดร.วิรไท กล่าวว่า เนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจมีองค์ประกอบจาก 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมาในส่วนนโยบายการเงินของประเทศไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ด้านนโยบายการคลังก็มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างต่อเนื่องและในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการลงทุนโครงการระยะยาวเพิ่มมากขึ้น

                 อย่างไรก็ตามนโยบายที่สำคัญและจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อเนื่องไปในอนาคตคือ นโยบายที่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันผลิตภาพ หรือ Productivity ในหลายประเทศอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศไทย เพราะฉะนั้นควรจะมุ่งเน้นเรื่องผลิตภาพที่จะช่วยลดต้นทุน และทำให้รายได้เพิ่มขึ้น

                 นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้านโยบายด้านแรงงานก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปิดรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะ หรือ Skilled Labor อาจจะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการตัดสินใจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ไม่เช่นนั้นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยจะยิ่งสะสมมากขึ้น

                 ด้านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการตอบโจทย์สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและรักษาสมดุลกับต่างประเทศ ด้วยตลาดเงินและตลาดทุนที่เชื่อมโยงกัน หากกันชนของประเทศไม่แข็งแรงเพียงพอก็จะทำให้มีความอ่อนไหว และเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกเริ่มปรับตัวอาจส่งผลให้ขาดความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันภาพรวมของประเทศไทยมีกันชนที่อยู่ในระดับค่อนข้างดี

                 กันชนประการแรกคือ ประเทศไทยพึ่งพิงเงินตราต่างประเทศค่อนข้างน้อย และพันธบัตรรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นของ ธปท.และรัฐวิสาหกิจ มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติถือครองอยู่ประมาณ 10% ของยอดคงค้าง เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างชาติมีการถือครองในระดับสูงถึงประมาณ 40% ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินโลกปรับตัวขึ้นประเทศเหล่านั้นจึงค่อนข้างอ่อนไหวมากกว่า

                 กันชนประการที่สองคือ ประเทศไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับค่อนข้างสูงมาก ซึ่งในปี 2560 มีการเกินดุลประมาณ 49,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปีนี้คาดว่าจะเกินดุลประมาณ 9% ของ GDP หรือ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

                 กันชนที่สามคือ เมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศ ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าประมาณ 1.5 เท่า อยู่ในระดับที่สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นซึ่งจะครบกำหนดใน 1 ปี ประมาณ 3.5 เท่า ซึ่งเป็นกันชนที่ทำให้สามารถรับแรงปะทะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความผันผวนจากภายนอก รวมถึงมีความเป็นอิสระในการทำนโยบายการเงินเพื่อที่จะตอบโจทย์เศรษฐกิจในประเทศ

                 ดังนั้นเมื่อทิศทางดอกเบี้ยในตลาดโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น ประเทศไทยจึงไม่จำเป็นต้องปรับตามในทันที เพราะประเทศไทยมีกันชนทำให้มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบาย รวมถึงมีแรงกดดันเงินเฟ้อที่ค่อนข้างต่ำมาก

                 อย่างไรก็ตามในขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำต่อเนื่องมาเป็นเวลานานอาจจะส่งผลข้างเคียงได้ในหลายมิติ เพราะกระทบทั้งผู้กู้และผู้ออมด้วย ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุการสร้างเงินออมที่พอเพียงและการสร้างความมั่นคงด้านการเงินของประชาชนก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในระยะยาว

 

การเงินธนาคาร : ทิศทางการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท.จะเป็นอย่างไรในอนาคต?

                 ดร.วิรไท กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินจะยังคงเป็นไปในลักษณะที่ผ่อนคลาย แต่อาจจะไม่มากถึงระดับที่เรียกว่า Unconventional แต่จะเป็นแบบ Normalization คือทำให้เป็นปกติมากขึ้น เพราะฉะนั้นนโยบายการเงินในช่วงต่อไปจะยังเป็นแนวทางที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

                 โดยยึดหลักการกรอบนโยบายการเงินแบบยืดหยุ่น อาจจะแตกต่างจากบางประเทศที่กำหนดตัวเลขเป้าหมายเงินเฟ้อ แต่ของ ธปท.เป็นกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีความยืดหยุ่นและค่อนข้างกว้าง ซึ่งตอนนี้อัตราเงินเฟ้อเริ่มกลับเข้ามาเคลื่อนไหวตามกรอบแล้ว

                 ในการดำเนินนโยบายทางการเงินมองว่ามีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาร่วมกัน เพื่อเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพ ซึ่งการรักษาเสถียรภาพประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ 1. การสร้างกันชนเพื่อป้องกันปัญหาภายนอกที่อาจจะถูกกระทบ 2. กำจัดจุดเปราะบาง หากในประเทศมีประเด็นที่เป็นจุดเปราะบางจะต้องป้องกันไม่ให้เรื่องเล็กลุกลามกลายเป็นปัญหา

                 3. การมองไกล แม้ว่าในช่วงระยะสั้นอาจจะมีประเด็นที่เป็นข้อเรียกร้องให้ ธปท.ดำเนินการในหลายเรื่องแต่เราต้องยึดหลักการมองไกลเพื่อรักษาเป้าหมายการตอบโจทย์ในระยะยาวด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะต้องมีการประเมินสถานการณ์ข้างหน้า โดยตรวจสอบความเสี่ยงปัจจัยต่างๆ เพื่อพิจารณาตัดสินใจในการปรับขึ้นหรือคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

                 อย่างไรก็ตามในการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินยังมีมิติอื่นๆ ที่ใช้พิจารณารวมกับประเด็นเรื่องเสถียรภาพ โดยมิติแรก คือ อัตราเงินเฟ้อ ด้วยการพิจารณาแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นว่ามีความยั่งยืนมากน้อยเพียงใดและปัจจัยที่สนับสนุนเบื้องหลัง มิติที่สอง การขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ในปีนี้คาดการณ์อัตราการเติบโตของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 4.4% และ 4.2% ในปีหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ค่อนข้างสูง สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของการขยายตัวของเศรษฐกิจ

                 มิติที่สาม เสถียรภาพระบบการเงิน ด้วยผลข้างเคียงจากการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานานจึงต้องคำนึงถึงเสถียรภาพระบบการเงิน และมิติที่สี่ เครื่องมือทางการเงินสำหรับเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้  

                 เนื่องจากวันนี้นโยบายการเงินที่ใช้อาจจะเรียกว่าเกือบหมดหน้าตักแล้ว เป็นเหตุผลที่หลายๆ ประเทศต้องเริ่มพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพราะในภาวะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวชัดเจนมากขึ้น ธนาคารการก็ต้องสร้างความสามารถในการทำนโยบายในอนาคตเตรียมไว้ด้วย เพราะหากต้องเข้าไปดูแลหรือกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตจำเป็นต้องมีกระสุนสะสมไว้

 

การเงินธนาคาร : ธปท.จะมีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

                 ดร.วิรไทกล่าว่า ต้องมีการส่งสัญญาณ เพราะแนวคิดของการทำนโยบายการเงินไม่ต้องการเซอร์ไพรส์ตลาด และไม่เป็นผลดีในการไปสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาด ขณะนี้ ธปท.สื่อสารมากขึ้น รวมทั้งในรายงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าได้มีการพูดถึงจังหวะที่เหมาะสมของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยพูดเลย

                 โดยเริ่มสื่อสารว่าได้ให้ความสำคัญกับมิติเรื่องอะไรบ้างและมีมุมมองแต่ละมิติอย่างไร เช่น จะเห็นว่าเมื่อเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น น้ำหนักของการทำโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษก็จะน้อยลงไป  หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยบ้างก็เชื่อว่าไม่กระทบกับความสามารถในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักเรื่อง Policy Space หรือขีดความสามารถในการทำนโยบายในอนาคต เพราะถ้าเศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น  อาจจะกระทบกับเสถียรภาพระบบการเงินทำให้มีจุดเปราะบางต่างๆ ในอนาคต ก็จะเสียโอกาสในการใช้นโยบายการเงินเข้าไปดูแลบริหารจัดการ เป็นสิ่งที่เรียกว่าประเมินสถานการณ์ Data Dependent อยู่ตลอด  

                 รวมถึงวิธีการที่เปิดเผยโหวตของคณะกรรมการ กนง. ก็เป็นการส่งสัญญาณเช่นเดียวกัน โดยกรรมการหนึ่งท่านที่โหวตให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะไม่กระทบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังเป็นนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศและเทียบกับสภาวะการณ์ในขณะนี้ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่ควรประเมินความเสี่ยงเรื่องต้นทุนทางการเงินที่ต่ำเกินควร  

                 อีกเรื่องหนึ่งคือจะเห็นว่ามีการถอดมาตรการบางอย่างที่ได้นำมาใช้ชั่วคราว อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา มีคนมาพักเงินในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก จึงได้มีมาตรการลดการออกพันธบัตร ธปท.ระยะสั้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลดลงไปต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะไม่ต้องการให้คนมาพักเงิน ตอนนี้เมื่อแรงกดดันนี้ลดลงไป จึงได้ปรับการออกพันธบัตรเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติมากขึ้น เพื่อปรับให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นกลับเข้าใกล้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งในตลาดเงินก็จะรู้ว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในกระบวนการของการค่อยๆ ส่งสัญญาณที่จะมีการปรับเข้าสู่ Normalize 

 

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview  ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนสิงหาคม 2561 ฉบับที่ 436 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 
และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIiR/ti/p/%40moneyandbanking

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ติดตามรับข้อมูลข่าวสารแวดวงการเงิน-การลงทุนทันสถานการณ์ Line “การเงินธนาคาร" ที่ @MoneyandBanking (มี @)
หรือคลิกเพิ่มเพื่อน : https://line.me/R/ti/p%40moneyandbanking

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking