Money Product
จับจังหวะลงทุนหุ้นจีน กองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ (ONE-ALLCHINA)

 

          หากจะพูดถึงประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก เราคงไม่อาจมองข้ามพี่ใหญ่อย่างประเทศจีนไปได้ เพราะด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก และกำลังขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับจำนวนประชากรที่มากกว่าพันล้านคน จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าจีนมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน

          เป็นธรรมดาที่ความยิ่งใหญ่มักจะมาพร้อมกับโอกาสที่น่าสนใจเสมอ และด้วยเหตุนี้ บลจ.วรรณ จึงได้จับจังหวะเปิดตัวกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจีน คือ กองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ (ONE-ALLCHINA) โดยเน้นลงทุนในหุ้นจีนทั้งในประเทศจีน (A-Share) และนอกประเทศจีน (H-Share)

          อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศจีนจะมีเสน่ห์ดึงดูดอยู่มาก แต่หลายคนก็อาจจะยังลังเลใจ รวมถึงใครที่ลงทุนหุ้นจีนไปเมื่อหลายปีก่อนแล้วเคยบาดเจ็บกันมาบ้าง แต่เราลองมาดูกันว่า เหตุใดการเข้าไปลงทุนหุ้นจีนในปีนี้จึงเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว?

โอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจีน

          สำหรับสาเหตุที่ทำให้จีนเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุน เหตุผลประการแรก จีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก โดยจากข้อมูลในปี 2016 พบว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน (GDP) มีสัดส่วนประมาณ 15% ของเศรษฐกิจโลก รองจากสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 24.6%

          เหตุผลประการที่สอง การเติบโตของเศรษฐกิจีนมีทิศทางที่ชัดเจนและรัฐบาลมีเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายได้เต็มที่ โดยจะเห็นได้จากการที่จีนมีแผนเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 13 ซึ่งตั้งเป้าหมายให้บรรลุผลภายในปี 2020 ที่มีประเด็นสำคัญ ดังนี้

          - การปฏิรูปภาคการเงิน พร้อมกับเปิดเสรีตลาดเงินและตลาดทุนมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รับเงินหยวนเข้าเป็นเงินสกุลที่ 5 ในตะกร้าเงินสำรองของ IMF หรือ Special Drawing Right (SDR) ต่อจากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง และเยน ทำให้เงินหยวนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีโครงการ Shenzhen Hong Kong Stock Connect ซึ่งเชื่อมต่อตลาดหุ้นฮ่องกงกับตลาดหุ้นเซินเจิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วโลกที่ซื้อขายผ่านตลาดฮั่งเส็งในฮ่องกง สามารถเข้าถึงตลาดหุ้นเซินเจิ้นได้ ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจดทะเบียนอยู่เป็นจำนวนมาก

          - การมุ่งขยายตัวเติบโตด้วยการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) และภาคบริการ (Service Sector)

          - การยกระดับอุตสาหกรรมภาคการผลิต ด้วยยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” ยกระดับห่วงโซ่การผลิตของจีน (Value Chain) ให้เน้นผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันสินค้ากลุ่ม High value-added มีสัดส่วนอยู่ที่ 52% ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของจีน และมีสัดส่วนคิดเป็น 16% ของสินค้าส่งออกทั่วโลก รวมถึงยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง

          - การพัฒนายกระดับทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของจีนด้วยงบวิจัยมูลค่ามหาศาล 

          - การมุ่งขยายความเจริญไปในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการพัฒนาเมืองที่เข้มแข็ง

          - การสร้างความเติบโตที่มาพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี

          เหตุผลประการที่สาม ตลาดหุ้นจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แต่มีน้ำหนักเพียง 3.5% ในดัชนีหุ้นโลก MSCI All Country World Index อีกทั้งนักลงทุนทั่วโลกยังคงมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นจีนค่อนข้างน้อย การที่หุ้นจีนในตลาด A shares จะเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Emerging Market ในปี 2018 และจะเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นไปจนถึงปี 2020 จะทำให้นักลงทุนสถาบันทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นจีนในพอร์ตโฟลิโอมากขึ้น

          ขณะเดียวกันในเชิงมูลค่าตลาดหุ้นจีนปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่น โดยมูลค่า P/E ของ ดัชนี MSCI ALL CHINA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.18) ขณะที่มูลค่า P/E ของกลุ่ม TIPs Market (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) อยู่ที่ประมาณ 13.8 13.7 และ 15.5 เท่า ตามลำดับ

 

มองข้อพิพาทการค้าเป็นปัจจัยระยะสั้น

          สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯและประเทศจีน บลจ.วรรณ มีความเห็นว่า ข้อพิพาทระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นเพียงความกังวลระยะสั้น และจะสามารถหาข้อสรุปได้ด้วยการเจรจา เนื่องจากโดยภาพรวมของปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ

          อย่างไรก็ตามแม้ว่าจีนจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่หากพิจารณาโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมีความแตกต่างจากอดีตค่อนข้างมากในเชิงนโยบายบริหารประเทศ เพราะนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

          ประกอบกับแผนเศรษฐกิจ 5 ปี หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ที่จะเชื่อมเศรษฐกิจจีนกับเศรษฐกิจในเอเชียและยุโรปมากขึ้นผ่านการลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคในวงเงินมหาศาลในประเทศต่างๆ ในเส้นทาง BRI จำนวนมาก ดังนั้นในอนาคตจีนมีแนวโน้มลดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และเปิดกว้างสำหรับการทำการค้ากับประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

 

ลงทุน ONE-ALLCHINA รับโอกาสทุกตลาด

          ด้านรายละเอียดของกองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ (ONE-ALLCHINA) เป็นกองทุนหุ้นจีนที่บริหารเชิงรุก (Active Management) จดทะเบียนเป็น Fund of Fund เพื่อความยืดหยุ่นในการลงทุน โดยมุ่งเน้นลงทุนในกองทุนหุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในและนอกประเทศจีน ดังนี้

          โดยกองทุนประเภท Fund of Fund จะเพิ่มความยิดหยุ่นในการลงทุน เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนมากขึ้น เปรียบเหมือนการจัด Asset Allocation ลงทุนในตลาดหุ้นจีนไม่มีตลาดหุ้นใดที่ดีที่สุด โดยแต่ละกองทุนเน้นลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพในตลาดหุ้นจีน ทั้งบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตในประเทศจีน (A-Share) ตามกลุ่มธุรกิจที่มีความโดดเด่น เช่น กลุ่มธุรกิจยาจีน กลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า

          รวมถึงบริษัทสัญชาติจีนที่มีธุรกิจเติบโตและจดทะเบียนนอกตลาดหุ้นจีน (H-Share) เช่น กลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรมการแพทย์แบบใหม่ รวมถึงกลุ่มการศึกษา โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ ส่วนหนึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเพื่อพัฒนาศึกษาและวิจัย ซึ่งจีนในอนาคตมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้

          ดังนั้น กองทุน ONE-ALLCHINA จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการจัดสรรเงินบางส่วนในพอร์ตเพื่อกระจายการลงทุนในตลาดต่างประเทศและสามารถยอมรับความผันผวนของดัชนีตลาดหุ้นจีนรวมถึงสามารถถือลงทุนได้ในระยะ 3-5 ปี

ผู้ที่สนใจกองทุนเปิดเสนอขายกองทุนเปิด วรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ (ONE-ALLCHINA) จะเปิดเสนอขายตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 6 กันยายน 2561 และมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการลงทุนทุกๆ 1 ล้านบาท จะได้รับหน่วยลงทุนของกองทุน 1AM-DAILY มูลค่า 2,000 บาท อีกด้วย!!!

สามารถติดตามรายละเอียดกองทุนได้ที่ https://www.one-asset.com/th/Promotion/detail/Promotion%20one-allchina

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking