Money Tips
3 วิธีวางแผนการใช้จ่ายในสังคมไร้เงินสด

เทคโนโลยีการเงิน หรือที่เราเรียกกันว่า FinTech เข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น ทำให้การทำธุรกรรม โอน จ่าย รับ ง่ายมากยิ่งขึ้น และเงินในกระเป๋าก็ถูกดีงออกไปได้โดยง่ายเช่นกัน ดังนั้น เราต้องรู้จักใช้ และมีสติในการใช้จ่ายทุกครั้ง ไม่เช่นจาก สังคมไร้เงินสด จะเป็น เราเองที่..ไร้เงินสด (ในบัญชี) 

1. วางแผนก่อนใช้

เวลาที่เหมาะสำหรับการคิดก่อนใช้จริงๆ ไม่ใช่เวลาที่เรากำลังตัดสินใจใช้จ่าย เพราะ ณ เวลานั้นจะเป็นจุดที่ยับยั้งชั่งใจได้ยากที่สุด แต่ควรเป็นช่วงเวลาที่เราได้อยู่นิ่งๆ กับตัวเอง หรือหากใครที่มีครอบครัวแล้ว ลองหาเวลานั่งคุยกับคู่ชีวิตของเราดูว่ามีค่าใช้จ่ายหลักๆ อะไรบ้าง โดยปกติค่าใช้จ่ายจะแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

     - ค่าใช้จ่ายสำหรับการออมและลงทุน : เป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องกันไว้ สำหรับจ่ายเพื่อตัวเองก่อน เป็นเงินออม หรือสำหรับการลงทุนเพื่อเป้าหมายทางการเงินต่างๆ ซึ่งควรคิดเป็นอย่างน้อย 10% ของรายได้รวม และควรตัดออมทันทีที่มีรายได้เข้ามา

     - ค่าใช้จ่ายคงที่ : เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่เรามีการทำสัญญาหรือข้อตกลงที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายเหล่านั้น เช่นค่าผ่อนบ้าน ค่าเบี้ยประกันภัย เงินชำระหนี้บัตรเครดิต     -

     - ค่าใช้จ่ายผันแปร : เป็นค่าใช้จ่ายประจำส่วนใหญ่ของเราในแต่ละวันที่ไม่มีสัญญาหรือข้อตกลงผูกมัด และเรามีอำนาจในการปรับลดได้อย่างเต็มที่ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหารค่าเสื้อผ้า

ประมาณการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนว่าเป็นจำนวนประมาณเท่าไหร่ อาจลองจดบันทึกรายจ่ายจริงของเราให้ได้สัก 1 เดือนมาเปรียบเทียบเพื่อปรับประมาณการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

2. จัดสรรเงินลงในแต่ละบัญชี

ระบบการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดจะเปิดโอกาสให้เราสามารถผูกบัญชีกับระบบได้หลายบัญชี เราอาจกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินในบัญชีต่างๆ ที่แตกต่างกันไป และโอนเงินเข้าไปไว้ก่อนตามจำนวนที่เราประมาณการไว้แล้ว เช่น เราอาจใช้บัญชีในแอพพลิเคชั่นของมือถือสำหรับค่าใช้จ่ายผันแปรทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน พวกค่าอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ส่วนบัญชีกับธนาคาร A ไว้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่ เช่น ค่าเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ ค่าบำรุงรักษารถยนต์

3. ใช้เงินจริงให้ตรงแต่ละบัญชี

เวลาที่ใช้จ่ายจริง ก็เลือกหักเงินจากบัญชีที่มีวัตถุประสงค์ตรงตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้ทราบยอดคงเหลือในบัญชีต่างๆ เปรียบเหมือนการที่เราสามารถติดตามการใช้จ่ายของเราให้อยู่ภายในโควตาที่กำหนด วิธีการเหล่านี้นอกจากจะใช้สำหรับภาวะสังคมไร้เงินสดที่ใกล้เข้ามา ยังสามารถใช้ได้กับการวางแผนการใช้จ่ายในสถานการณ์ปัจจุบันได้ทันที ท่านที่ยังไม่ได้ลงมือวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างจริงจัง นี่คืออีกหนึ่งโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาช่วยให้เราลงมือทำได้ง่ายยิ่งขึ้นครับ

ซื้อของแบบ Gen Z มี 5 เรื่องต้องทำ

                ในขณะที่ “ผู้ใหญ่” เป็นห่วงว่า Cashless Societyจะทำให้คนรุ่นใหม่ หรือ คนใน Generation Z (เกิดตั้งแต่ปี 2540) ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะเป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่งานวิจัยของบริษัทFITCH ที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก แสดงให้เห็นว่า จริงๆ แล้วไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะคน Gen Z ไม่ได้เป็นคนที่ “เห็นปุ๊บ (ถ้าชอบก็) ซื้อปั๊บ” แต่พวกเขามี “ขั้นตอนก่อนจ่ายเงิน” ที่คนรุ่นพ่อแม่น่าจะนำมาปรับใช้ได้

                   1. หาข้อมูลของที่อยากได้ ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะทุกอย่างมีอยู่ในอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย ใช้เวลาไม่นานก็จะได้ข้อมูลตามที่ต้องการ

                   2. เปรียบเทียบราคา เช็กข้อมูลจากหลายเว็บไซต์ โดยเริ่มต้นที่กูเกิล สำรวจตรวจสอบไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด

                   3. การตัดสินใจ เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะต้องถามความเห็นจากกลุ่มเพื่อน หรืออาจจะชะลอการตัดสินใจออกไปเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด โดยอาจจะกำหนดงบประมาณและซื้อเมื่อราคาลดลงเท่านั้น

                   4. จ่ายเงินซื้อ เมื่อตัดสินใจได้แล้ว พวกเขาจะเลือกซื้อจากร้านค้าออนไลน์ เพื่อความสะดวก และได้ราคาดีที่สุด แม้ว่ามันอาจจะเป็นของมือสอง

                   5. ใช้ โชว์และบอกต่อ หลังจากซื้อมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้คุ้มค่ากับที่ใช้เวลาไปกับการหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคา คือ ลองใช้แล้วบอกต่อ ผ่านโซเชียลมีเดีย

 

ติดตามฉบับเต็มได้ใน คอลัมน์ Road To Wealth วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือน ตุลาคม 2560 ฉบับที่ 426

และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking