วารสารการเงินธนาคาร
Special Interview : สมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย )

สมโพชน์ เกียรติไกรวัล

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย )

 

โตเกียวมารีนตอบโจทย์

Retirement Solution

เรื่องของเกษียณ “เสี่ยงไม่ได้”

 

กลุ่มโตเกียวมารีน ยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจประกันภัยในประเทศญี่ปุ่น ดำเนินธุรกิจด้านประกันชีวิตและประกันวินาศภัยมายาวนานกว่า 139 ปีด้วยฐานะทางการเงินที่มั่นคงแข็งแกร่งมียอดสินทรัพย์ ณ 30 มีนาคม 2560 สูงถึง 204 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน โตเกียวมารีนมีสาขาทั่วโลกมากกว่า 38 ประเทศ โดยยึดมั่นในเรื่องของความมั่นคงทางการเงินเป็นสำคัญรวมทั้งการรักษาคำมั่นสัญญาต่างๆ ภายใต้ปรัชญาว่า“มองไกลกว่าผลกำไร” เพราะโตเกียวมารีนไม่ได้มองเรื่องของผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับเรื่องของลูกค้าเป็นหลัก โดยเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นGood Company

กลุ่มโตเกียวมารีนเริ่มเข้ามาขยายธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยเมื่อปี 2540 ภายใต้ชื่อ บริษัทไทยเจริญประกันชีวิต จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500 ล้านบาท ก่อนที่จะร่วมทุนกับ บริษัท โตเกียว มารีน แอนด์ นิจิโด ไฟร์ อินชัวรันส์ จำกัดและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท มิลเลียไลฟ์อินชัวรันส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

จนกระทั่งในปี 2553 เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)และเริ่มขยายธุรกิจในช่องทางตัวแทนอย่างจริงจัง พร้อมเปิดสาขาทั่วประเทศ 7 สาขาแรก ภายใต้การนำทัพของผู้บริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมขายที่แข็งแกร่ง อย่าง สมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

 

บุกเบิกตลาดผู้สูงอายุ

ลุยประกันบำนาญ

สมโพชน์กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้ช่องทางการขายผ่านตัวแทนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการคิดต่างที่ต้องการให้คนไทยมีการเตรียมความพร้อมเพื่อชีวิตหลังเกษียณซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยว่าภายในปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีคิดเป็นสัดส่วน 20% ของประชากรทั้งประเทศหรือคิดเป็นประมาณ 13 ล้านคน คนไทยจึงควรตระหนักได้แล้วว่าจะเตรียมความพร้อมอย่างไรเพื่อให้มีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหนึ่งในประเทศที่มีการวางแผนเกษียณสำหรับประชาชน คือประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการออมหลังเกษียณที่คนวัยทำงานต้องส่งเงินเข้าไปออมไว้ในกองทุนเมื่อเกษียณอายุแล้วรัฐบาลก็จะจ่ายเงินบำนาญเพื่อให้ใช้จ่ายหลังเกษียณโดยไม่กระทบต่อรายได้และชีวิตประจำวัน

ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนก็มีการนำเสนอเครื่องมือทางการเงินที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเก็บออมเพื่อการเกษียณอายุด้วย โดยเฉพาะกลุ่มโตเกียวมารีนที่มีการพัฒนารูปแบบของประกันชีวิตแบบบำนาญ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บออมเพิ่มขึ้นจากการออมผ่านกองทุนของภาครัฐ โดยแบบประกันบำนาญของกลุ่มโตเกียวมารีน ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะผู้ทำประกันสามารถเก็บออมเงินในระยะยาวและมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณได้

“เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีการเตรียมตัว สังคมที่มีระเบียบของการใช้เงิน สิ่งที่เห็นคือปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นวัยเกษียณที่มาใช้ชีวิตหลังเกษียณที่จังหวัดเชียงใหม่ กว่า 7,000-8,000 คน โดยมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณที่เก็บออมไว้ขั้นต่ำเดือนละ 100,000 บาท ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของไทยยังไม่มีการเก็บออมเลย ดังนั้นเป้าหมายคือทำอย่างไรให้ประชากรไทยมีเงินไว้ใช้จ่ายขั้นต่ำเดือนละ 20,000-30,000 บาท”

สมโพชน์กล่าวว่าหากย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ประเทศไทยยังไม่ตระหนักถึงการใช้ชีวิตหลังเกษียณและไม่มีการเตรียมวางแผนทางการเงินอย่างเพียงพอ แต่หลังจากที่ได้มีโอกาสไปศึกษาถึงแนวทางการวางแผนเกษียณอายุของประชากรญี่ปุ่นที่บริษัทแม่แล้วพบว่าการประกันชีวิตแบบบำนาญหรือเพื่อการเกษียณ เป็นเครื่องมือวางแผนทางการเงินที่สามารถช่วยลูกค้าในการวางแผนการเงินระยะยาวและยังมีเงินไว้ใช้จ่ายสำหรับชีวิตหลังวัยเกษียณได้อย่างไม่เดือดร้อนอีกด้วย

ดังนั้น โตเกียวมารีนจึงถือเป็นบริษัทแรกๆ ที่มีการนำเสนอการวางแผนเกษียณสำหรับลูกค้าอย่างจริงจังเพื่อ“ตอบโจทย์ Retire Solution”ของคนไทยโดยในช่วงแรกต้องใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อนำเสนอให้ผู้ทำประกันเห็นถึงประโยชน์ของการทำประกันชีวิตแบบบำนาญ เช่น การจัดประชุมสัมมนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนเกษียณผ่านประกันชีวิต การนำเสนอโมเดลการวางแผนเกษียณที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งการนำเสนอความแข็งแกร่งทางด้านฐานะทางการเงินของบริษัทแม่ที่สามารถจะดูแลลูกค้าทุกคนหลังเกษียณได้อย่างแน่นอนเป็นต้น

“ผมกล้าพูดเลยว่าผมเป็นผู้นำในการออกมากระตุ้นให้เกิดการวางแผนเกษียณ เพราะถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องการมีการเตรียมตัวในเรื่องนี้อย่างสโลแกนที่ว่า “การมีอายุยืนคือความเสี่ยง” ทุกคนอยากจะมีอายุยืน แต่ถ้าอายุยืนแล้วไม่มีการเตรียมความพร้อมด้านการเงินอย่างเพียงพอก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก ดังนั้นเรื่องของเกษียณจึงเสี่ยงไม่ได้เป็นอันขาด”

ในช่วงแรกที่มีการนำเสนอแบบประกันบำนาญนั้น บริษัทจะเน้นไปที่กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สามารถชำระเบี้ยประกันต่อปี 100,000 -20 ล้านบาทซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนทำให้มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่ง เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากประสบความสำเร็จจากกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูงแล้ว บริษัทได้พัฒนาแบบประกันเพื่อการวางแผนเกษียณเพื่อกลุ่มวัยทำงาน โดยการจัดเป็นแพ็กเกจที่มีทั้งความคุ้มครองชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันโรคร้ายแรง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีมากโดยมียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นแบบประกันที่ลูกค้าสามารถแบ่งชำระเบี้ยประกันได้เป็นรายเดือนและสามารถชำระผ่านบัตรเครดิตได้ทั้งแบบรายเดือนและรายปี โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมกรณีจ่ายเป็นรายเดือน

 

ติดตามคอลัมน์ Special Interview ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2561 ฉบับที่ 438 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศ 
และในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking