ข่าวรอบวัน
ธปท.รับฟังความคิดเห็น มาตรการ LTV ผู้ประกอบการขอเลื่อนให้ลูกค้าปรับตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิด รับฟังความคิดเห็น ต่อแนวนโยบาย Macroprudential สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่ ซึ่งเหตุผลในการกำหนดมาตรการ เนื่องจากตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อสถาบันการเงิน. หย่อนลงอาทิ ไม่ต้องมีเงินดาวน์ก่อนกู้ และได้เงินกู้มากกว่ามูลค่าที่อยู่อาศัย

                โดยธปท.เห็นสัญญาณที่ชัดขึ้นของการกู้เพื่อการลงทุน (search for yield) ซึ่งอาจไม่ใช่เพื่ออยู่อาศัยจริงหรือดีมานด์เทียมทั้งการกู้หลังที่ 2 ขึ้นไป (ผ่อนหลายสัญญากู้พร้อมกัน) และการกู้ที่อยู่อาศัยมูลค่า 10 ล้านขึ้นไป ขณะที่คุณภาพสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มด้อยลงสวนทางกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ มักเป็นต้นตอและนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจการเงิน โดย IMF ระบุว่า กว่า 2 ใน 3 ของวิกฤตการเงินเกือบ 50 ครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์

                วัตถุประสงค์ของมารตการนี้เป็นมาตรการเชิงป้องกัน (preventive measure) ที่มุ่งสร้างวินัยทางการเงินที่ดีและช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ เพื่อให้ผู้กู้มีการออมก่อนกู้ มีเงินดาวน์ก่อนซื้อบ้าน ไม่กู้เกินความจำเป็น และผู้ให้กู้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่แท้จริง สามารถรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมูลค่าหลักประกัน รวมทั้งสนับสนุนให้คนที่ต้องการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่จริงสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม

                ข้อเสนอคือ คงเกณฑ์เดิม สำหรับการกู้ซื้อหลังแรก ส่วนสำหรับการกู้ซื้อหลังที่ 2 ขึ้นไป โดยที่ยังผ่อนสัญญาก่อนไม่หมด หรือที่อยู่อาศัยราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ต้องวางดาวน์ขั้นต่ำ 20 %(LTV limit 80 %)

                รวมทั้งนับรวมสินเชื่อ top-up ทุกประเภท ที่ใช้ที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันร่วมกับการกู้บ้าน โดยมูลค่าสินเชื่อรวมต้องไม่เกินมูลค่าที่อยู่อาศัย ทั้งนี้เกณฑ์ดังกล่าวใช้เฉพาะกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่และสินเชื่อที่จะrefinanceซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ มกราคม 2562

                ประเมินการปรับตัวของผู้กู้ที่ต้องวางดาวน์ จากบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ ระบบธนาคารพาณิชย์ที่มี 100,000 บัญชีต่อปี มูลค่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ผู้กู้ที่ต้องวางดาวน์เพิ่ม สำหรับผู้ที่กู้หลังที่ 2 ขึ้นไป (ราคาต่ากว่า 10 ลบ.) และผู้กู้ที่ซื้อบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะมี 14,000 บัญชีหรือ 14% ของบัญชีสินเชื่อบ้านใหม่ โดยมูลค่าสินเชื่อที่เกิน LTV คาดว่าจะมีประมาณ 11,000 ล้านบาท จากสินเชื่อบ้านทั้งระบบ

                “มาตรการนี้เป็นมาตรการเชิงป้องกัน (preventive measure) ที่มุ่งสร้างวินัยการทางการเงินที่ดีและช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ บังคับใช้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ และสินเชื่อที่จะ refinance นับตั้งแต่วันที่เกณฑ์มีผลบังคับใช้ โดยไม่กระทบต่อการกู้ซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้ต่ำ “
ห่วงกลุ่มรีไฟแนนซ์ได้รับผลกระทบเกณฑ์ LTVใหม่

                นายชัยยศ ตันพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ในเรื่องมาตรการดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งในมุมของผู้ให้สินเชื่อไม่ได้รับผลกระทบเพราะสามารถปรับกระบวนการทำงานได้อยู่แล้ว แต่มุมผู้บริโภคยังต้องให้มีความชัดเจนในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขมากกว่านี้ เช่น เรื่องการนับวันมีผลบังคับใช้จะนับว่าอะไร จะเป็นวันทำสัญญา วันจดจำนอง หรือวันที่ยื่นกู้

                ขณะเดียวกันเกณฑ์ LTV ใหม่จะนับเรื่องรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านด้วย ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคที่ผ่อนบ้านมาแล้ว 3 ปีและอยากจะลดภาระ แต่ภายใต้เงื่อนไขใหม่วงเงินที่ได้จากรีไฟแนนซ์จะไม่ครอบคลุมมูลค่าหลักประกันเพราะจะได้แค่ 80% ของมูลค่า ทั้งที่ปกติการผ่อนบ้านในช่วง 3 ปีแรกเงินต้นลดลงไปเพียง 6-7 % เท่านั้น
นอกจากนี้พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันเปลี่ยนไป ด้วยสภาพการจราจรที่ติดขัดทำให้นิยมมีที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เพื่อการเดินทางสะดวกขึ้น ซึ่งเกณฑ์ใหม่จะกระทบกลุ่มที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงๆไปด้วย ทั้งนี้นิยามของคำว่าบ้านหลังที่ 1 หรือ 2 จะยึดตามข้อมูลบัญชีในเครดิตบูโร หากผ่อนชำระครบและปิดบัญชีไปแล้วจะซื้อใหม่ก็จะนับเป็นหลังแรก

                “ผลกระทบต่อภาพรวมของสินเชื่อบ้านยังไม่ประเมินไม่ได้ คงต้องรอให้เกณฎ์ใหม่มีความชัดเจนก่อน แต่อาจจะทำให้สินเชื่อบ้านในปีหน้าชะลอลงไป ซึ่งผลตอบรับจากมาตรการนี้เริ่มเห็นบ้างแล้วว่าตอนนี้มีผู้บริโภคยื่นขอสินเชื่อบ้านเข้ามากับธนาคารมากขึ้น เพื่อให้โอนทันในปีนี้”

                อย่างไรก็ดีคณะทำงานสินเชื่อบ้านภายใต้สมาคมธนาคารไทยจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 16 ตุลาคมนี้ ซึ่งภาคธนาคารพร้อมทำให้ดีที่สุดตามที่ธปท.สั่ง
ธอส.เสนอคลังพิจารณาเกณฑ์บ้านหลังที่ 2ของแบงก์รัฐเพราะลูกค้าคนละกลุ่ม

                นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในที่ประชุมรับฟังความคิดเห็นหลักเกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ มีความชัดเจนในคำว่าบ้านหลังที่ 2 ในที่นี้ คือ การกู้สัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 2 ซ้อนกัน ถ้าหลังแรกผ่อนหมดปิดบัญชี และกู้อีกครั้งนับเป็นสัญญาที่ 1

                อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ต้องคุยกับกระทวงการคลังว่า กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางซึ่งโดยหลักมีภาระหนี้อยู่แล้ว แต่การเป็นหนี้ที่อยู่อาศัยจริงไม่ได้หาผลตอบแทนอย่างที่กังวล ทั้งนี้จะมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังเรื่อง คำนิยามของหลังที่ 2 ต้องมีการเสนอคลังขีดเส้นสำหรับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ หากลูกค้าซื้อบ้านสัญญาที่ 2 ไม่เกิน 3 ล้านบาท ไม่ต้องใช้เกณฑ์เดียวกับบ้านหลังที่สอง เพราะการเก็งกำไรมักอยู่ที่กลุ่มบ้าน 3 ล้านบาทขึ้นไป

                “ภารกิจของธอส.คือสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง คำถามคือต้องใช้เกณฑ์แบบนี้ด้วยหรือไม่ แต่หากคลังและธปท.เห็นชอบว่าต้องบังคับใช้ทั้งระบบ ธอส. ก็ต้องดำเนินการตาม ซึ่งผลกระทบทันที คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยปานกลางที่มีบ้านแรกมานานจะมีบ้านหลังที่สองในวันนี้ ต้องไปปิดหนี้หลังแรกก่อน หรือเก็บเงินดาวน์ให้ได้ 20%”
ผู้ประกอบการขอเลื่อนไปเป็นก.ค.2562

                นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ขอเสนอแนะธปท. หากจะปรับ LTV ควรจะมีเวลาให้ผู้บริโภคที่ซื้อและผ่อนดาวน์ที่อยู่อาศัยไปแล้วได้เตรียมตัวอย่างน้อยครึ่งปี หรืออาจประกาศมาตรการ LTV ใหม่ ให้มีผลภายในวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เพื่อให้ผู้บริโภคเตรียมความพร้อมได้ทัน รวมทั้งให้ธปท.ดูแลการปล่อยสินเชื่อโครงการของธนาคารพาณิชย์แทนการดูแลสินเชื่อบ้านของรายย่อยเพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking