Road to Wealth
เลือกกองทุนแบบ “RSF” ดูอย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อ

โดย : คุณธนัฐ ศิริวรางกูร (หมอนัท) เจ้าของเพจคลินิกกองทุน

 

จากงาน Mutual Fund Day ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดโดยโครงการให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เพื่อกระตุ้นคนวัยทำงานโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ให้ตระหนักเรื่องการวางแผนและจัดสรรเงินเดือนสำหรับลงทุนเพื่ออนาคตผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งกองทุนในระบบการออมเพื่อเกษียณอายุ รวมถึงกองทุนรวมประเภทต่างๆ ซึ่งภายในงานมีสัมมนาโดย คุณธนัฐ ศิริวรางกูร (หมอนัท) เจ้าของเพจคลินิกกองทุน ที่ได้แนะนำการเลือกกองทุนรวมแบบ “RSF” เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตัดสินใจลงทุน

R : Return

กองทุนที่ดีต้องมีผลตอบแทนสม่ำเสมอ

 

          ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ สามารถพิจารณาได้จากผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5 ปีเป็นหลัก เพราะมีงานวิจัยของ ก.ล.ต.ที่นำผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ของกองทุนที่ดีที่สุดจำนวน 26 กอง ลงทุนต่อเนื่องไปอีก 5 ปี พบว่ามีโอกาสรอด 50% หมายความว่ากองทุนรวมที่ทำผลตอบแทนในระยะยาวได้ดีก็มักจะดีต่อเนื่อง โอกาสที่ผลตอบแทนจะน้อยลงมีเพียงครึ่งเดียว

          ทั้งนี้ การซื้อกองทุนหุ้นไม่ควรกระจายมากเกินไป อาจจะเลือกเพียง 2-3 กองทุนเท่านั้น เพราะกองทุนรวม 1 กอง มีหุ้นประมาณ 20-30 บริษัทอยู่แล้ว ซึ่งการมีกองทุนจำนวนมากเกินไปก็อาจทำให้ผลตอบแทนได้แบบกระจัดกระจายเช่นกัน บางครั้งการซื้อเพียง 2 กองทุน ก็ให้ผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหลายกองรวมกัน อีกทั้งการมีกองทุนหลายกองมากเกินไปก็ทำให้บริหารจัดการลำบาก

 

 

S : Style

ต้องเข้าใจกลยุทธ์หรือสไตล์การลงทุน

 

          ควรทำความเข้าใจกลยุทธ์หรือสไตล์การลงทุน เช่น กองที่ลงทุนหุ้นเป็นการลงทุนหุ้นลักษณะใด หุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ รวมถึงสไตล์การลงทุนของผู้จัดการกองทุนเป็นอย่างไร เน้นซื้อขายบ่อยหรือซื้อแล้วถือระยะยาว

          อีกทั้งกระบวนการลงทุนก็มีส่วนที่สร้างสไตล์การลงทุนเช่นเดียวกัน เช่น ผู้จัดการกองทุนบางคนดูจากสภาพเศรษฐกิจก่อน แล้วจึงดูว่า อุตสาหกรรมใดได้ประโยชน์ แล้วมีหุ้นตัวไหนที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมหรือเป็นดาวรุ่ง นอกจากนี้ การจะเข้าไปซื้อหุ้นก็จะรอให้ราคาถูกก่อน หรือผู้จัดการกองทุนบางคนอาจจะไม่ได้มองที่เศรษฐกิจแต่จะเน้นพิจารณาจากตัวหุ้นว่างบการเงินเป็นอย่างไร และเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหาร สิ่งเหล่านี้นักลงทุนสามารถเลือกได้ตามความชอบของตนเอง

 

F : Fee & Fund Manager

พิจารณาค่าธรรมเนียมกองทุนและผู้จัดการกองทุน

 

          ในเรื่องค่าธรรมเนียมในการซื้อขายอาจจะไม่ได้มีผลมากเพราะเราไม่ได้ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย แต่สิ่งสำคัญคือ ค่าธรรมเนียมรายปีที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมที่หักจาก NAV

          จากงานวิจัยของ ก.ล.ต. พบว่า ถ้าลงทุน 100,000 บาท เป็นระยะเวลา 20 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 7% ถ้าหากไม่มีค่าธรรมเนียมเลยจะมีเงินรวมกว่า 386,000 บาท แต่หากมีค่าธรรมเนียมรายปี 2% เงินจะเหลือประมาณ 260,000 บาท เงินจะหายไปประมาณ 120,000 บาท ดังนั้น ต้องพิจารณาว่าผลตอบแทนของกองทุนที่ลงทุนคุ้มค่าหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นกองทุนที่ผลตอบแทนดีมากนักลงทุนมักจะยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า ประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมจึงต้องดูความสมเหตุสมผล

          สำหรับผู้จัดการกองทุน สามารถหาข้อมูลได้จาก บลจ.หรือหนังสือชี้ชวน แล้วนำรายชื่อไปหาใน Google ก็จะทำให้เห็นว่า ผู้จัดการกองทุนท่านนั้นเคยพูดเรื่องอะไรไว้บ้าง เพราะบาง บลจ.ก็ทำดีมาก ในการออกกองทุนแต่ละครั้งก็จะมีผู้จัดการกองทุนมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องกองทุน

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking