Good Living for Aging Society
อัลไซเมอร์ รักแล้ว (ทำอย่างไร) ไม่ลืมกัน

 

กระทรวงสาธารณสุขเผย ในปี 2573 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ประมาณ 1,117,000 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2558 ที่มีอยู่ประมาณ 600,000 คน ขณะที่ทั่วโลกทุกๆ 68 วินาที จะมีผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นหนึ่งราย และคาดว่า ทั่วโลกจะมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ไม่ต่ำกว่า 50  ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 100 ล้านคนในปี 2593 ขณะที่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 8-10 ปี

 

อัลไซเมอร์ อาจจะเป็นคำพูดสนุกๆ ติดปากเวลาที่เรา “ขี้หลงขี้ลืม” โดยไม่ได้คิดถึงความน่ากลัวของโรคนี้สักเท่าไร แต่สำหรับผู้สูงอายุ หรือ คนที่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ อัลไซเมอร์ เป็นโรคที่น่ากังวลมากที่สุด เหมือนกับที่ นายจอห์น ลี ประธานกรรมการบริษัท พรีเมียร์ โฮม เฮลท์แคร์ จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้งเคาท์ตี้ ในเครือ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ THG กล่าวว่า

สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดในช่วงวัย “ผู้สูงอายุ” คือ “ตื่นขึ้นมาแล้วลืมว่า ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ เป็นใคร” 

ในขณะที่ “คนในครอบครัว” ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็ต้องรับภาระหนักในการดูแลผู้ป่วย เพราะเมื่อเป็นแล้ว ผู้สูงอายุคนนั้นอาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนที่เราแทบจะไม่รู้จักเลยก็ได้... 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้สูงอายุจะต้องเผชิญหน้ากับโรคอัลไซเมอร์ ทุกคน และโรคอัลไซเมอร์ มักใช้เวลาหลายปีก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน ในช่วงเวลานั้นผู้ป่วยอาจมีสัญญาณบ่งชี้ที่คุณสามารถสังเกตเห็นได้ และนำไปสู่การป้องกันและรักษาก่อนที่อาการจะรุนแรง

อ.พญ.จินตนา อาศนะเสน คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลศิริราช เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “รู้เท่าทันโรคอัลไซเมอร์” โดยระบุถึง อาการที่พบบ่อยของโรคอัลไซเมอร์ ไว้ว่า

1. หลงลืมที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

อาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคอัลไซเมอร์ คือ ลืมเหตุการณ์ที่ที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือ เพิ่งทำไปได้ไม่นาน ตั้งแต่ลืมกินยา ลิมปิดไฟ ถามเรื่องเดิมซ้ำๆ แม้ว่า ผู้สูงอายุโดยทั่วไปจะหลงลืมได้บ้าง แต่ไม่บ่อยนัก 

2. วางของผิดที่และหาไม่เจอบ่อยมากขึ้น

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์บางคนมักทำของใช้ส่วนตัวหายบ่อยขึ้น หรือ วางของผิดที่ จนบางครั้งก็กล่าวหาว่ามีคนมาขโมยไป ขณะที่ผู้สูงอายุทั่วไปอาจจะมีปัญหาหาของใช้ส่วนตัวไม่เจอบ้าง แต่ก็ยังพอนึกออกในภายหลังว่าวางไว้ที่ไหน

3. ความสามารถในการวางแผนงานบกพร่อง หรือ ทำได้ช้ามากจนไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง

ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถวางแผนการทำงานที่เคยทำอยู่เป็นประจำได้ อาจจะคิดเลขช้าลง คำนวณเงินผิดพลาด ขาดสมาธิจดจ่อต่อเนื่อง เรียนรู้สิ่งๆ ใหม่ได้ยาก แม้จะได้รับการสอน หรือ ฝึกฝนซ้ำๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อนจนคนในครอบครัวสังเกตได้ ขณะที่ผู้งอายุทั่วไปแม้จะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยาก แต่หากมีคนสอน หรือ ช่วยเหลือก็จะทำได้

4. สับสนเกี่ยวกับวัน เวลา และสถานที่

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มักจะสับสน ไม่รู้ว่า วันนี้คือวันอะไร วันที่เท่าไร หรือ เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่สำหรับผู้สูงอายุทั่วไป แม้ว่าจะลืมวันเวลาไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะระลึกได้ถ้ามีการย้ำเตือน หรือ ยังจำวันสำคัญๆ ได้ เช่น วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันสำคัญทางศาสนา

5. สับสนทิศทาง

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์บางรายมีปัญหาด้านทิศทาง ด้านการมองเห็น และการประมาณระยะห่างระหว่างวัตถุผิดพลาด โดยไม่ได้เกิดจากความผิดปกติทางสายตา เพราะฉะนั้นต้องพาผู้สูงอายุไปพบจักษุแพทย์เสมอ

6. คิดหาคำพูดระหว่างสนทนาได้ลำบาก

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์บางคนมีปัญหาในการหาคำพูด เรียกชื่อสิ่งของ เรียกชื่คนได้ลำบากมากขึ้น บางครั้งต้อหยุดพูด เพราะนึกคำที่จะพูด หรือ คำศัพท์ไม่ออก เช่น เรียกดินสอ ว่า ปากกา เรียกนาฬิกา ว่า ที่บอกเวลา ขณะที่ผู้สูงอายุทั่วไป แม้จะหาคำพูดที่ต้องการได้ช้าลง แต่ไม่ค่อยมีปัญหาในการเรียกชื่อสิ่งของที่คุ้นเคย

7. ความสามารถในการตัดสินใจบกพร่อง

ความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าลดลง บางครั้งปัญหาแบบไม่สมเหตุสมผล ไม่ตระหนักถึงผลที่จะตามมา เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เงินฟุ่มเฟือย นำเงินไปลงทุนที่เสี่ยงต่อการขาดทุนสูง แม้ว่าผู้อื่นจะท้วงติงหรืออธิบายด้วยเหตุผล แต่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็ไม่สามารถเข้าใจเหตุผลนั้นได้

8. เข้าสังคมน้อยลง

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์บางคนจะค่อยๆ แยกตัว และเหินห่างจากสมาชิกครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไม่ทำกิจกรรม หรือ งานอดิเรกที่เคยชอบ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาทางกาย แต่เป็นเพราะผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมนั้นได้ดีเหมือนเดิม ทำให้เครียด กังวล และไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ถึงความบกพรองนั้น ขณะที่ผู้สูงอายุบางคนที่เลิกทำกิจกรรม หรือ งานอดิเรกที่ชอบ เพราะสาเหตุทางร่างกาย

9. อารมณ์และบุคลิกภาพเปลี่ยนไป

ผู้ป่วยบางคนจะมีพฤติกรรมและอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนคนใกล้ชิดสังเกตได้ เช่น เกรี้ยวกราด โมโหง่าย ขี้ระแวงสงสัย หลงผิด ซึมเศร้า ใช้คำพูด หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ขาดการยับยั้งชั่งใจเมื่อถูกรบเร้าให้ทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกัน โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกผิด หรือเสียใจตอการกระทำนั้น ทำให้ไม่ได้กล่าวขอโทษ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุโดยทั่วไปก็อาจจะหงุดหงิดง่ายบ้าง แต่จะสามารถควบคุมอารมณ์ได้ และจะขอโทษเมื่อรู้ว่ามีกิริยาไม่เหมาะสม

โรงพยาบาลพญาไท ระบุว่า ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ มาจากพันธุกรรมอายุ และเพศ

พันธุกรรม : หากพ่อแม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ลูกมีโอกาสเสี่ยงขึ้นถึง 50% ที่จะเป็น เพราะมีการถ่ายทอดจากยีนส์ที่ชื่อว่า APOE gene โดยผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุไม่มากนัก คือระหว่าง 30-60 ปี

อายุ : เมื่ออายุ65 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ก่อนหน้านั้น ผู้ป่วยมักมีความผิดปกติทางสมองมาระยะหนึ่งแล้ว แบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางรายอาจจะมีความผิดปกติของสมองมานานกว่า 10 ปี กว่าอาการของโรคจะปรากฏ

เพศ : ถ้าเทียบกันแล้ว ผู้หญิงมีโอกาสเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าผู้ชาย 3:2 คน

นอกจากนี้ “ความเครียด” เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของโรคสมองเสื่อม โดย นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซินของสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาที่การประชุมนานาชาติของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ว่า ประสบการณ์ที่สร้างความเครียดรุนแรงในชีวิต เช่น การที่ลูกหลานตายจาก หย่าร้าง หรือถูกให้ออกจากงาน จะทำให้สมองเสื่อมประสิทธิภาพเหมือนแก่ขึ้นกว่าเดิมอย่างน้อย 4 ปี

 

ไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์ทำไงดี

โรงพยาบาลพญาไท แนะนำไว้ในบทความเรื่อง“ไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์ทำไงดี มีกี่วิธีป้องกันได้” ซึ่งเป็นแนวทางการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่ยังหนุ่มยังสาว

1. เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก

ต้องรีบตะลุยหาความรู้ฝึกสมองตั้งแต่เข้าอนุบาลจนถึงช่วยปลายวัยรุ่น สมองจะได้พัฒนาเต็มที่ในวัยเรียน และยิ่งหมั่นศึกษาหาความรู้อย่างต่อเนื่อง ได้ฝึกสมองอยู่ตลอดไปจนแก่ โอกาสเสี่ยงก็จะยิ่งน้อยลง

2. อย่าอ้วนอย่าผอมเกินไป

ผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ คือมีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่อ้วนลงพุงหรือผอมเกินไป จะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยกว่า

3. ดูแลหูให้ดี

ใครก็หูตึง หูเสื่อม ได้ยินไม่ชัด จะทำให้การรับรู้เสียงต่างๆ น้อยลง สมองที่ทำหน้าที่แปลงเสียงเป็นความหมายก็จะค่อยๆ ถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบถึงสมองส่วนอื่น เป็นการเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์เพราะฉะนั้นต้องรีบไปตรวจหู และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่เสียงดัง

4. ความดันต้องปกติ

ใครที่มีความดันโลหิตสูง ต้องกินยาควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ก็ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมปาร์ตี้ เลิกดื่มเหล้า กินเบียร์ สูบบุหรี่ และจำกัดการกินของเค็ม อย่าเติมน้ำปลา เกลือ และงดอาหารรสจัด

5. ไม่กินน้ำตาล เบาหวานต้องไม่เป็น

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี ไปหาหมอและตรวจระดับน้ำตาลเป็นประจำ ทานยาตามหมอสั่ง ไม่กินอะไรหวานๆ ที่จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

6. ไม่ซึมเศร้า อย่าอยู่คนเดียว

หากมีญาติหรือพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า ควรปรึกษาแพทย์และปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ่อยๆ คิดบวก ไม่ตำหนิตัวเองหรือคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่ดื่มเหล้า หรือแก้ปัญหาด้วยการใช้ยา หากเป็นแล้วป่วยแล้วก็ควรไปหาหมอ

7. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีด มีอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นระหว่าง 60-85% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดจะดีมาก และควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือจะฟิตกล้ามด้วยก็ได้นะ เพราะการมีกล้ามก็ทำให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้นด้วย

8. เข้าสังคมพบปะเพื่อนฝูง

การเข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูง เป็นการกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น อาจเลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น ทำงานอาสาสมัคร เข้าร่วมกลุ่มหรือชมรมต่างๆ หาโอกาสสร้างความบันเทิงให้ตัวเองได้หัวเราะ ท่องเที่ยว หรือเล่นกับเด็กๆ ก็จะช่วยให้สมองได้ใช้งานอยู่เสมอ

 

เมื่อเป็นแล้วดูแลกันอย่างไร

อาจารย์สมทรงจุไรทัศนีย์อาจารย์พยาบาล และกรรมการสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ให้“แนวทางการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์” ไว้ว่า...

>> กระตุ้นให้ผู้ป่วยดูแลตนเองให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การทำความสะอาดร่างกาย การอาบน้ำ จัดเตรียมอุปกรณ์ตามลำดับก่อนหลังใช้อุปกรณ์ที่คุ้นเคย สะดวก ไม่ซับซ้อน บอกเป็นขั้นตอน ช้าๆให้เลือกเสื้อผ้าที่จะใส่เองเท่าที่จะทำได้ จนกระทั่งทำเองไม่ได้ 

>> จัดอาหารให้พอดีในแต่ละมื้อ กำหนดเวลาในการอาบน้ำการเข้าห้องน้ำ การขับถ่าย โดยสังเกตดูและเลือกเวลาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ตามความพร้อมของผู้ป่วย จะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้งานที่ต้องทำ ไม่สับสน ไม่เร่งรีบ สิ่งสำคัญที่ควรระลึกเสมอ  ถ้าผู้ดูแลไม่ว่าง และเร่งรีบให้ผู้ป่วยทำตามตารางเวลาของเรา  จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีความไม่พอใจ โกรธ ก้าวร้าว  เกรี้ยวกราด ได้

>> พยายามคงความสามารถของผู้ป่วยที่มีอยู่ ชะลอความเสื่อมของสมอง ซึ่งในระยะเริ่มแรกอาจจัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ การใช้ภาพเป็นตัวสื่อ ทายภาพคนเด่น คนดัง ดาราภาพยนต์ สมาชิกใครอบครัว หรือการจัดภาพอัลบั้มของคนในครอบครัว  การคิดเลขบวกเลข  การเล่นเกมส์ เพื่อช่วยการพัฒนาสมองของผู้ป่วย

>> จัดการกับพฤติกรรม อารมณ์ต่างๆที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ไม่ยอมอาบน้ำ  ปัญหาการกิน  การนอนเปลี่ยนแปลง อารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว เกรี้ยวกราด และอาการทางจิตประสาท หลงผิด  เห็นภาพหลอน หวาดระแวง  โดยใช้ หลักการ 4 บ ได้แก่ 

1. บอกเล่า เช่นผู้ป่วยก้าวร้าว ให้บอกผู้ป่วยโดยใช้น้ำเสียงนุ่มนวล บอกผู้ป่วยว่าจะทำอะไรให้ น้ำเสียงไม่ข่มขู่

2. เบี่ยงเบน ไปในเรื่องอื่นที่ ผู้ป่วยมีความสนใจเดิม (โดยไม่ต้องโต้เถียง ไม่ต้องใช้เหตุผล แม้ว่าผู้ป่วยจะเข้าใจผิด เพราะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น) ทำให้ผู้ป่วยอารมณ์ดีขึ้น ลืมเรื่องต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งเป็นการนำจุดดีของผู้ป่วยสมองเสื่อม ความจำสั้น มาใช้ให้เป็นประโยชน์ 

3. บอกซ้ำ ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร พูดช้าๆ ที่ละขั้นตอน

4. แบ่งเบา/ บำบัด เช่นใช้วิธีนวด เพื่อให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมบางอย่างที่ง่าย ๆ เบาๆ ไม่ซับซ้อน จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ จัดระบบการดูแลอย่างเป็นระเบียบ จะช่วยให้ผู้ป่วยคงความสามารถต่อไปได้

>> ถ้าหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ต้องพยายามควบคุมโรคเหล่านี้ให้ได้ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน มิเช่นนั้น อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการของผู้ป่วยยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม

>> ดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การเคาะปอด ดูดเสมหะ การให้ออกซิเจน การเตรียมอาหารสำหรับให้ทางสายให้อาหารผ่านทางจมูก หรือหน้าท้อง การให้อาหาร ระวังเรื่องสำลักอาหาร  การทำกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง ตลอดจนการ พลิกตะแคงตัวผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ เป็นต้น  ระยะนี้ผู้ดูแลอาจจะมีการเตรียมพร้อมในการยอมรับกับการสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ อาจารย์สมทรงยังบอกอีกว่า นอกจากที่ผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องโรค อาการและอาการแสดง พฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น และการดูแลที่เป็นพิเศษแล้วผู้ดูแลควรใส่ใจในการดูแลตนเอง เพราะการดูแลผู้ป่วยนานๆ ทำให้มีความเครียดเกิดขึ้น หาเวลาในการผ่อนคลาย ใส่ใจกับสุขภาพของตนเอง ถ้ามีโรคประจำตัว ดูแลตนเองและควบคุมโรคให้ได้

เพราะฉะนั้น ในบางครอบครัวอาจจะต้องใช้บริการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียมพร้อม เดือนละ “หลายหมื่นบาท”

 

ตัวอย่างอัตราค่าบริการสำหรับการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์

อัตราค่าบริการห้องพัก

          - อัตราค่าบริการห้องพักรวมตั้งแต่ 20,000 - 28,000 บาท / เดือน

          - อัตราค่าบริการห้องพักเดี่ยวตั้งแต่ 25,000 - 35,000 บาท / เดือน

          - อัตราค่าบริการแบบ Day Care 1,000 - 1,500 บาท / วัน   

บริการที่จะได้รับ

1. ทีมดูแลได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และ นักกายภาพ ให้การตรวจประเมินสุขภาพแรกเข้าเพื่อให้การวางแผน การดูแลเฉพาะรายผู้สูงอายุ

2. มีแพทย์ให้คำแนะนำปรึกษา และเข้าตรวจอาการผู้สูงอายุเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลง และ ให้การรักษาเบื้องต้น

3. มีพยาบาลวิชาชีพให้บริการทางการพยาบาลเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

4. บริการด้านกายภาพบำบัดพื้นฐาน โดยนักกายภาพ หรือ ผู้ช่วยกายภาพบำบัด สัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 15 - 20 นาที

5. ให้บริการตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุ และคำแนะนำแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุร่วมกันทุก 4-6 สัปดาห์

6. อาหารวันละ 3 มื้อพร้อมผลไม้ หรือขนมหวาน กรณีผู้ป่วยรับอาหารทางสายยาง 3 มื้อ/วัน และนม 1 มื้อ

7. ห้องพักสะดวกสบาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก และมีกิจกรรมนันทนาการให้แก่ผู้สูงอายุ การทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเข้าสังคม เช่น การออกทำกายกลุ่มทุกวันตอนเช้า เล่นเกมส์ วาดภาพระบายสี ประดิษฐ์ดอกไม้

ค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่รวมในค่าบริการ

1. ค่ายา ค่ารักษาทางการแพทย์ ที่ไม่ได้ระบุไว้เบื้องต้น

2. ค่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ หากผู้สูงอายุจำเป็นต้องใช้

3. ค่าพยาบาลพิเศษ

4. ค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน

 

ที่มา : เดอะ ซีเนียร์เฮลท์แคร์

 

ช่องทางการติดต่อ
facebook twitter line

Related News
@moneyandbanking