banner_blank

banner_blank

HOT NEWS

4 Theme การลงทุน ในกองทุนรวมปี 2017


ปี 2017 ถือว่าเป็นฤกษ์งามยามดีสำหรับการเปิดศักราชใหม่ที่จะมาแชร์มุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมแต่ก่อนที่เราจะพูดเกี่ยวกับกองทุนรวมที่น่าสนใจ จะขอสรุปภาพรวมตลาดและปัจจัยต่างๆ ที่ควรจับตามองในรอบปี 2017 กันก่อน 

4

ภาพรวมยังมองว่าเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาที่ดูจะฟื้นตัวอย่างมั่นคง  หรือแม้แต่เศรษฐกิจจีนที่ไม่ได้เกิด Hard Landing ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงน่าสนใจในปีนี้มากกว่าสินทรัพย์อื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้น แต่ในปีหน้ามีเรื่องที่คาดเดายากรอเราอยู่อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองในยุโรป การก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการของ โดนัล ทรัมป์ หรือทิศทางราคาน้ำมันในปีหน้า และอีกหลายเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยกลุ่มกองทุนที่น่าสนใจ และเหมาะสมที่จะมีไว้ติดพอร์ตสำหรับปี 2017 นี้มานำเสนอดังนี้

1.พื้นฐานดี แต่ราคาไม่แพง Theme การลงทุนประเภทแรกที่เราให้ความสนใจก็คือกองทุนหุ้นที่พื้นฐานระยะยาวดี แต่ราคาไม่แพง เชื่อว่าทุกคนน่าจะชอบ “ของดีราคาถูก” กันอยู่แล้ว เพราะแสดงถึงอนาคตที่จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่น่าประทับใจในระยะยาว แต่สิ่งที่เป็นข้อควรระวังสำหรับการลงทุนใน Theme แบบนี้คือ เราต้องอดทนรอได้ เนื่องจากข้อเสียของการลงทุนแบบนี้คือราคาอาจจะยังถูกไปอีกสักระยะพร้อมกับความผันผวนในบางช่วง ดังนั้นถ้าจะลงทุนในThemeนี้ ขอให้ใจเย็นกันพอสมควรและทนรอโอกาสได้ด้วย และสำหรับกองทุนหุ้นที่พื้นฐานดี ราคาถูก ซึ่งจะแบ่งย่อยๆออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

         –  กลุ่มกองทุนหุ้น Healthcare  ในยุคที่แนวโน้มสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แถมสภาวะแวดล้อมก็ยังสร้างโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ ทำให้ความต้องทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เพิ่มสูงขึ้น สำหรับธุรกิจกลุ่มสุขภาพ หากมองระยะยาวเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีพื้นฐานรองรับการเติบโตในระดับ Mega trend เลยทีเดียว นอกจากนี้ราคาหุ้นกลุ่ม Healthcare ณ ปัจจุบันกลับไม่ได้สูงเหมือนเมื่อก่อนอาจเป็นเพราะประเด็นการควบคุมราคายาที่ถูกใช้หาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯซึ่งระดับราคาปัจจุบันอยู่ในช่วงที่น่าสนใจเก็บสะสมลงทุนระยะยาวๆ โดยเฉพาะสำหรับพอร์ตการเกษียณ หรือพอร์ต RMF ผมว่าเป็นอีก 1 กองทุนที่ควรมีไว้ติดพอร์ต

          –  กลุ่ม  Asia Pacific สำหรับกองทุนหุ้นที่ลงทุนใน  Asia Pacific Ex Japan นั้น มองว่าไม่เพียงราคาเท่านั้นที่ค่อนข้างถูก แต่พื้นฐานด้านโครงสร้างประชากรก็ยังมีความแข็งแกร่งกว่าทางฝั่งประเทศพัฒนาแล้วระดับรายได้ของประชากรในประเทศเหล่านี้โดยเฉลี่ยก็ถือว่ายังไม่สูงนักและมีโอกาสเติบโตได้อีก ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองก็ค่อนข้างมีเสถียรภาพ แถมความสามารถในการรับและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน จีน เวียดนามฯลฯก็ค่อนข้างจะรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดทุนของประเทศเหล่านี้มีความน่าสนใจครับดังนั้นกองทุน Asia Pacific ex Japan จึงเป็นอีก 1 เป้าหมายการสะสมลงทุนระยะยาวอีก 1 กองทุนในพอร์ตปี 2017 นี้

          2.บริหารจัดการความเสี่ยง แน่นอนว่าการหาผลตอบแทนเป็นเป้าหมายหลักสำหรับนักลงทุนที่แสวงหากำไรจากการลงทุน แต่บางช่วงบางตอน การบริหารจัดการความผันผวนก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องพอร์ตการลงทุนในสภาวะที่ราคาสินทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง และอาจจะเกิดความผันผวนขึ้นได้ทุกเมื่อ การลงทุนในกองทุนที่เน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงจึงเป็นอีกหนึ่ง Theme ที่แนะนำในปี 2017

โดยกองทุนที่เลือกมานั้นจะเป็นกองทุนที่ใช้กลยุทธ์แบบ Smart beta ซึ่งผสมผสานระหว่างการบริหารงานแบบ Passiveที่ลงทุนตามดัชนีตลาดและ Activeที่ลงทุนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ด้วยการใช้ความสามารถของผู้จัดการกองทุนหรือทีมที่ปรึกษากำหนดเงื่อนไขต่างๆว่าอยากให้ดัชนีที่มีรูปร่างหน้าตาแบบไหน จากนั้นก็จะสร้างและลงทุนตามดัชนีที่ได้สร้างขึ้นมา สำหรับกองทุนหุ้นไทยที่ใช้กลยุทธ์ประเภทบริหารจัดการความเสี่ยงในแบบดังกล่าว ณ วันนี้ก็จะอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 กองทุน คือ ก็คือกองทุน TMBTMSMV จาก บลจ. ทหารไทย,กองทุน PHATRA SMART MV จาก บลจ. ภัทรและกองทุน K-MVEQ จาก บลจ.กสิกรไทย

          3.กระทบไม่มากจากการเคลื่อนย้าย Fund flow  ในสถานการณ์ที่ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลก อย่าง FED, ECB และ BOJ ยังใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกันอยู่นั้น อาจเพิ่มโอกาสในการไหลของ Fund flow ระหว่างประเทศรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนตรงนี้ มองว่ากองทุนประเภทหุ้น mid-small cap มีความน่าสนใจ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ โดยปกติหากเทียบระหว่างหุ้นตัวเล็กกับหุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวใหญ่มักตกเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติมากกว่าเนื่องจาก หุ้นตัวใหญ่มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายที่มากกว่า และเพียงพอต่อการลงทุนในสายตาต่างชาติดังนั้นเมื่อการไหลของ Fund flow ต่างชาติเกิดขึ้น ผลกระทบจึงตกกับหุ้นตัวใหญ่มากกว่าหุ้นตัวกลางๆ และหุ้นตัวเล็ก

          4.ลงทุนทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยง  หากพูดถึงราคาทองคำในระยะนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจส่ายหัวผิดหวังกับราคาทองคำไม่มากก็น้อย เพราะเชื่อว่าแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของ FED และการเข้าสู่โหมด Risk-on ของนักลงทุนในตลาดหุ้นจะสร้างแรงกดดันให้กับราคาทองคำ ซึ่งในจุดนี้ต้องยอมรับและยังเชื่อด้วยว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก อย่างไรก็ตามยังมองว่าปัจจัยลบต่างๆ ได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาทองคำพอสมควรแล้วดังนั้นแม้ราคาทองคำจะยังมีโอกาสปรับตัวลงไปได้อีก แต่ก็คงไม่มากเท่าที่ผ่านมากลับกันความไม่แน่นอนอีกหลายเรื่องที่รอยู่นี่สิ ที่ยังไม่ได้สะท้อนให้เห็นในราคาหุ้น และเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงผมจึงแนะนำนักลงทุนมีทองคำติดพอร์ตไว้ให้อุ่นใจบ้างก็ดี

สำหรับ 4 Theme  การลงทุนในกองทุนรวมปี 2017 ของ บล. Phillip แม้กลยุทธ์ในการลงทุนที่เน้นความระมัดระวัง พยายามปกป้องความเสี่ยงขาลงบ้างอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็วทันใจในระยะสั้น แต่การที่เราสามารถปกป้องเงินลงทุนได้มากกว่าคนอื่นในเวลาที่ตลาดลงไปแรงๆ ก็จะช่วยให้การกลับมากำไรอีกครั้งนั้นง่ายกว่ากันเยอะ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความไม่แน่นอน และโอกาสผันผวนระยะสั้นสูงแบบนี้

เรื่องโดย : สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย)

ติดตามได้ใน คอลัมน์ Fund Focus ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมกราคม 2560 ฉบับที่ 417