NEWS UPDATE • ECONOMIC

ธปท.เผยมาตรการช่วยเหลือรองรับการระบาดระลอก 2 พร้อมออกมาตรการเพิ่มเติม

ดร. วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ปัจจุบันของเศรษฐกิจไทยกำลังทยอยฟื้นตัว แต่ยังมีหลายคนที่มีความกังวลเรื่องไวรัส COVID-19 ที่จะกลับมาระบาดเป็นรอบที่ 2 ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่ารัฐบาลไทยโดยเฉพาะบุคคลากรทางการแพทย์มีความสามารถบริหารจัดการได้และควบคุมโรคได้

ดังนั้นการออกมาตรการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาจไม่มีความจำเป็นเท่าที่ผ่านมา นอกจากนี้ประชาชนและภาคธุรกิจไทยมีการเรียนรู้ รับตัว และป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้มาตรการที่ธปท. ได้ออกมาเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้มีการพิจารณาถึงการกลับมาระบาดรอบที่สองแล้ว โดยมาตรการที่ออกมาแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การป้องกันการตื่นตระหนกของตลาดการเงิน การเยียวยา และ การปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีหลายมาตรการที่สามารถนำมาใช้ได้หากเกิดการระบาดอีกครั้ง ทั้งนี้ในสถานการณ์ปัจจุบันมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่มีความสามารถเพียงพอที่จะดูแลระบบเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์แย่ลงกว่าที่คาด ธปท. พร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติม โดยมาตรการที่จะออกมาจะเป็นลักษณะของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งธปท. อยู่ระหว่างการศึกษาวิธีการที่จะทำให้การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ทำได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ดร. วิรไท กล่าวว่า สำหรับความกังวลเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยและเอสเอ็มอีเมื่อมาตรการต่างๆ สิ้นสุดลง จะทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น ธปท. ได้มีการพูดคุยกับสถาบันการเงินในการติดตามลูกหนี้กลุ่มต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ขณะที่มาตรการที่ธปท. และสถาบันการเงินออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ก็สามารถช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้ได้ อย่างไรก็ตามแนะนำให้ผู้ประกอบการพูดคุยกับสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามธปท. คาดว่าจะไม่ทำมาตรการพักหนี้ของเอสเอ็มอีแบบประกาศโดยทั่วไปแต่จะให้สถาบันการเงินเป็นผู้พิจารณาลูกหนี้แต่ละราย เนื่องจากการทำมาตรการเป็นการทั่วไปจะสร้างผลข้างเคียงในด้านของอุปสงค์ได้ ขณะที่ลูกหนี้จำนวนมากยังมีความสามารถในการชำระหนี้  หากธปท. ประกาศการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไป อาจกระทบเรื่องของวินัยทางการเงินซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาวกับระบบเสถียรภาพของสถาบันการเงิน 

นอกจากนี้หากดำเนินมาตรการเป็นการทั่วไปจะทำให้ความสัมพันธ์ของกระแสเงินและความสัมพันธ์ของเจ้าหนี้และลูกหนี้หยุดชะงัก ซึ่งในภาวะปัจจุบันสิ่งที่สถาบันการเงินต้องการคือการที่สามารถติดตามสถานการณ์ของลูกหนี้ได้อย่างต่อเนื่องซึ่งจะทำให้ออกแบบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างตรงกลุ่ม

ดร. วิรไท เปิดเผยว่า ผลกระทบของ COVID-19 ที่ธปท. เป็นห่วงค่อนข้างมากคือเรื่องการว่างงานโดยเฉพาะในภาคบริการและภาคการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมที่ยังมีกำลังการผลิตส่วนเกิน นอกจากนี้หลังจากการระบาดของ COVID-19 ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบกับตลาดแรงงาน ดังนั้นการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานเป็นเรื่องที่สำคัญลำดับต้นๆเนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงวัฏจักร

ขณะที่อีกกลุ่มที่น่ากังวลคือนักศึกษาที่กำลังจบการศึกษาในปีนี้ซึ่งจะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ค่อนข้างยากและหากว่างงานไปอีก 1-2 ปี จะส่งผลในระยะยาวต่อศักยภาพของนักศึกษาเหล่านั้นในการหาอาชีพ ดังนั้นการสร้างตลาดแรงงานและพัฒนาทักษะของแรงงานให้สามารถรองรับคนจำนวนมากโดยเฉพาะคนที่อาจไม่ได้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานหลังการระบาดของ COVID-19 จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ

อย่างไรก็ตามในวิกฤติของ COVID-19 ยังมีโอกาส จากการที่แรงงานรุ่นใหม่กลับไปสู่ภาคต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคการเกษตรไทยที่มีผลิตภาพค่อนข้างต่ำโดยอาจเกิดจากแรงงานในภาคเกษตรที่เข้าสู่วัยสูงอายุ ดังนั้นเมื่อมีแรงงานรุ่นใหม่เข้าไปสู่ภาคการเกษตรมากขึ้นอาจช่วยยกระดับผลิตภาพทางการเกษตรและทำให้เศรษฐกิจของพื้นที่ต่างจังหวัดเติบโตขึ้นได้


นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความกังวลเรื่องการระบาดของ COVID-19 รอบสองในประเทศไทย ธปท. ได้พูดคุยกับกรมควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันกรมควบคุมโรคมีศักยภาพในการรองรับเคสได้มากกว่า 20-30 รายต่อวัน ดังนั้นข่าวที่สร้างความกังวลใน 1-2 วันที่ผ่าน กรมควบคุมโรคยังมีศักยภาพในการควบคุมได้

อย่างไรก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้ โดยในไตรมาสที่ 2 เป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจทำให้จุดต่ำสุดอาจลากยาวจนถึงไตรมาส 3 มาจากปัจจัยของเศรษฐกิจโลกหากเกิดการระบาดของ COVID-19 รอบ 2 และทำให้เกิดการล็อคดาวน์ ตลอดจนเสถียรภาพของระบบการเงิน เช่น การผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้

นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนและมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงิน ผู้ออมเงิน และต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินตามต่างประเทศ เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบายจนถึง 0% ต่อปี อาจเกิดขึ้นได้ยากไม่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างระบบการเงินมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้เครื่องมือการออมของไทยยังมีน้อยไม่เหมือนต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องการการออมโดยเฉพาะการออมเพื่อการเกษียณในระยะปานกลางและระยะยาวสำหรับสังคมผู้สูงวัย

นอกจากนี้ กนง. เห็นว่าจะต้องมีนโยบายด้านอุปทานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (economic restructuring) ให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลายลงด้วย ได้แก่

(1) มีกลไกการบริหารกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม อาทิ เอื้อให้เกิดการควบรวมกิจการในสาขาที่มีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่มาก หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการระบาดคลี่คลายลง

(2) สนับสนุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและมีโอกาสฟื้นตัวเร็ว

(3) เร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล 

(4) สนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน (reskill and upskill) เพื่อรองรับการจ้างงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายและปรับตัวเข้าสู่บริบทใหม่ 

(5) เร่งปฏิรูปกฎเกณฑ์ภาครัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบทใหม่