THE GURU • CRYPTOCURRENCY

จับตากระแส CBDC ธปท.เดินหน้าทดสอบดิจิทัลบาท

บทความโดย: Admin

ธนาคารกลางทั่วโลกตื่นตัวทำ CBDC หลังกระแส Libra และดิจิทัลหยวนมาแรง ธปท. ขับเคลื่อนโครงการอินทนนท์เข้าปลายเฟส 3 ผนึก SCG ทำ Prototype ดิจิทัลบาท เตรียมศึกษาแนวทางภาค Retail ต้นปีหน้า พร้อมรับมือความท้าทายในโลกไร้เงินสด

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเต็มตัวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสด ด้วยตัวเร่งสำคัญอย่างบริการพร้อมเพย์ที่ถูกขับเคลื่อนออกมาเพื่อให้ประชาชนสามารถโอนเงินได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม บริการโมบายล์แอปพลิเคชั่นของธนาคารที่สะดวกรวดเร็วพร้อมใช้ ในด้านร้านค้าต่างๆ ก็พร้อมรับชำระด้วยการโอนเงินผ่าน QR Code

และเมื่อประกอบกับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส Covid-19 ที่ทำให้เกิด Social Distance ก็ยิ่งทำให้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเริ่มเปลี่ยนแปลงจากเงินสดไปสู่สื่อกลางรูปแบบดิจิทัลมากขึ้นส่งผลให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สกุลเงินดิจิทัลจึงถูกพิจารณาเป็นพิเศษทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการนำมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนในยุคต่อไป

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถึงภาพรวมของคริปโตเคอร์เรนซี่ในปัจจุบัน แนวโน้มการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางหรือ Central Bank Digital Currency (CBDC)ผลกระทบที่เกิดขึ้น และแผนของธปท.ในระยะต่อไป

 

เปิดมุมมองธปท. ต่อเงินคริปโตฯ

กับนิยามการเป็น medium of exchange

นางสาววชิรากล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซี่มีจุดเริ่มต้นมาจากแนวคิด Digital Asset ที่ตั้งใจจะมาแทนเงิน โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีหัวใจสำคัญคือการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดสื่อกลางการแลกเปลี่ยนโดยไม่มีตัวกลาง (Decentralize) แต่การจะเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนและนำมาใช้แทนที่เงินจริงได้นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น

       1. ต้องสามารถเป็น Medium of Exchange คือ ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนได้

       2. ต้องเป็น Unit of Account สามารถนับได้ทุกคนเข้าใจในมูลค่า

       3. ต้องมีค่าที่คงที่ รักษามูลค่าได้ และ

       4. ต้องสามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้าลูกหนี้ติดเงินอยู่หนึ่งร้อยบาท เอาแบงก์ร้อยไปจ่าย เจ้าหนี้ต้องรับเงินจากลูกหนี้ แต่ถ้าเอา Bitcoin ไปจ่าย เจ้าหนี้จะรับหรือไม่รับก็ได้

หากมองจากปัจจัยทั้ง 4 จะเห็นว่า คริปโตเคอร์เรนซี่สามารถทำได้หลายอย่างใน 4 ข้อนี้ แต่สิ่งที่ขาดคือ การมีมูลค่าที่คงที่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของการเป็น Medium of Exchange ทำให้ไม่ค่อยเห็นคนใช้เงินคริปโตฯ แทนที่เงินมากนัก แต่จะใช้ไปในทางลงทุนเพื่อเก็งกำไรมากกว่า แต่หากเจาะลึกลงไปที่ตัวเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนสกุลเงินคริปโตฯนั้น ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะด้วยแนวคิดการตัดตัวกลางจากความสามารถของเทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นสามารถลดต้นทุนในการทำธุรกรรมลงได้อย่างมาก

เริ่มแรก Bitcoin ต้องการจะเป็น Medium of Exchange ที่ไม่ผ่านตัวกลาง เพราะตัวกลางทำให้ต้นทุนแพง แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถทำให้ส่งเงินกันข้ามกระเป๋าได้โดยไม่มีตัวกลาง ต้นทุนจึงถูกลง ดังนั้น การพัฒนาเงินคริปโตฯ หรือการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน จึงมีความน่าสนใจ ธนาคารกลางทั่วโลกก็เริ่มตื่นตัวแล้ว

นางสาววชิรากล่าวว่า สำหรับมุมมองต่อคริปโตฯนั้น ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในด้านมุมของเทคโนโลยีเบื้องหลังบางอย่าง ธปท.ก็ Recognize ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดี แต่หากมองว่าคริปโตฯจะเข้ามาทดแทนเงินจริงได้หรือไม่นั้น ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ ความแตกต่างหลักระหว่างเงินจริงในแบบดิจิทัลที่สามารถใช้จ่ายได้จริง กับคริปโตเคอร์เรนซี่โดยเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ จะเป็นเงินดิจิทัลอีกรูปแบบหนึ่งที่อยู่ในลักษณะของ Stable Coin ซึ่งมีสกุลเงินอ้างอิงอยู่ข้างหลัง และจะสามารถใช้จ่ายได้จริงและใช้ในวงกว้างเป็นที่ยอมรับของตลาดในการเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนซึ่งจะแตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซี่อี-แสตมป์ หรือแม้แต่คะแนนสะสมจากบัตรเครดิต เพราะถึงแม้จะใช้ซื้อของได้จริง แต่จะถูกใช้อยู่ในวงจำกัดตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แต่ถ้าเป็น Stable Coin จะสามารถนำไปซื้อของอะไรที่ไหนก็ได้เพราะมีเงินจริงอยู่ข้างหลัง

 

ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งทำ CBDC

รับอนาคตโลกไร้เงินสด

นางสาววชิรากล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารกลางหลายแห่งได้ให้ความสนใจกับสกุลเงินดิจิทัลอย่างมากโดยเฉพาะการทำ Central Bank Digital Currency (CBDC) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลในลักษณะของ Stable Coin โดย ธปท.เริ่มศึกษาเรื่องนี้ มาตั้งแต่ปี 2558 แต่จุดที่ทำให้ CBDC ถูกพูดถึงมากขึ้นในระยะหลังคือ การมาของ Libra ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะในที่สุดแล้วเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททางการเงินเพิ่มมากขึ้น เงินสดในรูปแบบกระดาษหรือเหรียญอาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนักในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันหลายๆ ประเทศก็เริ่มทดลองเปลี่ยนระบบชำระเงินเป็นรูปแบบดิจิทัลแล้ว

น่าคิดว่าคนรุ่นต่อไปจะใช้ธนบัตร หรือเหรียญอยู่หรือไม่ เพราะตอนนี้การใช้จ่ายเงินแบบดิจิทัลพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอี-วอลเล็ต โทเค็น หรือสกุลเงินดิจิทัล ดังนั้น เมื่อเราเห็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีจะมาแน่ ธปท. ก็ต้องศึกษาเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นได้

นางสาววชิราอธิบายว่า รูปแบบที่ธนาคารกลางทั่วโลกทำ CBDC จะมีอยู่ 2 รูปแบบได้แก่ Wholesale คือ รูปแบบที่ออกให้สถาบันการเงินใช้ ในการชำระธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงิน และ Retail ที่ออกให้ภาคประชาชนใช้ ในช่วงแรก ธปท.ได้เริ่มหารือว่าแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยว่าคือแบบใด

ในช่วงแรกนั้นเกิดคำถามขึ้นมากมาย 1 ในคำถามที่สำคัญที่สุดคือ ถ้ามีเงินดิจิทัลแล้วตัดตัวกลางออกไปเลย หมายความว่า ประเทศไทยจะไม่มีความจำเป็นต้องมีธนาคารพาณิชย์อีกต่อไปใช่หรือไม่ แต่การถือครองสกุลเงินดิจิทัลนั้นเทียบเท่าการถือเงินสด ซึ่งทำให้ไม่มีดอกเบี้ยจากธนาคาร และยังมีเรื่องสินเชื่อเพิ่มเข้ามาอีก ทำให้คนก็จะต้องพึ่งธนาคารอยู่ดี แล้วสุดท้ายตัวกลางจะหายไปจริงๆ หรือเปล่า

นางสาววริรากล่าวต่อว่า ธนาคารนั้นเป็นมากกว่าตัวกลาง เพราะธนาคารมีบริการอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการรับฝาก ถอน โอน หากตัดระบบตัวกลางอาจหมายความว่า ธปท.ต้องปล่อยสินเชื่อด้วยตัวเอง ต้องมีกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อรองรับคนไทยกว่า 60 ล้านคน

ดังนั้น ในตอนแรกจะเห็นว่า มีเงื่อนไขจำนวนมากที่ประเทศไทยจะเริ่มใช้เงินดิจิทัลแบบ Retail ทำให้ธปท.ลองทำCBDC แบบ Wholesale ก่อน เป็นการทำในระดับธนาคารด้วยกันเองเพื่อดูประสิทธิภาพและความคุ้มค่าว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ ธปท.ได้ดำเนินการภายใต้ชื่อโปรเจ็กต์ อินทนนท์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2560 โดย ธปท.ได้พัฒนาสกุลเงินดิจิทัลร่วมกับ 8 ธนาคารในการวางระบบร่วมกัน ซึ่งจะสร้างระบบนี้ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางในการชำระเงินระหว่างธนาคาร

 

สตาร์ตโปรเจ็กต์อินทนนท์

สู่โปรโตไทป์ของดิจิทัลบาท

นางสาววชิรากล่าวว่า สำหรับระบบเพย์เมนต์ใหญ่ๆ ระหว่างธนาคารในประเทศไทย คือการตัดบัญชีที่ธปท. โดยที่ ธปท.จะมีบัญชีของทุกธนาคารในประเทศ เมื่อมีการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร ธปท.จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางโดยใช้ระบบบาทเนต (Real-Time Gross Settlement) ทำการตัดบัญชีตามที่ธนาคารป้อนคำสั่งมา ดังนั้น การทำ CBDC ของประเทศไทยในลักษณะ Wholesale คือการทำให้ธนาคารสามารถทำธุรกรรมผ่านกันได้แบบอัตโนมัติ โดย ธปท.จะยังควบคุมเสถียรภาพอยู่ เพราะเวลาทำธุรกรรมเงินหลายรายการ ธปท.ยังคงมีหน้าที่การกำกับดูแลธุรกรรมเหล่านั้นว่ามีลำดับการเกิดก่อนหรือหลังอย่างไร เพื่อจะทำให้การทำธุรกรรมไม่เกิดการติดขัด

ในช่วงแรกของ ธปท.จะเน้นไปที่การ Settlement ก่อน หากผลตอบรับดีก็จะเพิ่มฟิเจอร์เข้าไป เช่น การโอนสินทรัพย์อย่างอื่นพร้อมเงิน พอเข้าระยะที่ 2 ก็จะเริ่มนำดอกเบี้ยมาใช้ โดย ธปท.มีธนาคารที่ร่วมพัฒนาในโครงการ 8 ธนาคารซึ่งนับเป็น 8 โหนด แล้ว ธปท.เป็นโหนดสุดท้ายที่คอยมอนิเตอร์ทั้งหมด

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทำให้การหมุนของเงินในระบบธนาคารเปลี่ยนจากเดิมที่ ธปท.คอยเป็นตัวกลางก็จะเหลือแค่เป็นคนควบคุม อย่างไรก็ตาม ในทางเทคนิคแล้วยังคงมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการประมวลผลธุรกรรมที่ยังไม่เร็วพอ ดังนั้น สิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญในเวลานี้คือ การเข้าใจการทำงานของระบบอย่างละเอียด

หากเราเข้าใจเทคโนโลยีเมื่อถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม เราก็สามารถเดินหน้าได้เลย ถ้าสุดท้ายแล้วไม่ต้องการตัวกลางจริงๆ ธปท.ก็ต้องเปลี่ยนบทบาท ต้องคอยมอนิเตอร์ คอยควบคุมแทนเผื่อเวลามีปัญหาจะได้แก้ไขได้ทัน ซึ่งตอนนี้ ธปท.ลองในส่วนของบล็อกเชนอยู่ ในอนาคตอาจมีเทคโนโลยีอื่นๆ ออกมาอีก ธปท.ก็ต้องมีความพร้อมตรงนั้นด้วย

นางสาววชิรากล่าวว่า ปัจจุบันโครงการอินทนนท์เข้าสู่การพัฒนาในระยะที่ 3 มีการทดลองกับการโอนเงินข้ามประเทศ โดย ธปท.ร่วมมือกับธนาคารกลางฮ่องกง และตัดตัวกลางบางตัวทิ้ง เนื่องจากว่าเวลาทำธุรกรรมข้ามประเทศจะต้องทำธุรกรรมผ่านธนาคารตัวแทนต่างประเทศ (Correspondent Bank) ทำให้ธุรกรรมมีการส่งต่อกันเป็นทอดๆ ต้นทุนจึงสูง

ในการทดลองมีธนาคารของฮ่องกงที่เข้ามาร่วมทดลอง 3 ธนาคาร รวมถึงมีนอนแบงก์เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งผลการทดสอบประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นการเตรียมพร้อม หากในอนาคตถ้าต้องทำธุรกรรมในลักษณะนี้เป็นเงินสกุลอื่น ธปท.ก็พร้อมเช่นกัน

ปัจจุบัน ธปท.กำลังต่อยอดโครงการอินทนนท์ไปยังภาคเอกชนขยายการใช้ดิจิทัลบาทไปยังภาคธุรกิจ โดยร่วมมือกับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ มีซัพพลายเชนจำนวนมาก แม้รูปแบบการทำธุรกรรมอาจไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก เช่น บริษัท A ต้องการโอนเงินไปบริษัท B ภายใน 20 วัน แต่มีเงื่อนไขการทำธุรกรรม คือจะโอนได้ก็ต่อเมื่อบริษัท B ส่งของมาก่อนแล้วถึงโอน ซึ่งถ้าเป็นระบบเดิมธนาคารที่เป็นตัวกลางจะเป็นคนจัดการให้ แต่พอมาเป็นระบบใหม่จะถูกจัดการโดยอัตโนมัติผ่าน Smart Contract แทน

ในการทดลองกับภาคธุรกิจจะมีเงื่อนไขหลายอย่างเพิ่มเข้ามา เช่น เอาของมาก่อน แล้วชำระเป็นเครดิต หรือเอาตั๋วซื้อลดมาขาย ขายผ่านใบจอง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ก็ต้องเอามาทดลองให้หมดว่าตัวดิจิทัลบาทจะสามารถรองรับได้ขนาดไหน

นางสาววชิรากล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ธนาคารยังคงต้องมีความเกี่ยวข้องอยู่ แม้ธนาคารจะไม่อยู่ในฐานะตัวกลางแล้วก็ตาม บริษัทที่เข้าร่วมทดลองอาจต้องมีกระเป๋าดิจิทัลในการเก็บสกุลเงินดิจิทัลบาท ซึ่งกระเป๋าดิจิทัลอาจออกโดยธนาคาร และในความเป็นจริงแล้วยังมีหลายโมเดลที่ทั้ง ธปท. ธนาคารพาณิชย์และ ภาคธุรกิจต้องมาตกลงกัน โดยเบื้องต้น ธปท.ได้วางกรอบไว้ในลักษณะนี้ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ โดยโครงการนี้เริ่มแล้วในวันที่ 18 มิถุนายน 2563 ใช้ระยะเวลาทดสอบ 3 เดือน

 

มองอนาคตดิจิทัลบาท

จาก Wholesale สู่ Retail

นางสาววชิรากล่าวว่า โครงการอินทนนท์มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการใช้ดิจิทัลบาทกับการ Settlement ระหว่างธนาคาร การทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และปัจจุบันมาถึงจุดที่นำมาใช้กับภาคธุรกิจแล้ว หากประสบความสำเร็จและธปท.สามารถเห็นภาพได้ชัดเจน ก็อาจเริ่มพิจารณาดูว่าจะสามารถต่อยอดจากภาคธุรกิจมาสู่ Retail ซึ่งเป็นภาคประชาชนได้อย่างไร

ทั้งนี้ 2 ประเทศหลักที่ทำ CBDC ในภาค Retail คือสวีเดนและจีน โดยสวีเดนนั้นมุ่งเน้นการเป็นประเทศไร้เงินสดอย่างมาก โดยหากชาวสวีเดนไม่ได้ถือกระเป๋าดิจิทัลที่มาจากรัฐจะมีเรื่องความเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ชาวสวีเดนมีความต้องการที่จะเข้าถึงสกุลเงินดิจิทัลจากธนาคารกลาง สำหรับประเทศจีนจะเน้นไปที่การขยายบริการให้ทั่วถึง เนื่องจากประเทศจีนมีบริษัทใหญ่ที่ทำเรื่องระบบการชำระเงินอยู่หลายรายการพัฒนาดิจิทัลหยวนจึงสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ร่วมกับกระเป๋าของผู้ให้บริการได้ โดยขณะนี้เริ่มทดลองใช้ในบางมณฑลแล้ว

เราไม่จำเป็นต้องลอกโมเดลจีนและสวีเดนมาทั้งหมด เพราะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยกับจีนแตกต่างกัน สิ่งที่ต้องทำคือการนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุด

นางสาววชิราอธิบายว่า ในช่วงแรก ธปท.ก็ให้ความสนใจกับฝั่ง Retail แต่ต้องยอมรับว่าระบบชำระเงินในประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา มีบริการพร้อมเพย์ที่ทำให้ประชาชนก็โอนเงินได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว แต่ธปท.ก็มีการเตรียมความพร้อมโดยเริ่มมีการระดมความคิดในการสร้างโมเดลการใช้งานดิจิทัลบาทในฝั่ง Retail แล้ว และจะเริ่มศึกษาอย่างจริงจังในช่วงต้นปี 2564

การทำ CBDC ที่เริ่มจาก Wholesale ทำให้เห็นภาพพัฒนาการชัดกว่า อีกทั้งช่วงหลังกระแสของ Retail กำลังเป็นที่นิยม ทำให้ธปท.ต้องตื่นตัวมากขึ้นว่าหากทำ Retail จะทำแบบใดจะทำโดยตรงเลยหรือผ่านธนาคารซึ่งปัจจุบันธปท.ยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะเน้นไปที่การเตรียมพร้อมมากกว่า เพื่อให้วันที่เทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ได้จริง ธปท.ก็สามารถเดินหน้าได้

 

การมาของ Libra คือตัวเร่ง

ธปท.พร้อมรับทุกความท้าทาย

นางสาววชิรากล่าวว่า ตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจการทำ CBDC ฝั่ง Retail มากขึ้นคือการมาของ Libra โดยธปท. มองว่า Libra เป็นสกุลเงินที่ออกโดยภาคเอกชน นั่นหมายความว่า หาก Libra ประสบความสำเร็จคนจะเลือกใช้สกุลเงินที่ภาคเอกชนเป็นผู้ดูแล ส่วนในเรื่องกฎหมายจะรองรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เพราะกฎหมายของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วแล้วธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะยอมเสียค่าเงินของตนเองให้ภาคเอกชนมาบริหารหรือไม่ การมาของ Libra ถือเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเกี่ยวข้องกับการบริหารเสถียรภาพของค่าเงินในประเทศ

“Libra ไม่เหมือนกับการรวมตัวของสกุลเงินยูโรในยุโรป เพราะเงินยูโรยังถูกบริหารจัดการโดยภาครัฐ ทุกธนาคารกลางของยุโรปยังคงทำงานร่วมกัน แต่สำหรับ Libra คนบริหารไม่ใช่รัฐบาล ในความเป็นประเทศเรามีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองต้องมีคนดูแลเสถียรภาพ ทำอย่างไรจะรักษาเสถียรภาพไว้ได้ เราก็ต้องมีสกุลเงินดิจิทัลของเราเอง

นางสาววชิรา ให้มุมมองว่า แม้ Libra จะเป็นเหรียญแบบ Stable Coin ซึ่งมีสกุลเงินจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิง และมีความผันผวนน้อยกว่าคริปโตฯสกุลอื่นๆ แต่ทางผู้ดูแลเสถียรภาพจะมั่นใจได้หรือไม่ว่าเงินจะถูกควบคุมโดยผู้ที่สามารถบริหารและรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้จริง ซึ่งหน้าที่หลักของ ธปท.คือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินให้ประเทศ ดังนั้นธปท.ต้องสามารถดูแลระบบการเงินเองได้ ในทางกลับกันธปท.ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าระบบหลังบ้านของ Libra เป็นอย่างไร ธปท.สามารถเข้าไปจัดการควบคุมอะไรได้มากน้อยแค่ไหนดังนั้นการมาของ Libra จึงเกี่ยวข้องกับระบบทำให้ธปท.จะปล่อยผ่านไปไม่ได้

ในความเป็นจริงแล้วราคาสินค้าในแต่ละประเทศแม้จะเป็นสินค้าอย่างเดียวกันแต่ก็มีราคาที่ไม่เท่ากัน ด้วยปัจจัยทั้งเรื่องเศรษฐกิจในประเทศ ภาวะเงินเฟ้อ นั่นคือต้นทุนหลายอย่างไม่เท่ากัน หากยอมให้แพลตฟอร์มของ Libra เป็นผู้กำหนดราคาสินค้าทั้งโลก นอกจากจะสูญเสียอำนาจในการบริหารเสถียรภาพทางการเงินแล้ว ยังสูญเสียเสถียรภาพในการรักษาราคาสินค้าให้กับ Libra เช่นกันซึ่งที่ผ่านมาธนาคารกลางทั่วโลกมีความสนใจในเรื่องการทำ CBDC อยู่แล้ว เพียงแต่จะทำไปในทิศทางไหนเท่านั้น การมาของ Libra เพียงแค่มาเร่งให้แต่ละประเทศให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น

 

เกี่ยวกับนักเขียน