INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : จริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)

จริญญา จิโรจน์กุล

กรรมการผู้จัดการใหญ่

บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย)

 

ยกระดับถุงมือยางสัญชาติไทย

ก้าวสู่ TOP 3 ของโลก

 

 “ในวิกฤติมักจะมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ วิกฤติโควิด-19 นับเป็นการฉายสปอร์ตไลต์ให้กับหุ้นของ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ให้กลับมาอยู่ในเรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง จนทำให้ราคาปิดหุ้น STA ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 ทำนิวไฮในรอบ 3 ปี 3 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการ Spin-Off บริษัทลูกอย่าง บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ จริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมถุงมือยางมากว่า 20 ปี  จากหัวเรือ บมจ.ไทยกอง (TK) สู่หัวเรือ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) ที่มีกำลังการผลิตมากขึ้นกว่า 8 เท่า ก่อนจะนำทัพเข้าสู่การจดทะเบียนใตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเร็วๆ นี้ และตั้งเป้ารักษาระดับผู้นำ Top 3 ของโลกต่อไป

 

บุคลากรคือฟันเฟืองสำคัญ

สำเร็จได้ ต้องเป็น WE ไม่ใช่ ME

การควบรวมกิจการระหว่าง STGT กับ TK เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 ในขณะที่ จริญญา นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ของ TK ก่อนที่ก้าวเข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ STGT ระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา จริญญาให้คำนิยามว่าเป็นปีแห่งการเรียนรู้ และประกาศว่าต่อจากนี้จะเป็นปีแห่งการเติบโต พร้อมขยายกำลังการผลิตสู่ 1 แสนล้านชิ้นต่อปี ภายในปี 2575 มุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตถุงมือยางสัญชาติไทยที่รักษาระดับ Top 3 ของโลกได้ต่อไป

จริญญา เปิดเผยว่า การก้าวเข้ามาสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ STGT ถือเป็นความท้าทายใหม่อีกครั้ง ถึงแม้จะอยู่ในวงการอุตสาหกรรมถุงมือยางมากว่า 20 ปีแต่เดิมทีเคยบริหารในบริษัทที่มีกำลังการผลิตเพียง 4 พันล้านชิ้นต่อปี ได้ก้าวขึ้นสู่การบริหารบริษัทที่มีกำลังการผลิตถึง 3.3 หมื่นล้านชิ้นต่อปี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า และมีบุคลากรรวมกว่า 7,500 คน

ความท้าทายดังกล่าว ถูกขจัดด้วยการบริหารงานแบบประนีประนอม  และการเปิดใจให้บุคลากรทุกคนมีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจ จึงเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ประกอบกับให้คำปรึกษาเมื่อมีปัญหา นอกจากนี้ ก็มีการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมทั้งนำจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทมารวมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมา จึงนับว่าเป็นปีแห่งการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ด้วยแนวทางการบริหารดังกล่าว บุคลากรจึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้า เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการพัฒนาความรู้ และการยกระดับทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้ความก้าวหน้าทางอาชีพ มี Career Path ที่ชัดเจน ซึ่งเราถือเป็นการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงานเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร

เราเชื่อว่าจะสำเร็จได้ ต้องเป็น WE ไม่ใช่ ME จึงบริหารงานแบบให้ทุกคนมีส่วนร่วม และให้การพัฒนาความรู้บุคลากรอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมี Career Path อย่างชัดเจน เพื่อให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

 

รุกเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ

สร้างความได้เปรียบการแข่งขัน

จริญญากล่าวว่า STGT ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่น แบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติ (Latex Glove) ประกอบด้วยถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง (Latex Powdered Glove) และถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง (Latex Powder Free Glove) และ 2. ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางไนไตรล์ (Nitrile Glove) ที่ผลิตจากน้ำยางสังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อน้ำมันและสารเคมีสูง โดยถุงมือยางทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว สามารถผลิตตามมาตรฐานที่ลูกค้าในแต่ละประเทศต้องการได้

ด้านกำลังการผลิต บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 15.7% ต่อปี ซึ่งในปี 2560 บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งที่ 1.5 หมื่นล้านชิ้นต่อปี ในขณะที่ TK มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 4 พันล้านชิ้นต่อปี

ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมกิจการได้มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 7-8 พันล้านชิ้นต่อปี ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บริษัทมีกำลังติดตั้งรวมทั้งสิ้น 2.7 หมื่นล้านชิ้นต่อปี จากโรงงาน 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี และ ตรัง รวม 132 สายการผลิต มีพนักงานทั้งหมด 7,500 คน นับเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็น Top 3 ของโลก

บริษัทมีวัตถุดิบต้นน้ำ (ต้นยาง) ทั้งหมด 4.5 หมื่นไร่ รวมถึงมีบริษัทแม่เป็น บริษัท ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลกโดยบริษัทสามารถเข้าร่วมวิจัยและพัฒนา (R&D) สูตรน้ำยางข้น เพื่อคิดค้นสูตรที่ดีที่สุดของการผลิตถุงมือยาง รวมถึงร่วมกันศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสภาวะตลาด และแนวโน้มของราคาน้ำยางข้น นับเป็นธุรกิจต้นน้ำและกลางน้ำที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติที่เพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบที่มีคุณภาพให้กับบริษัท

นอกจากนี้ STA ยังสามารถให้การสนับสนุนทางธุรกิจอื่นๆ แก่บริษัท เช่น การบริการด้านวิศวกรรม การซ่อมบำรุง ทำความสะอาด การบริการด้านการขนส่งระหว่างบริษัท การเช่าคลังสินค้า อุปกรณ์ สำนักงาน และอื่นๆ และงานบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น

จริญญากล่าวว่า บริษัทถือหุ้น 100% ในบริษัทย่อย 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท Shi Dong Shanghai Medical Equipment Co., Ltd. หรือ SDME ซึ่งตั้งอยู่ในจีน ดำเนินธุรกิจจำหน่ายถุงมือยางในจีน โดย SDME มีระยะเวลาดำเนินธุรกิจตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2590 รวม 30 ปี ทั้งนี้ อายุในการดำเนินธุรกิจสามารถขยายต่อไปได้หากได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ SDME และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ และบริษัท Sri Trang USA Inc. หรือ STU ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายถุงมือยางในสหรัฐฯ

นอกจากนี้ โรงงานผลิตถุงมือยางของบริษัทตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญ และเป็นแหล่งผลิตหลักของโรงงานผลิตน้ำยางข้น รวมทั้งสามารถจัดหาไม้ฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ง่ายและมีราคาประหยัด ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) จากสหรัฐฯ ด้วยส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง

และด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งขยายกำลังการผลิตและพัฒนาถุงมือยางธรรมชาติเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการรักษาสัดส่วนกำลังการผลิตของถุงมือยางไนไตรล์ในขณะที่ผู้ผลิตถุงมือยางรายสำคัญในภูมิภาค โดยเฉพาะคู่แข่งในมาเลเซีย ที่เน้นขยายกำลังการผลิตและพัฒนาถุงมือยางไนไตรล์ จึงทำให้บริษัทมีการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และสามารถตอบสนองความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งนิยมใช้ถุงมือยางธรรมชาติอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ บริษัทได้ใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่น ส่งผลให้มีสายการผลิตที่รองรับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั่วโลกขณะเดียวกัน บริษัทได้เริ่มใช้ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติ (Automation) ในบางสายการผลิต เพื่อช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทั้งนี้ ในอนาคต คาดว่าจะนำระบบ Internet of Thing (IoT) มาร่วมด้วยและใช้ระบบอัตโนมัติแบบเต็มระบบ (Fully Automation) เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยให้ต่ำลง

ประกอบกับการแข่งขันในอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางนี้ มีผู้เล่นรายใหม่ค่อนข้างน้อย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง มีการใช้เทคโนโลยีที่ค่อนข้างซับซ้อน และพนักงานต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมไปถึงการขอใบอนุญาตและมาตรฐานต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล

ด้วยประสบการณ์ในแวดวงการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของบริษัทมายาวนานกว่า 30 ปี จึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ทำให้รักษามาตรฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้เป็นอย่างดีปัจจุบัน บริษัทส่งออกถุงมือยางไปกว่า 140 ประเทศ และคาดว่า ณ สิ้นปีนี้จะสามารถส่งออกถุงมือยางได้ถึง 170-180 ประเทศ โดยขายภายใต้เครื่องหมายการค้า ศรีตรังโกลฟส์, SRI TRANG GLOVES, ซาโตรี่, I’M GLOVE ฯลฯ และรับจ้างผลิต (OEM) ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากส่งออก 85-90% ของรายได้รวมและเป็นสินค้า OEM ประมาณ 84-85%


สำหรับภาพรวมการดำเนินงานปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 12,224.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3%  และมีกำไรสุทธิ 613.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5.1% เนื่องจากมีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดใหม่ๆ อาทิ ประเทศอินเดีย แอฟริกาใต้ ประเทศในแถบละตินอเมริกา ฯลฯ และการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 มีรายได้รวม 3,873.28 ล้านบาท เติบโต 28.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 421.89 ล้านบาท เติบโต 184.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยมาจากการขยายกำลังการผลิต รวมไปถึงความต้องการใช้ถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเกิดโรคระบาด COVID-19 ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องเร่งการผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

หลังจากควบรวมกิจการกันแล้ว เราได้ขยายกำลังการผลิตในโรงงานที่หาดใหญ่และตรังเพิ่มขึ้น 7-8 พันล้านชิ้นต่อปี ส่งผลให้บริษัทสามารถผลิตถุงมือยางรับกับความต้องการใช้ถุงมือยางจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทันการณ์ เพราะฉะนั้น เราคาดว่ายอดขายปีนี้จะเติบโตตามดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น

 

ตั้งเป้าขยายกำลังผลิต 3 สเต็ป

รับดีมานด์เติบโตต่อเนื่อง

จริญญาเล่าต่อว่า ตอนนี้เราเห็นความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลก (ดีมานด์) เติบโตขึ้นค่อนข้างมาก โดยปกติจะเติบโตประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าดีมานด์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 12% ต่อปี ซึ่งในปี 2562 ปริมาณขายถุงมือยางรวมทั่วโลกอยู่ที่ 3 แสนล้านชิ้นต่อปี และเห็นชัดว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไปทั่วโลกได้เพิ่มความต้องการใช้ถุงมือยางเติบโตขึ้นอย่างมาก คาดว่าดีมานด์ปีนี้และปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ต่อปี

ซึ่งดีมานด์ที่โตขึ้นนั้น นอกจากจะโตจากความต้องการใช้ของบุคลากรทางการแพทย์ (Medical Use) แล้ว เริ่มเห็นดีมานด์จากกลุ่มที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ (Non-MedicalUse) เร่งตัวขึ้นเช่นกัน อาทิ ดีมานด์จากธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม การท่าอากาศยานและสายการบิน รวมถึงประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นความต้องการใช้ถุงมือยางในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม หากตัดปัจจัยเร่งการใช้ถุงมือยางอย่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ออกไป เราก็ยังเห็นอัตราการเติบโตของดีมานด์อยู่ที่ 10-12% ต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากสังคมผู้สูงวัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ในหลายประเทศ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน อินเดีย แอฟริกา ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา ฯลฯ

ซึ่งประชากรในสหรัฐฯ และยุโรปมีอัตราการใช้ถุงมือยางอยู่ที่ 100-150 ชิ้นต่อคนต่อปี ในขณะที่ประชากรในประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการใช้ถุงมือยางเพียง 4-10 ชิ้นต่อคนต่อปี เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าอัตราการใช้ถุงมือยางของประชากรในประเทศกำลังพัฒนายังค่อนข้างต่ำ ประกอบกับประชากรในประเทศกำลังพัฒนามีจำนวนมาก

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตถุงมือยางของบริษัทให้แตะ 1 แสนล้านชิ้นต่อปี ภายในปี 2575 ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรก บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตถุงมือยางเป็น 3.2 หมื่นล้านชิ้นภายในปีนี้ ระยะถัดไปคือ จะขยายกำลังการผลิตเป็น 5 หมื่นล้านชิ้นภายในปี 2568 และขยายกำลังการผลิตเป็น 1 แสนล้านชิ้นต่อปี ภายในปี 2575 ผ่านการลงทุนขยายกำลังการผลิตในโรงงานผลิตปัจจุบัน และพื้นที่ใหม่อื่นๆ รวมไปถึงการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการ

ปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการใหม่ 2 แห่งคือ โรงงานสุราษฎร์ธานีแห่งที่ 2 และแห่งที่ 3 โดยในระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้เริ่มออกแบบเครื่องจักรและวาง Layout โรงงาน เพื่อที่จะขออนุญาตก่อสร้างโรงงานและขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงงาน รวมถึงขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากBOI ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มสร้างโรงงานทั้ง 2 แห่งได้ในปลายปีนี้ และจะสามารถทำการผลิตถุงมือได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2564

พร้อมทั้งเพิ่มกลยุทธ์ผลักดันสินค้าแบรนด์ของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น นอกจากนี้ จะมีการติดตั้งระบบ SAP เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการทำงานและเชื่อมโยงฐานข้อมูลของบริษัทและบริษัทย่อยเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการวางแผนทรัพยากรทางธุรกิจของแต่ละส่วนงานและทั่วทั้งองค์กร

และบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวโน้มของตลาดถุงมือยางในเวียดนาม เพื่อจัดตั้งบริษัทย่อยจัดจำหน่ายถุงมือยางในเวียดนามปัจจุบัน บริษัททำการทดลองตลาดโดยการขายถุงมือยางผ่าน Sri Trang Indochina (Vietnam) Company Limited หรือ STV

มองว่าโควิด-19 จะหนุนดีมานด์ให้โตประมาณ 20-25% ต่อปีใน 1-2 ปีนี้ แต่หลังจากนั้นจะยังเห็นดีมานด์เติบโตประมาณ 10-12% ต่อปี จากสังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศ รวมถึงโอกาสในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดไปยังประเทศกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนขยายกำลังการผลิตของเราที่เพิ่มขึ้น 10% ต่อปีเช่นกัน

สำหรับแผนการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จริญญากล่าวว่า หลังจาก บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ล่าสุดได้รับการอนุมัติเป็นที่เรียบร้อย โดยปัจจุบัน บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) มีทุนจดทะเบียน 1,434,780,000 บาท คิดเป็นจำนวน 1,434,780,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนที่ชำระแล้ว 990,000,000 บาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 444,780,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 31 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้

การเสนอขายหุ้น IPO แบ่งเป็น 1. เสนอขายแก่บุคคลทั่วไป นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณของบริษัทจำนวนไม่เกิน 432,780,000 หุ้น 2. เสนอขายแก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน บมจ. ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี และบริษัทย่อย จำนวนไม่เกิน 2,000,000 หุ้น 3. เสนอขายแก่กรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) และบริษัทย่อย จำนวนไม่เกิน 10,000,000 หุ้น ในจำนวนนี้จะเสนอขาย ณ วัน IPO จำนวนไม่เกิน 4,000,000 หุ้น และส่วนที่เหลืออีก 6,000,000 หุ้นจะถูกเสนอขายในปีที่ 1 - 2 ภายหลังวัน IPO และ 4. หุ้นที่เหลือจากการจัดสรรในส่วนที่ 2-3 (ถ้ามี) จะเสนอขายแก่บุคคลทั่วไป นักลงทุนสถาบันและผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ  โดย STGT จะนำเงินจากการเสนอขายหุ้น IPO ไปใช้ขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ติดตั้งระบบ SAP ชำระเงินกู้สถาบันการเงินและใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งคาดว่าจะนำ บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไตรมาสที่ 3 นี้

 

ติดตามคอลัมน์ CEO Talk  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมิถุนายน 2563 ฉบับที่ 458 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi