INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

จรีพร จารุกรสกุล

ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


การทำธุรกิจต้องมองสถานการณ์ให้ขาด แล้วจะเห็นโอกาส


กลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group เป็นผู้นำในการให้บริการแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านโลจิสติกส์ โดยจำแนกธุรกิจได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาและบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจให้บริการสาธารณูปโภคและพลังงาน และธุรกิจให้บริการด้านดิจิทัล

วิกฤติโควิด-19 กลุ่ม WHA ภายใต้การนำของ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นซีอีโอแถวหน้าของประเทศ ก็หนีไม่พ้นวิกฤติครั้งนี้เช่นกัน การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์ จรีพร ถึงวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กร กลยุทธ์ในการรับมือวิกฤติ และการหาโอกาสทางธุรกิจ

 

หลังโควิด-19 จีนจะขยายฐานลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

จรีพร กล่าวว่า ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ครึ่งปีแรกได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในอู่ฮั่น การที่ระบบ และซัพพลายไปรวมอยู่ที่เดียวกันทำให้มีปัญหา ดังนั้น ต้องกระจายความเสี่ยงออกไป ประกอบกับที่ผ่านมาจีนมีปัญหา ตั้งแต่สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเริ่มมองแล้วว่า จีนมีความเสี่ยงมีมากเกินไปแล้วหากจะให้รวมระบบการผลิตอยู่ที่เดียวกัน

ในช่วงที่ผ่านมานั้น การที่ผู้ประกอบการไปลงทุนในจีนจำนวนมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ซึ่งในขณะนั้น จีนเปิดประเทศทุกอย่างราคาถูกมาก ทั้งต้นทุน ค่าแรง กฏระเบียบก็ไม่ยุ่งยาก เนื่องจากจีนต้องการดึงดูดการลงทุน แต่เมื่อจีนพัฒนามากขึ้น ก็กลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 ของโลก และหลังโควิด-19 คาดว่าจีนจะก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งจะส่งผลให้ทุกอย่างแพงขึ้น ทั้งค่าแรง ราคาที่ดิน กฎระเบียบภาครัฐก็จะเพิ่มขึ้น ดังนั้น คาดว่าการผลิตหลายอย่างต้องกระจายออก

นอกจากนี้ ประชากรจีนก็รวยขึ้น เมื่อรวยขึ้นก็จะมีการขยายฐานไปต่างประเทศ นี่คือ ภาพประกอบทั้งหมดที่จรีพรมองว่าจีนจะเติบโต สิ่งที่จะตามมาคือ จีนจะขยายการลงทุนไปต่างประเทศแน่นอนเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องซัพพลายเชน และจะไม่มีเพียงจีน แต่จะมีทั้งนักลงทุนญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮ่องกง เป็นต้น

ทั้งหมดที่จรีพร อธิบายมาข้างต้น คือโอกาสการทำธุรกิจของกลุ่ม WHA

เราเห็นสัญญาณดีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว พอเกิดสถานการณ์โควิด-19 ก็เป็นการตอกย้ำว่า ต้องมีการย้ายฐานการผลิตกันอีกระลอก ขณะที่กลุ่ม WHA เป็นต้นน้ำ จึงทำให้เห็นปัญหานี้ก่อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่ปัญหาคือ เราเดินทางไม่ได้ จึงทำให้ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกลดลง แต่ความต้องการยังดีอยู่

 

ต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

เพื่อรับมือและหาโอกาสในวิกฤติ

จรีพรกล่าวว่า ในการทำงาน การเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กรเราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลา ต้องระวังว่าจะเกิดอะไรขึ้น การตัดสินใจอะไรช่วงที่สถานการณ์ดีๆ ทุกอย่างจะดีหมดซึ่งต้องระวัง แต่วันที่ทุกอย่างแย่หมด นั่นคือ โอกาส เช่น โอกาสในการซื้อกิจการ เช่นเดียวกับกลุ่ม WHA ที่มีเงินหน้าตักพร้อม

เธอบอกว่า ช่วงปี 2018-2019 มีการพูดถึงว่าจะเกิดวิกฤติการเงิน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ของโลก ในปี 2020 ซึ่งตอนนั้นก็หาเหตุผลไม่เจอ ขณะที่จรีพรได้ให้ทีมงานสืบค้นข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และเพราะว่าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ดังนั้น ต้องมีเหตุการณ์อะไรที่เกิดซ้ำ และก็พบว่าวงจรเศรษฐกิจแต่ละรอบ จะมีระยะเวลา 10 ปี

แต่ช่วงหลังพบว่า วงจรเศรษฐกิจสั้นลงเหลือรอบละ 6 ปี และวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้คาดว่าจะตรงกับปี 2020 พอดี สาเหตุที่เป็นอย่างนั้น เนื่องจากโลกเปลี่ยน ทั้ง โกลบอลไลเซชั่น และดิจิทัล ดิสรัปชั่น ก็พบว่า วงจรเศรษฐกิจสั้นลงเหลือ 6 ปี และก็มาลงอยู่ที่ปี 2020 แต่ก็นึกภาพๆ ไม่ออกว่าวิกฤติรอบนี้จะมีต้นตอมาจากอะไร

การที่นึกภาพไม่ออกว่าวิกฤติรอบนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ประมาท เราระมัดระวัง และก็บอกทีมว่าปี 2020 เตรียมเงินไว้ซื้อของถูก และตอนพีคๆ จะลงทุนอะไรก็ให้ระมัดระวัง แต่เราก็หาสาเหตุไม่เจอ หาตัวเลขไม่เจอ จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19

ซีอีโอกลุ่ม WHA กล่าวว่า ถ้ามีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ และเมื่อเกิดอะไรขึ้น เราก็ไม่มีประเด็นมากมาย หรือเกิดวิกฤติก็จะทำให้เตรียมตัวได้ทัน

ถามว่า วิกฤติโควิด-19 กลุ่ม WHA กระทบมั้ย ก็กระทบ เนื่องจากลูกค้าซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้ เพียงแต่ลูกค้าไม่ได้หายไป นอกจากนี้ เราเป็นกลุ่มธุรกิจที่สำคัญ เนื่องจากเป็นประเภทโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น จากกรณีที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเราไม่ถูกดิสรัป กลุ่มบริษัทจึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบเพราะภาคธุรกิจต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

เมื่อถูกถามว่า ขณะนี้คิดอะไรอยู่ จรีพรบอกว่า คิดหลายเรื่อง มีคนมาเสนอขายกิจการเยอะ เช่น เวียดนาม เราเตรียมเงินไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้ได้ถึงปลายปี 2563 ซึ่งเป็นวงเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ที่จะใช้เมื่อไรก็ได้

 

ต้นทุนทางการเงิน

หนึ่งในหัวใจสำคัญของธุรกิจ

วิกฤติโควิด-19 ที่ถือว่าหนักหนาสาหัสนั้นทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุนปั่นป่วน ผู้ประกอบการในบางธุรกิจประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง สำหรับกลุ่ม WHA นั้น จรีพรกล่าวว่า ต้นทุนทางการเงินกลับลดลง จากการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยช่วงต้นปี 2563 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทในกลุ่มได้วางแผนทางการเงินด้วยการออกหุ้นกู้ 3,500 ล้านบาท ซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำ ถัดมาเดือนมีนาคม ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ได้ปรับโครงสร้างทางการเงินด้วยการไถ่ถอนหุ้นกู้กว่า 3,000 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ยกว่า 2% ต่อปี จากเดิมอยู่ที่ประมาณกว่า 4% ต่อปี ต่อมาเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดตราสารหนี้มีปัญหา และกลุ่มบริษัทมีหุ้นกู้ที่จะครบอายุ 5,000 ล้านบาท จึงได้ปรับโครงสร้างด้วยการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์

จะเห็นได้ว่า กลุ่มบริษัทได้วางแผนด้านการเงินมาตั้งแต่ช่วงต้นปี และช่วงนี้ตลาดตราสารหนี้เปิดก็หันมาออกหุ้นกู้เพื่อนำเงินไปคืนหนี้ระยะสั้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทมีภาระเรื่องค่าใช้ประจำในอัตราที่ต่ำ เช่น เงินดือนพนักงาน เนื่องจากมีพนักงานทั้งกลุ่มเพียงราว 500 คน เป็นต้น และอะไรที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักบริษัทจะเอาต์ซอร์ส ทั้งหมด

จรีพร ยกตัวอย่างการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของกลุ่ม WHA เช่น ไซต์งานก่อสร้างโรงงานให้ลูกค้าของบริษัทที่มีขนาด 50,000-60,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องใช้คนงานก่อสร้างประมาณ 1,000 คน ขณะที่บางบริษัทจะมีบริษัทก่อสร้างเอง แต่กลุ่ม WHA จะใช้นโยบายการจ้างบริษัทภายนอกก่อสร้างโรงงานให้ลูกค้า ทำให้ต้นทุนไม่บานปลาย

 

3 คัมภีร์เพื่ออยู่รอด

กระแสเงินลด-บริหารต้นทุน-โมเดลธุรกิจ

เมื่อเกิดวิกฤติ สิ่งแรกที่ต้องทำ จรีพรกล่าวว่า ต้องเก็บกระแสเงินสดไว้ก่อน เพราะถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้ ถัดมาคือ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่จริงๆ แล้วเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่ายควรทำให้เป็นประจำ ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงเกิดวิกฤติ อะไรที่ไม่สำคัญก็เอาต์ซอร์ส หรือการจ้างบริษัทภายนอกให้หมด สำหรับกลุ่มWHA ที่ผ่านมาองค์กรจะลีน (Lean) มาก ขณะที่บางบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำสูง เช่น ค่าเช่าอาคารสำนักงาน

หลักการบริหารธุรกิจในภาวะวิกฤติที่สำคัญคือ โมเดลธุรกิจต้องดูให้ออก ไม่ใช่แค่บอกว่าเกิดวิกฤติแล้วรอดไม่รอด แม้ไม่เกิดวิกฤติก็ต้องดูว่าอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ธุรกิจที่ทำอยู่ตอบสนองอนาคตหรือไม่

จรีพร ยกตัวอย่างธุรกิจสิ่งทอ ถ้าในอดีตปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นธุรกิจดาวรุ่งของประเทศไทย แต่ปัจจุบันแรงงานในไทยไม่เหมือนในอดีตแล้วเนื่องจากค่าแรงสูงขึ้น ดังนั้น ควรพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามหรือไม่เนื่องจากค่าแรงถูก หรือผู้ประกอบการจะยังดำเนินธุรกิจในไทย แต่ปรับระบบไลน์ผลิตเป็นโรโบติกส์หรือหุ่นยนต์ดีหรือไม่ หรือปรับโมเดลธุรกิจเป็นสินค้าระดับบน (ไฮเอ็น) มากขึ้น นั่นคือ การคิดภาพอนาคต

ยกตัวอย่างช่วงที่กลุ่ม WHA ซื้อ บมจ.เหมราชพัฒนาที่ดิน (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์) ก็มีการตั้งคำถามว่า ซื้อทำไมเพราะเป็นธุรกิจขาลง ทำธุรกิจโลจิสติกส์ดีอยู่แล้ว แต่จรีพรบอกว่า ก็เพราะผู้บริหารมองเป็นธุรกิจดาวรุ่ง และการรู้จักใช้ประโยชน์จากบริษัทนิคมอุตสาหกรรมเก่าแก่อย่างเหมราชที่เป็นบริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐาน

และนั่นคือ แหล่งเงินทั้งหมดอยู่ในนั้นเพราะมีลูกค้ารวมกันอยู่ในนิคมฯ ทำให้ขายน้ำ ขายกระแสไฟฟ้าได้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า บริษัทได้ปรับมาให้เป็นธุรกิจซันไรซ์ หรือธุรกิจขาขึ้น เมื่อหลายปีก่อนธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเป็นธุรกิจดาวรุ่ง อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุน นี่คือภาพที่ต้องเปลี่ยน เช่นเดียวกับธุรกิจโลจิสติกส์ ที่ WHA เป็นรายแรกที่สร้างโมเดลธุรกิจด้านการพัฒนาอาคารคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และโรงงานแบบ Built-to-Suit”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 บมจ.ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ ได้ร่วมจัดตั้งบริษัทเพื่อการร่วมทุนกับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย ภายใต้ชื่อบริษัท บริษัท บีไอจี ดับบลิวเอชเอ อินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG WHA) เพื่อผลิตและจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรมผ่านระบบเครือข่ายท่อส่งก๊าซ

โดยบีไอจี และ ดับบลิวเอชเออินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ ได้ร่วมจัดตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้สัญญาร่วมทุนเพื่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซอุตสาหกรรมและระบบท่อส่งก๊าซในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) เป็นแห่งแรก เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้ไนโตรเจน พร้อมมีแผนขยายธุรกิจบริการไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ของดับบลิวเอชเอในประเทศไทยในระยะยาว 

ธุรกิจมาแรงหลังโควิด-19

ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-เฮลธ์เทคฯ

สำหรับมุมมองเรื่องธุรกิจที่จะกลับมาฟื้นตัวหลังโควิด-19 จรีพร เชื่อว่า กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว เห็นได้จากประชากรในประเทศที่หลังคลายล็อกดาวน์ ก็กลับมาท่องเที่ยวในประเทศกันอย่างคึกคัก นอกจากนี้ ธุรกิจบริการทางการแพทย์ หรือเฮลธ์แคร์ประเภทที่ใช้เทคโนโลยี หรือเฮลธ์เทคฯ จะมาแรง แต่ก็ต้องดูว่าประเทศไทยจะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้หรือไม่

ส่วนภาคการผลิต คาดว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะมาแรง เนื่องจากได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ที่โลกเป็นเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ โควิด-19 ส่งเสริมให้ธุรกิจดังกล่าวเติบโตเร็วขึ้นด้วย ประกอบกับแนวโน้มการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากจีนจะมาที่ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยมีจุดเด่นจากการรับมือโควิด-19 ได้ดี แต่การจะเทิร์นอะราวด์ธุรกิจก็ต้องดูว่าแต่ธุรกิจอยู่ในเซ็กเตอร์ไหน และอยากจะเน้นย้ำว่าผู้ประกอบการควรนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในแต่ละธุรกิจที่ตัวเองทำ นอกจากนี้ เทรนด์โลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่เปลี่ยน แต่การใช้ชีวิตก็เปลี่ยน

บททิ้งท้ายในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ซีอีโอหญิงแห่งอาณาจักร WHA ย้ำว่า การจะสร้างธุรกิจให้ได้ ต้องสร้างคน เพราะคนถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญมาก และเธอจะพูดกับทีมงานอยู่เสมอว่า ต้องทำงานให้พร้อมสำหรับการเกษียณ หมายความว่า วันที่บุคลากร หรือผู้บริหารคนใดคนหนึ่งเกษียณจะด้วยเหตุผลใดก็ตามบริษัทต้องไปต่อได้ เพราะองค์กรไม่ได้ขับเคลื่อนโดยคนใดคนหนึ่ง แต่ให้เดินโดยระบบ และมีการทำงานเป็นทีม พร้อมกล่าวอย่างมั่นใจว่า แม้จะไม่มีเธอ กลุ่ม WHA ก็อยู่ได้อย่างสบาย 


ติดตามคอลัมน์ CEO Talk  ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกันยายน 2563 ฉบับที่ 461 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

หรือช้อปออนไลน์ที่ Shopee : https://shopee.co.th/shop/92758388/search?shopCollection=28050983