NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

Cover Story : เจาะ 20 หุ้นเด่นรับเศรษฐกิจฟื้น

หลังคลายล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับมาดำเนินการได้อีกครั้งนักวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่รายได้มีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้เร็ว เช่น กลุ่มอาหาร (ไม่รวมร้านอาหาร) ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ในลำดับถัดมา เช่น สื่อสารฯ ค้าปลีก ร้านอาหาร ขนส่งการแพทย์รับเหมาก่อสร้าง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 

การเงินธนาคาร ได้นำมุมมองของ 4 บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ ที่วิเคราะห์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางตลาดหุ้นไทยหลังการคลายล็อกดาวน์รวมถึงโอกาสการลงทุนระยะยาวเพื่อรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหรือ Recovery ที่ประเมินว่ากิจกรรมภาคการผลิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในไตรมาส 4 ปี 2563 และคาดว่าความปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) จะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 ปี 2564

 

บล.ไทยพาณิชย์ คาดเศรษฐกิจคืนสู่ปกติไตรมาส 4 ปี 63

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จากโควิด-19 กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็กลับมาดำเนินอีกครั้งอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวโดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก

นอกจากนั้น นโยบายการคลังได้นำออกมาใช้อย่างมหาศาลราว 5-10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจสามารถจะเดินหน้าต่อไปได้ โดยประเมินว่ากิจกรรมภาคการผลิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในไตรมาส 4 ปี 2563 ซึ่งจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคบริการซึ่งจะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นและมาตรการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ

ปี 2563 คาดว่า จีดีพีประเทศไทยจะหดตัวลง 5.8% ประเมินว่า เศรษฐกิจอาจจะฟื้นตัวในปี 2564-2565 แต่จะเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 โดยจีดีพีประเทศไทยจะขยายตัว 5.1% และ 3.6% ในปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ

 

เปิดโผ อุตสาหกรรมรับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น

สิทธิชัย กล่าวว่า เนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการแข่งขันเปลี่ยนไป ความต้องการซื้อและพฤติกรรมของผู้บริโภคสำหรับกลุ่มเทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กดดันให้สังคมและภาคธุรกิจต้องปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและระบบไร้สัมผัส และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นอกจากนี้แล้ว โควิด-19 ยังทำให้วิถีชีวิต การทำงาน และการปฏิสัมพันธ์เปลี่ยนไปด้วย

บล.ไทยพาณิชย์ มองว่ากลุ่มที่จะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศได้แก่กลุ่มค้าปลีก กลุ่มการแพทย์ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งอุปสงค์ไม่ค่อยผันผวนและไม่มีแรงกดดันจากความเสี่ยงอื่นที่ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนอย่างกลุ่มการเงินที่เผชิญปัญหาหนี้เสียและกลุ่มท่องเที่ยวที่ยังไม่มีความชัดเจนต่อแนวโน้มการกลับมาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึงกลุ่มสื่อที่หลายบริษัทเริ่มกลับมาเน้นสื่อที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้แก่ กลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้กลุ่มที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีได้ โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีภาพอุปสงค์ที่แข็งแกร่งได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดและยังได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ 5G เป็นสำคัญ

 

 5 หุ้นเด่นปรับตัวตามวัฏจักรศก.โลก-ศก.ในประเทศ

บล.ไทยพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานและประเด็น (Story) เกี่ยวกับการเติบโตรอบใหม่ มากกว่าการปรับเพิ่มมูลค่า(Valuation)สำหรับไตรมาส 3/63 นอกจากนี้ พอร์ตลงทุนเชิงกลยุทธ์ในระยะสั้น 3-6 เดือน (Tactical Portfolio) จะมุ่งเน้นหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศที่มีคุณภาพดีดังนี้

      - บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ราคาเป้าหมาย 210 บาท : เริ่มเห็นการแข่งขันในระบบเติมเงินปรับตัวลดลงในช่วงกลางเดือนพ.ค. 2563 ซึ่ง ADVANC น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดในจำนวนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามราย เพราะบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากระบบเติมเงินสูงที่สุด การกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็น่าจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าในระบบเติมเงินโทรศัพท์มือถือมากขึ้น คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในของกำไรในไตรมาส 3/63อีกทั้งเป็นหุ้น Defensive ที่ดีท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน

      - บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ราคาเป้าหมาย 19 บาท : การดำเนินงานของ BCH มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการกลับมาใช้บริการของผู้ป่วยคนไทยหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และยังมีปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากการให้บริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19อีกทั้งโรงพยาบาลใหม่ของ BCH ไม่น่าจะเป็นตัวถ่วงผลการดำเนินงาน เนื่องจากมีความต้องการใช้บริการสูง ในขณะที่จำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่มีน้อย อีกทั้ง Valuation ของ BCH น่าสนใจ เพราะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคอยู่ 13%

      - ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ราคาเป้าหมาย 146 บาท : เชื่อว่า BBL เป็นหุ้นที่ราคายังปรับตัวน้อยกว่าตลาด (Laggard)ที่ปลอดภัย เพราะ Valuation ถูก (PBV 0.5 เท่า และ PE 7.8 เท่า ในปี 2563) โดยตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวลงต่ำกว่าตลาด33% เทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ที่ติดลบ 14%อีกทั้งยังมี LLR Coverage สูงที่สุด และมีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจมากที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากภาวะเศรษฐกิจขาลง และมีโอกาสขยายสินเชื่อจากการที่บริษัทขนาดใหญ่เปลี่ยนมาระดมทุนด้วยการขอสินเชื่อแทนการออกตราสารหนี้ เรายังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร

      - บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ราคาเป้าหมาย 4 บาท: เล็งเห็นโอกาสเก็งกำไรระยะสั้นใน ERW เนื่องจากราคาหุ้นน่าจะได้รับการสนับสนุจากจิตวิทยาเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศของรัฐบาลไทยในระหว่างเดือนก.ค.-ต.ค. 2563 เนื่องจาก ERW มีสัดส่วนรายได้จากแขกคนไทยสูงกว่าผู้ประกอบการโรงแรมรายอื่นๆ และมีโรงแรมกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย ปัจจุบัน ERW เปิดโรงแรมชั้นประหยัด HOP INN ครบทุกแห่งแล้ว และคาดว่าจะทำกำไรได้ ณ ระดับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกำไร คือ การควบคุมสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้การเดินทางระหว่างประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

      - บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ราคาเป้าหมาย 30 บาท: ความคาดหวังเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไร แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกตลอดไตรมาส คาดว่าอุปสงค์ PET จะแข็งแกร่งมากที่สุดในช่วงที่กำลังเกิดการระบาดและภายหลังการระบาดของโควิด-19 โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลเกี่ยวกับสุขอนามัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อ IVL เนื่องจากกำไรหลัก (Core EBITDA) มากกว่า 50% ของบริษัทมาจากธุรกิจ Integrated PET นอกจากนี้กำไรของ IVL ยังจะได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ใหม่ในธุรกิจ Integrated EO/EG ที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรตัวใหม่ด้วย

 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯคาดปี 64 ศก.ไทยกลับมาขยายตัว 4.5%

วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) คาดว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2563 ชะลอตัวลงแรง โดยประเมินจีดีพีไทยในช่วงไตรมาส 2/63 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ และประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 หลังจากการปลดล็อกมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง สำหรับจีดีพี ปี 2563 ประเมินว่าติดลบ -7.3%และคาดจะกลับมาขยายตัวในปี 2564 ที่ระดับ +4.5%

เครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐฯที่คาดเติบโตราว 2.8% โดยจะเริ่มเห็นการเร่งเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 2-3 รวมถึงการทยอยออกโครงการประมูลต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในปีนี้ ส่วนภาคการบริโภคมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลัง ผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศจากภาครัฐฯ

ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปีนี้อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างความเชื่อมั่นให้มากขึ้น ส่วนทางด้านการส่งออกอาจขยายตัวได้ในกลุ่มเนื้อสัตว์สินค้าเกษตร รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง แต่ส่วนที่ยังคงเป็นปัญหามากสุดคือ ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดยังคงหดตัวแรง หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อในต่างประเทศยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล ดังนั้นภาคการท่องเที่ยวไทยที่อาศัยรายได้กว่า 70% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถือว่าอยู่ในสภาวะที่น่าเป็นห่วง

 

มาตรการการเงิน-การคลังที่เร็ว ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น

วิจิตร กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ ค่อนข้างมีความแตกต่างจากในอดีต กล่าวคือ รอบนี้เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ซึ่งกระทบเป็นวงกว้างทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจในอดีตมักจะเกิดขึ้นในภาคการเงิน และไม่กระจายตัวมากนัก

ดังนั้นวิกฤติรอบนี้จึงส่งผลกระทบรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดีในครั้งนี้คือ การแก้ไขของธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกที่พยายามออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน และมาตรการอัดฉีดทางการคลัง ที่มีนัยสำคัญและค่อนข้างรวดเร็วมาก เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นและสภาพความเป็นอยู่ของประชาขน ซึ่งส่งผลทำให้ภาคธนาคารยังมีเสถียรภาพที่แข็งแกร่ง ไม่ล้มแบบในอดีต จึงทำให้ตลาดหุ้นมีการฟื้นตัวกลับได้รวดเร็วแม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ

 

เศรษฐกิจอ่อนแอ ตลาดหุ้นอาจไม่อ่อนใจ

การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทย ถือว่าทำได้ดีในอันดับต้นๆของโลก ดังนั้นบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งจึงให้โอกาสค่อนข้างต่ำมากที่ไทยจะกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง เหมือนในช่วงไตรมาส 2 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักกว่า 2 เดือน ดังนั้นแม้ว่าภาพรวมปีนี้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวแรง แต่เชื่อว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว (2Q63)

ดังนั้นแนวโน้มของตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลังควรจะดีกว่าครึ่งปีแรก ผสานกับความคาดหวังเชิงบวกต่อพัฒนาการของวัคซีน ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีการพัฒนามากกว่า 150 วัคซีน และพบว่ากว่า 20% ของวัคซีนที่พัฒนาทั้งหมด กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบกับคนแล้ว ซึ่งเชื่อว่าท้ายที่สุดจะมีทีมที่ประสบความสำเร็จในเร็วๆนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

 

อุตสาหกรรมไหนฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด-19

กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง หลังภาครัฐฯตัดสินใจคลายล็อกดาวน์ แต่กว่าที่รายได้ของแต่ละอุตสาหกรรมจะกลับมาอยู่ในระดับปกติอาจจำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ประเมินอุตสาหกรรมที่รายได้มีโอกาสกลับมาเป็นปกติได้เร็วหลังภาครัฐฯตัดสินใจคลายล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่กลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง เช่น กลุ่มอาหาร (ไม่รวมร้านอาหาร) ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ในลำดับถัดมา เช่น สื่อสารฯค้าปลีกร้านอาหารขนส่งการแพทย์รับเหมาฯ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจฟื้นตัวได้ช้า และยังคงต้องเพิ่มความระมัดระวัง เช่น กลุ่มยานยนต์ และธนาคาร

กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับสภาวะตลาดเช่นนี้ แนะนำ ทยอยสะสม” หุ้นที่คาดแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งปีมีพัฒนาการที่ดี นำโดย

      - บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ราคาเป้าหมาย 39.20 บาท : รับอานิสงส์เชิงบวกจากราคาเนื้อสัตว์ทั้งในไทย จีนและเวียดนามอยู่ในระดับสูงหลังเกิดภาวะอุปทานขาดแคลน

      - บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ราคาเป้าหมาย 120 บาท : ยอดขายในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม)เติบโตเด่น ผสานผลตอบรับที่ดีของผลิตภัณฑ์ใหม่หนุนอัตราการทำกำไรสูงขึ้น ซึ่งคาดว่ากำไรสุทธิจะทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563

      - บมจ.เจ มาร์ท (JMART) ราคาเป้าหมาย 15 บาท: คาดว่ากำไรปี 2563 ขยายตัวโดดเด่น ทั้งจากธุรกิจมือถือรับอานิสงส์ 5Gขณะที่ธุรกิจสินเชื่อ ได้พันธมิตรใหม่จากเกาหลี และกำไรจากบริษัทลูกทั้ง JMT และ SINGER ที่คาดว่ากำไรจะเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่

      - บมจ.ช.การช่าง (CK) ราคาเป้าหมาย 24 บาท : คาดว่าโครงการประมูลในอนาคตเพิ่มงานในมือ(Backlog)เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกสายสีม่วงใต้รถไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง และกำไรจากบริษัทลูกทั้ง BEM, TTW, CKP ที่คาดว่าจะฟื้นตัวเด่นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563

 

บล.เอเซีย พลัส ชี้สภาพคล่องส่วนเกินดันหุ้นแพง

ภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังจะพอขยายตัวได้ คือ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนภาครัฐเห็นกระแสการเดินหน้าผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่จะทยอยเข้ามาในช่วงที่เหลือของปีนี้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 นี้ สังเกตได้ว่า Valuation ของตลาดหุ้นแพงกว่าวิกฤติครั้งอื่นๆมาก สาเหตุหนึ่งเกิดจากแต่ละประเทศมีบทเรียนและเล็งเห็นปัญหาโควิด-19 แต่เนิ่นๆ จึงมีการใช้นโยบายทางการเงินและการคลังอย่างทันเวลา หนุนสภาพคล่องส่วนเกินในช่วงนี้ล้นเข้ามาในระบบ ทั้งสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้เม็ดเงินในกองทุนตลาดเงินของสหรัฐฯ ล่าสุด ปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 5.32 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทย หากพิจารณาเงินฝากออมทรัพย์และฝากประจำในระบบล่าสุด ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 15.52 ล้านล้านบาท ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนตลาดหุ้นหลายประเทศกลับปรับตัวขึ้นจนมีราคปิดต่อกำไร(พี/อี เรโช) ที่สูงผิดปกติ และผิดไปจากวิกฤติอื่นๆ เช่น ตลาดหุ้นไทยล่าสุดซื้อขายบนพี/อีที่ระดับสูงเกินกว่า 21 เท่า ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ที่มีพี/อี เฉลี่ย 9.5 เท่า และวิกฤติซับไพร์ม (ปี 2551) มีพี/อีเฉลี่ย 11.8 เท่า

 

คัดหุ้นเด่นตามระยะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นให้เหมาะสมกับระยะเวลาในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละเฟส โดยบล.เอเซีย พลัส จะเลือกหุ้นที่ชื่นชอบมากสุดกลุ่มละ 1 บริษัท ดังนี้

เฟสที่ 1 : โควิด-19 ยังระบาดต่อเนื่อง แนะนำหุ้นในกลุ่มที่สามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ คือ

กลุ่มเกษตร : บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA)ราคาเหมาะสม 37 บาทเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นโควิด-19 จากคำสั่งซื้อถุงมือยางในบริษัทลูกคือ บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT (STA ถือหุ้น 56.1%) เข้ามาถึงงวดไตรมาส3 ปี 2564 หนุนกำไรสุทธิปี 2563 ของ STGT เติบโตกว่า 5 เท่าตัว และหนุนกำไรสุทธิปี 2563 ของ STA พลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร 3.6 พันล้านบาท

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) ราคาเหมาะสม 2.70 บาท โดยคาดว่ากำไร เติบโตโดดเด่นเหนือตลาด จากการปรับกลยุทธ์การขายกระเบี้อง ด้วยแผนการตลาดที่ยืดหยุ่น และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงใจผู้บริโภคในช่วงล็อกดาวน์เมือง

เฟสที่ 2 : ระยะที่โควิด-19 ชะลอการแพร่ระบาด แต่ยังไม่มีวัคซีนในการรักษา แนะนำหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวคือ

กลุ่ม ICT : บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ราคาเหมาะสม70 บาทหนึ่งในหุ้น Defensive ที่คาดหวังการเติบโตในระยะสั้น จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตในช่วงที่มีการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home : WFH) และการเรียนออนไลน์ หรือ เรียนจากที่บ้าน (Learn From Home : LFH)เพิ่มขึ้น และระยะยาวยังได้ประโยชน์จากการใช้คลื่น 5G ในอนาคต อีกทั้งคาดว่าปี 2563 นี้ INTUCH ยังจ่ายปันผลระหว่างกาลเหมือนตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หุ้นหลายๆบริษัทงดจ่ายปันผล ทำให้ INTUCH น่าลงทุนมากขึ้น

กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง : บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) ราคาเหมาะสม 8.20บาทได้แรงหนุนจากความคืบหน้าโครงการลงทุนภาครัฐที่ทยอยออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง หนุนงานในมือ งานเสาเข็มของบริษัท ซึ่งเดิมมีอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส ที่ 2.8 พันล้านบาท รองรับรายได้ถึงปีหน้า

เฟสที่ 3 : ระยะที่มีวัคซีนในการรักษา แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์เวลาเศรษฐกิจฟื้นตัว รวมถึงหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก แต่ต้องพิจารณา Valuation ประกอบในช่วงเวลาที่เข้าลงทุน คือ

กลุ่มขนส่ง : บมจ.ท่ากาศยานไทย (AOT) ราคาเหมาะสม 53.50 บาทคาดว่าธุรกิจสนามบิน ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่ทยอยฟื้นตัวตามลำดับ (การท่องเที่ยวมีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพี) หลังประเด็นโควิด-19 ผ่อนคลาย

กลุ่มธนาคารพาณิชย์  : ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ราคาเหมาะสม 154 บาทหากนับตั้งแต่ต้นปี 2563 หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ปรับฐานลงมาแรงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ จน Valuation เริ่มน่าสนใจ โดยเฉพาะ BBL ล่าสุดมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (PBV)ต่าเพียง 0.5 เท่า รวมถึงจากเหตุการณ์ในอดีต เวลาเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มักจะปรับตัวมากกว่าตลาด (Outperform) เสมอ

 

บล.กสิกรไทย ส่องการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยว

สุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า กิจกรรมในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้วหลังธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาดำเนินงานตามเดิม โดยจะพบว่าปริมาณการจราจรได้ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนที่เกิดวิกฤติโควิด-19 ในส่วนของภาคการท่องเที่ยวบมจ.ท่ากาศยานไทย (AOT) รายงานจำนวนผู้โดยสารในประเทศระหว่างวันที่ 1-27 มิ.ย.2563 ลดลง 80.1%จากช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตามจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศยังลดลง 99.2%เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนจากคำสั่งห้ามเที่ยวบินพาณิชย์เดินทางผ่านน่านฟ้าประเทศไทย โดยมองว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวช้าหรือเร็วขึ้นกับพัฒนาการของวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 เป็นหลัก

 

แนะลงทุน 2 ธีม พัฒนาวัคซีนสำเร็จลุ้นดัชนี 1,587จุด

บล.กสิกรไทย เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อผลการทดสอบวัคซีนต้านโควิด-19 ที่จะเกิดขึ้น โดยได้เสนอธีมการลงทุนแบ่งตามผลของการพัฒนาวัคซีนเป็น 2 ธีม ได้แก่

ธีมที่ 1 การพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ประสบความสำเร็จคาดว่าความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 จะทำให้ตลาดหุ้นไทยโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น คาดว่า SET Index จะฟื้นตัวสู่ระดับสมมติฐาน ตามสมมติฐานที่ 1 ของบล.กสิกรไทย ที่ระดับ 1,587 จุด

ในกรณีนี้แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่อิงปัจจัยตามวัฏจักร (Cyclical Play) เพราะคาดว่าจะมีราคาสูงกว่าตลาด เช่นAOT, BAFS, MINT, ERW, AAV, SPRC, TOP, PTTEP, KCE, HANA, MAJOR, AMATA, JWD, CPN, LH, CRC, SCB, TISCO, KKP, KTC, TKN, BH, BDMS, IMPACT และ BTSGIF

ธีมที่ 2 การพัฒนาวัคซีนต้านโควิด-19 ไม่ประสบผลสำเร็จ กรณีนี้จะนำไปสู่ปฏิกิริยาเชิงลบของตลาด เพราะจะทำให้รูปแบบการฟื้นตัวของตลาดแปรเปลี่ยนไปจากรูปแบบวี-เชฟ (V-shape) เป็นแบบแอล-เชฟ (L-shape) เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมจะยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ต่อไป

ซึ่งในกรณีนี้แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นแนวรับ (Defensive Play) แทน เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ ตัวอย่างเช่น STGT, STA, ADVANC, BAM, JMT, CHAYO, CPF, RBF, CPALL, BJC, COM7, CBG, EGCO และ RATCH

ติดตามคอลัมน์ Cover Story ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนสิงหาคม 2563 ฉบับที่ 460 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi