INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย

กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


ตลาดหลักทรัพย์ฯ ลุย Digital Transformation

ผนึกพันธมิตรรับยุค New Normal

 

เพื่อตอบรับกับวิถีชีวิตแบบใหม่ หรือที่เราคุ้นชินกันว่า “New Normal” องค์กรธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เน้นการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทำให้องค์กรธุรกิจหลายองค์กรต้องมีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อรองรับการใช้ข้อมูลมหาศาลหรือธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ กระแส Digital Transformation จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคารถึงบริการใหม่บนดิจิทัลแพลตฟอร์มตอบโจทย์ลงทุนวิถี New Normal พร้อมผนึกพันธมิตรยกระดับสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยุคใหม่ ขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เสริมกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

เทรนด์ลงทุนยุค New Normal

เทคโนโลยี โลจิสติกส์ เฮลธ์แคร์

ดร.ภากร กล่าวว่า การลงทุนในอนาคตจะมีความผันผวน ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อกันบนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นการลงทุนในอนาคตนักลงทุนต้องปรับตัว และใช้ข้อมูลมากขึ้นรวมถึงติดตามข่าวสาร ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากติดตามข้อมูลข่าวสารแล้ว นักลงทุนต้องมีความเข้าใจจริงๆ ถึงสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ข้อมูลบางอย่างในอดีตใช้ในปัจจุบันไม่ได้ ดร.ภากร ยกตัวอย่างถึงเรื่องการท่องเที่ยวที่ในอดีตเคยเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในอนาคตจะหวังพึ่งพาการท่องเที่ยวอย่างเดียวไม่ได้แล้วควรจะนำเรื่องเทคโนโลยี โลจิสติกส์ เฮลธ์แคร์ เข้ามาพิจารณาด้วย

การท่องเที่ยวแต่ก่อนได้รับความนิยมจากทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ แต่พอโควิดระบาดคนเดินทางไม่ได้ การท่องเที่ยวซบเซา แต่ในแง่ของการลงทุน เราก็ไม่ได้ทิ้งท่องเที่ยวเลย จะเห็นได้ว่าเริ่มมีการประยุกต์ระหว่างท่องเที่ยวกับเฮลธ์แคร์เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าไปได้ในยุค New Normal และเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

ดังนั้นธีมการลงทุนในช่วงหลังจากนี้ควรจะมองถึงเรื่องที่สอดคล้องกับยุค New Normal เพราะในปัจจุบันรูปแบบธุรกิจถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิม สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ อะไรที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และอะไรที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้

 

ตลท.ชูนโยบายจับมือพันธมิตร

ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน

 ดร.ภากรกล่าวว่าอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่นธุรกิจที่ยึดหลักความยั่งยืนซึ่งประกอบด้วยสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environment Social Governance หรือ ESG) เพราะในปัจจุบันธุรกิจที่มีการให้ข้อมูลในเรื่องเหล่านี้ จะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นดังนั้นการลงทุนในอนาคตจึงเป็นการใช้ข้อมูลบวกกับความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์และการประเมินสถานการณ์ในอนาคต

จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้นักลงทุนหันมาลงทุนกันมากขึ้นในช่วงวิกฤติและทำอย่างไรให้เราอัพเดตข้อมูลให้นักวิเคราะห์ได้เพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นส่วนในการสนับสนุนให้นักลงทุนหันมาสนใจการลงทุนมากขึ้น อีกด้านหนึ่งคือการมีพันธมิตรทางธุรกิจ

ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องมีพาร์ตเนอร์เพิ่มมากขึ้น เราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง แต่เราจะหาคนเก่งๆมาทำงานกับเราได้อย่างไร เพราะถ้าตลาดหลักทรัพย์ฯดำเนินการเพียงลำพังจะประสบความสำเร็จยาก

ดร.ภากรกล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงแรง นักลงทุนเริ่มหันไปหาช่องทางการลงทุนรูปแบบอื่นแทน ดังนั้นตลาดหุ้นในอนาคตก็ควรจะครอบคลุมการลงทุนทุกรูปแบบด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอดีต และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาด้วย

ทำอย่างไรให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหลายสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เพราะการลงทุนในหุ้นอย่างเดียวไม่พอแล้ว หรือเป็นตัวกลางในการระดมทุนให้บริษัทใหญ่ๆอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องรวมถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กทั้งในประเทศ และต่างประเทศ การลงทุนก็เช่นกันทำอย่างไรให้นักลงทุนมาใช้บริการกับบริษัทหลักทรัพย์แล้วสามารถลงทุนได้ทุกสินทรัพย์ทั่วโลก

 

3 โครงสร้าง 3 กลยุทธ์

รับมือกระแส Digital Transformation

ดร.ภากรกล่าวถึงกระแส Digital Transformation ว่ามาเร็วกว่าที่คิด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากทำให้สามารถต่อยอดทางธุรกิจใหม่ๆได้มากขึ้น ขณะที่ในอดีตตลาดหลักทรัพย์ฯต้องคอยติดตามว่าลูกค้าอยากได้อะไร แต่ปัจจุบันนี้สามารถมอนิเตอร์ได้ทันทีจากฐานข้อมูลของลูกค้า

ดังนั้นการปรับโครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมุ่งเน้นความสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ ลูกค้าและพันธมิตร (Customer Focus) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน (Capital Market Infrastructure) และการยกระดับประสิทธิภาพ (Efficiency Improvement) เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในยุค New Normal

ดร.ภากรเสริมว่า โครงสร้างองค์กรที่ถูกออกแบบใหม่ มุ่งเน้นที่ความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งทีมผู้บริหารและพนักงานในทุกสายงานร่วมกันพัฒนาการทำงานเพื่อดูแลลูกค้าตลอดทั้งกระบวนการ โดยแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่

        1. ด้าน Customers ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลลูกค้า ทั้งบริษัทจดทะเบียน บริษัทหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนบุคคล และผู้ร่วมตลาดอื่นๆ

        2. ด้าน Products & Services ประกอบด้วยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดรับความต้องการของลูกค้าโดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลลูกค้า

         3. ด้าน Shared Services ครอบคลุมหน่วยงานสนับสนุนที่ทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในตลาดหลักทรัพย์ฯ

เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายขององค์กรเราต้องมองก่อนว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งอุตสาหกรรมอยู่รอดได้ ซึ่งต้องวิเคราะห์ว่ามีโปรดักต์หรือบริการอะไรบ้างที่ทำธุรกิจได้มากขึ้น โจทย์วันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราได้แล้วเขาเสีย แต่ต้องได้ทั้งสองฝ่ายแนวคิดนี้สำคัญมากในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

จากประโยคที่กล่าวข้างต้น ดร.ภากรขยายความว่า ในส่วนของบริษัทหลักทรัพย์ ปัจจุบันจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการบางอย่างสูง เช่น การพัฒนาระบบการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อให้บริการนักลงทุน ดังนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯต้องมาดูว่าจะอำนวยความสะดวกอะไรให้ได้บ้างเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยได้ใช้โปรแกรมการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ที่สามารถแข่งขันกับโปรแกรมซื้อขายจากต่างประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามสร้างเครื่องมือที่ตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ดร.ภากรกล่าวว่า ถึงแม้ในอนาคตต้องทำงานกับข้อมูลที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น แต่เรื่องการพบปะกับลูกค้าก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทิ้งและการให้คำแนะนำลูกค้าควรยึดวิธีเดิมเพราะทำให้รู้สึกมีคุณค่าจากการสนทนากันโดยตรงกันมากกว่าต้องแยกกันให้ชัดเจนระหว่างโมเดลธุรกิจแบบดิจิทัลที่เป็นเรื่องใหม่กับรูปแบบการทำธุรกิจแบบดั้งเดิมที่ยังมีคุณประโยชน์อยู่ดังนั้นต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้วางกลยยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกันทั้งตลาดทุนอย่างมีสมดุล มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาวเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและความผันผวนในเวทีโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย

         1. เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ (Grow with Efficiency)ปรับรูปแบบการทำงานและขยายธุรกิจด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างมีคุณภาพขณะเดียวกันยังคงมุ่งเน้นลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการและกฎเกณฑ์ต่างๆ และการให้บริการในรูปแบบ One-StopService แก่บริษัทจดทะเบียน นำข้อมูล มาวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงตามความต้องการรวมถึงสร้างฐานข้อมูลที่ให้อุตสาหกรรมได้นำไปใช้ต่อยอดและประโยชน์ร่วมกัน

          2. เติบโตด้วยการสร้างโอกาสใหม่ (Grow with New Opportunities)ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับตลาดทุนในกลุ่ม CLMV รวมทั้งการขยายโอกาสการระดมทุนของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) รวมถึงสตาร์ตอัพ (Startups) ยกระดับ LiVE Platform พร้อมสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านตลาดทุนไทย เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ

          3. เติบโตไปด้วยกันกับผู้ร่วมตลาดและสังคมอย่างยั่งยืน (Grow with Stakeholders & SustainableSociety) ปรับปรุงกฎเกณฑ์ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น (Ease of Doing Business)และการคุ้มครองผู้ลงทุน พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ผู้ร่วมตลาดได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ลดต้นทุนการทำธุรกิจให้แก่อุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มกลางของตลาดทุน และการเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสร้างช่องทางใหมในการลงทุนให้สะดวกมากขึ้นรวมถึงการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลมีคุณภาพเพิ่มขึ้น พร้อมปรับแนวทางการพัฒนาความรู้การออมการลงทุนภาคประชาชน และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในทุกมิติ


ต่อยอด 3 บริการใหม่

ผลักดันการลงทุนสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

ดร.ภากร เผยถึงภาพของตลาดหลักทรัพย์ฯในอนาคตว่าจะเปลี่ยนเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มทั้งหมดแทน ทำหน้าที่ตัวเชื่อมฟังก์ชั่นการทำงานทั้งหมดในตลาดทุน รูปแบบของตลาดอาจจะไม่เหมือนในปัจจุบัน แต่อาจจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่เวลานักลงทุนต้องการสิ่งใดก็จะถูกรวมอยู่ในแพลตฟอร์มนั้น รวมถึงความรู้เรื่องกฎระเบียบต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกรวมอยู่ในแพลตฟอร์มด้วยปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาแพลตฟอร์มดังกล่าวไปมากกว่า 70% แล้ว

ผมมองว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นมากกว่าตัวกลางการซื้อขายหุ้น เพื่อเชื่อมโยงทุกเรื่องของการลงทุนมาไว้ที่เดียว ทำให้ง่ายทั้งต่อนักลงทุนและต่อการบริหารจัดการของเราด้วย

นอกจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเปิด 3 บริการใหม่บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่ตอบโจทย์การลงทุนวิถี New Normal โดยบริษัท ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม จำกัด (DAP) บริษัทในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ สร้างระบบนิเวศตลาดทุนดิจิทัลแบบไร้รอยต่อได้แก่

        1. ระบบเชื่อมต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลไอดีหรือ NDID Proxyนำร่องเปิดให้บริการ บล. บลจ. และบริษัทประกันชีวิต 19 ราย เริ่มทดลองใช้บริการจริงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 สำหรับ NDID Proxy เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมต่อระหว่างบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด (NDID) กับผู้ประกอบการ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ กองทุนรวมประกันชีวิต และบัญชีประเภทอื่นๆ ด้วยการยืนยันตัวตนผ่านช่องทางดิจิทัล กับบริษัทที่ผู้ลงทุนเคยยืนยันตัวตน และมีบัญชีซื้อขายอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และไม่ต้องกรอกข้อมูลในกระดาษเป็นการบริหารจัดการต้นทุนการลงทุนในระบบงานและลดระยะเวลาการพัฒนาระบบของผู้ประกอบการที่เชื่อมสู่ NDID เพื่อให้การพิสูจน์และยืนยันตัวตนดำเนินการผ่านทางดิจิทัลทำได้ตลอดกระบวนการ

         2. บริการเชื่อมต่อข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจากกรมการปกครองได้อย่างสะดวกรวดเร็วจากจุดเดียว

         3. บริการอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ 5 ประเภทตามประกาศของกรมสรรพากรอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในการทำธุรกรรมที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล สามารถซื้อและชำระค่าอากรแสตมป์ได้ทันทีผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มของ DAP พร้อมทำได้หลายสัญญาในครั้งเดียว ไม่ต้องซื้ออากรแสตมป์กระดาษเก็บไว้ล่วงหน้า

ช่วยลดต้นทุน ลดการใช้กระดาษ ลดเวลาในการบริหารจัดการเอกสาร ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีผู้ประกอบการเริ่มใช้บริการแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 และจะร่วมมือกับกรมสรรพากรขยายการให้บริการชำระอากรแสตมป์ของเอกสารกระดาษ ทั้ง 28 ตราสารภายในปีนี้

ดร.ภากรยังกล่าวเสริมอีกว่า DAP ยังมีแผนที่จะประสานกับหน่วยงานทางราชการอื่นเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสถาบันตัวกลางและอุตสาหกรรมตลาดทุน เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงโครงการ FundConnextซึ่งช่วยขยายช่องทางการเข้าถึงกองทุนรวมด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเปิด (Open Architecture) ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงกองทุนรวมได้อย่างหลากหลายด้วยบัญชีเดียว ในตลอดช่วง 3 ปีที่ให้บริการตลอดมา ได้รับผลตอบรับจากนักลงทุนไปในทิศทางที่ดี จำนวนธุรกรรมการซื้อขายกองทุนรวมเติบโตอย่างก้าวกระโดด


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview  ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกันยายน 2563 ฉบับที่ 461 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

หรือช้อปออนไลน์ที่ Shopee : https://shopee.co.th/shop/92758388/search?shopCollection=28050983