WEALTH BEING • MUTUAL FUND

จัดพอร์ตปลอดภัยในภาวะฟองสบู่

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคธุรกิจอย่างไม่เคยมีมาก่อน แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าวิกฤติโควิด-19 นั้นไม่เคยเกิดขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ราว 1,000 จุดในเดือนมีนาคม 2563 มาอยู่สูงสุดเหนือ 1,400 ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน หรือพุ่งขึ้นถึง 40% ในช่วงเวลาเพียงสองเดือน

ตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นท่ามกลางคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนซึ่งถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การประเมินมูลค่า(Valuation) ของตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ขึ้นมาซื้อขายที่ Foward P/E ratio (PER) หรือพี/อี ที่ราว 22 เท่า แทบจะแพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นรองแค่เพียงช่วงวิกฤติฟองสบู่ดอตคอมในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2000

การฟื้นตัวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมานั้นถูกผลักดันจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำและมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง รวมถึงมาตรการพยุงตลาดตราสารหนี้เอกชนของธนาคารกลาง ซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ลงเป็นอย่างมาก ซึ่งมาตรการดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ค่าพี/อี ของตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับสูงจนเรียกได้ว่าเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ไปแล้วก็คงไม่ผิดนัก

ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยต่ำและตลาดหุ้นแพงทั่วโลก การจัดพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่เพียงพอและคุ้มค่ากับความเสี่ยงนั้นจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงมีคำแนะนำในการจัดพอร์ตให้ปลอดภัยในภาวะฟองสบู่ ดังนี้

 

หนึ่ง จับตา บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ เป็นสัญญาณในการทำกำไร

ในภาวะดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องล้นโลก การประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากระดับ Valuation เมื่อเทียบกับในอดีตนั้นอาจทำให้นักลงทุน ขายหมูหรือขายหุ้นเร็วเกินไป จึงแนะนำให้จับตาอัตราผลตอบแทน หรือบอนด์ยิลด์ พันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯเพื่อเป็นสัญญาณในการขายหุ้นทำกำไร และลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

บอนด์ยิลด์ของสหรัฐฯ นับเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงที่สำคัญในการกำหนดราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก ซึ่งตามทฤษฎีการเงิน การเพิ่มขึ้นของบอนด์ยิลด์ จะส่งผลให้อัตราคิดลด (Discount Rate) ของกระแสเงินสด (Cash Flow) ในอนาคตเพิ่มขึ้น และจะส่งผลให้ระดับ Valuation ของตลาดหุ้นปรับตัวลดลง

บอนด์ยิลด์นั้นจะเคลื่อนไหวตามคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคต กล่าวคือ หากนักลงทุนมองเศรษฐกิจฟื้นตัว ก็จะคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อ

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อจากนี้จะทำให้จะทำให้บอนด์ยิลด์เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งเมื่อบอนด์ยิลด์เพิ่มขึ้นมาสูงในระดับหนึ่งก็จะดึงดูดให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากตลาดหุ้นกลับมาที่พันธบัตรและทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานนั่นเอง

แบบจำลองของเราชี้ว่าทุก 1% ของบอนด์ยิลด์ที่เพิ่มขึ้น จะกดดันให้พี/อีของตลาดหุ้นลดลง 9% ซึ่งเราประเมินว่า ในระยะสั้น (1-3 เดือนข้างหน้า) ที่ขนาดงบดุลของเฟดอยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ บอนด์ยิลด์ที่สูงกว่า 0.9% ขึ้นไปจะเริ่มกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐาน

ส่วนในช่วงปลายปีที่ขนาดงบดุลของเฟดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระดับบอนด์ยิลด์ที่จะส่งผลให้ตลาดปรับฐานจะอยู่ที่ 1.3%

 


 

สอง กระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ

ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่แพงที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ โดย SET index นั้นซื้อขายที่ พี/อี ราว 18 เท่า แพงกว่าดัชนี MSCI Asia ex Japan อยู่ราว 25% ในขณะที่ เศรษฐกิจไทยนั้นพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงราว 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงและยาวนานที่สุดจากโควิด-19

ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่มี Valuation ถูกกว่า และมีแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจนกว่า

นอกจากนั้นโควิด-19 ยังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนในวงกว้าง เช่น การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การใช้เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และการทำงานและเรียนนอกสถานที่ เป็นต้น

การลงทุนในต่างประเทศจะเปิดโอกาสให้เราสามารถลงทุนในหุ้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์เหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ โดยอาจลงทุนผ่านกองทุน Sector Funds หรือ Theme Funds เช่น Global Health Care, Global Tech และ E-commerce เป็นต้น

 

สาม ถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

การใช้นโยบายการคลังขนาดใหญ่เพื่อบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 เช่น การแจกเงินกับผู้ว่างงานเป็นจำนวนมาก ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองที่ประชาชนเรียกร้องสวัสดิการจากภาครัฐเพิ่มขึ้นแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจทำให้รัฐบาลทั่วโลกขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับนโยบายการเงินผ่อนคลาย เช่น การลดดอกเบี้ยต่ำ และอัดฉีดสภาพคล่องจากธนาคารกลางเป็นจำนวนมหาศาล นับเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินของโลก

ดังนั้น จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวและช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

ท่ามกลางความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากภาวะดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องล้นโลก การจัดพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมและการติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด ถือเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้สำหรับนักลงทุนในยุคฟองสบู่ที่เรากำลังประสบอยู่ในปัจจุบันนี้




บทความโดย คมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้