NEWS UPDATE • BANKING

ออมสินรุกธนาคารเพื่อสังคม ส่งสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ลดโครงสร้างดอกเบี้ยทั้งระบบ

แบงก์ออมสินเดินหน้าธนาคารเพื่อสังคม Social Banking ออกสินเชื่อเสริมพลังฐานรากวงเงิน 50,000 บาทต่อราย ชูสินเชื่อจำนำทะเบียนเขย่าตลาด คิดดอกเบี้ยแค่ 18% ต่อปี หวังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดอกเบี้ยทั้งระบบ เอื้อแก้หนี้นอกระบบ ลดความเหลื่อมล้ำ

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงแผนการนำธนาคารออมสินสู่การเป็น Social Bank หรือ ธนาคารเพื่อสังคมอย่างเต็มรูปแบบว่า ธนาคารจะมุ่งเน้นดูแลผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม พร้อมยกระดับรายได้ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ยุทธศาสตร์ของผมคือเปลี่ยน Strategic Position จากเดิมที่ทำรีเทลเป็นหลัก กลับมาทำด้านฐานราก โดยจะดูแลผู้มีรายได้น้อย ชุมชน สังคม ตามภารกิจของออมสินในฐานะที่เป็นแบงก์รัฐ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ทำเพราะมีความเสี่ยงสูง

นายวิทัยกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา แต่ละยุคจุดเน้นอาจจะต่างกัน สมัยก่อนผู้อำนวยการบางท่านอาจเน้นสินเชื่อรายใหญ่ บางท่านเน้นสินเชื่อรายย่อย มาในยุคนี้ธนาคารออมสินกลับมาเน้นกลุ่มฐานราก ซึ่งไม่ได้มีใครถูกหรือผิด การที่ธนาคารออมสินหันมามุ่งที่กลุ่มฐานรากซึ่งเป็นตัวตนของเรา ดังนั้น ทั้งองค์กรก็จะขับเคลื่อนไปด้วยกันได้โดยง่ายและได้รับผลตอบรับที่ดีจากพนักงาน

การสร้างแบรนด์ที่มีภาพของความทันสมัยในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความสำเร็จที่สามารถนำไปต่อยอดกับฐานรากได้ การทำแบรนด์มีความจำเป็น เพราะว่ายังมีลูกค้ารีเทลอยู่ แต่อาจต้องวางจำนวนให้ลดลงและเปลี่ยนจุดเน้น จัดสรรเงินไปลงที่ฐานราก เช่น การสร้างอาชีพ การไปลงพื้นที่สนับสนุนองค์กรการเงินชุมชน เราไปสอนให้เขามีการออม ถ้าเขายังออมได้ไม่เยอะเราก็ให้เงินผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเข้าไป ก็ทำให้เขาแก้หนี้นอกระบบได้ และเมื่อมีกำไรก็ไปสร้างอาชีพต่อ เกิดความยั่งยืน

 

เร่งปรับกระบวนทัพองค์กร เดินหน้าสู่ธนาคารเพื่อสังคม

สำหรับแผนงานสู่ธนาคารเพื่อสังคมนั้น นายวิทัยกล่าวว่า ระบบของธนาคารจะมีการปรับเปลี่ยน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์และบริการ (Product) ช่องทางให้บริการ (Channel) และกระบวนการจัดการภายในที่ต้องรวดเร็ว (Speed) เพื่อให้สอดรับการกลุ่มฐานรากที่จะมุ่งเน้น ขณะเดียวกัน ธุรกิจปกติที่เป็นกลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate) กลุ่มลูกค้ารายย่อย (Retail) ก็ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้ธนาคารยังคงมีกำไรที่จะนำมาสนับสนุนกลุ่มฐานรากได้

สำหรับ Product กลุ่มฐานราก ได้แก่ สินเชื่อเสริมพลังฐานราก สำหรับบุคคลที่มีอาชีพค้าขาย ประกอบอาชีพอิสระ และผู้มีรายได้ประจำรวมถึงบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ Covid-19 โดยเป็นสินเชื่อเพื่อการดำรงชีพ เพื่อการลงทุน/หมุนเวียนในกิจการให้วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน (Flat Rate) ระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกิน 3 ปี ที่สำคัญ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันเงินกู้ และยังปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หรือไม่ต้องชำระเงินงวดใน 6 เดือนแรกอีกด้วย

โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ได้ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2563 จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563

 

ตั้งบริษัท-จับมือพาร์ตเนอร์ ลุยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

นายวิทัยกล่าวว่า Product ต่อมาจะเป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ อัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี จากปัจจุบันที่ในตลาดคิดดอกเบี้ยอัตราสูงถึง 24% เพื่อช่วยเหลือประชาชนรายย่อย ผู้มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารแล้วและจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2564

โครงสร้างตอนนี้มันกลับด้านกับสิ่งที่ควรจะเป็น คือคนที่มีรายได้สูงจ่ายดอกเบี้ยน้อย คนที่มีรายได้น้อยจ่ายดอกเบี้ยสูง นอกจากคนที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินในระบบจะมีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบแล้ว คนที่มีรายได้น้อยก็มีปัญหาหนี้ในระบบที่มีดอกเบี้ยสูงด้วย สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้โครงสร้างความเป็นธรรมในสังคมสูญเสียไป

นายวิทัยกล่าวว่า ปัจจุบัน ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Effective Nim) ของธนาคารรัฐอยู่ที่ 2.5% ส่วนของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 3.5% สำหรับกลุ่ม Non Bank ประเภทสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน อาทิ สินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต Effective Nim อยู่ที่ 10-15% ส่วนสินเชื่อที่มีหลักประกันอย่าง สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ Effective Nim สูงถึง 15-20% โดยลูกค้าที่กู้สินเชื่อนอนแบงก์คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อจำนำทะเบียน 1 แสนล้านบาท จากจำนวนผู้กู้ 3 ล้านคน

ตอนนี้ทั้งสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน อย่าง สินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต กับสินเชื่อที่มีหลักประกันอย่าง สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ดอกเบี้ยไม่ต่างกันเลย คืออยู่ที่ประมาณ 24% คนก็จะไปกู้แบบที่ไม่มีหลักประกันมากกว่า แต่ถ้าแบงก์ออมสินเข้าไปแข่งขันในตลาดจำนำทะเบียนรถแล้วทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงได้ ก็จะมีคนเข้ามากู้มากขึ้น

โดยจากข้อมูลเจ้าของรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ที่ปลอดภาระแล้ว ปัจจุบันมีประมาณ 10 ล้านคนที่พร้อมจะกู้สินเชื่อจำนำทะเบียน แต่ตัวเลขผู้กู้มีอยู่แค่ 3 ล้านคน เพราะเปรียบเทียบแล้วเขากู้สินเชื่อบุคคลดีกว่า เสียดอกเบี้ยไม่ต่างกัน และไม่ต้องเอารถไปค้ำประกันด้วย แต่ถ้าปรับให้ดอกเบี้ยลดลงได้ก็จะมีคนเอารถมากู้มากขึ้น จาก 3 ล้านคน อาจจะเพิ่มเป็น 10 ล้านคน ตลาดก็จะใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัว

เท่ากับว่ามีเค้กก้อนใหญ่ขึ้นให้ผู้เล่นในตลาด ทั้ง Non Bank แบงก์ออมสิน หรือแบงก์อื่นๆ ที่สนใจจะเข้ามาแข่งขัน ลูกหนี้เองก็ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลดลง เมื่อดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนลดลงมา ต่อไปก็จะไปดึงให้ดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลลดลงตามมาด้วย ลูกหนี้ที่เคยไปกู้นอกระบบก็จะเข้ามากู้ในระบบมากขึ้นเพราะดอกเบี้ยจะยิ่งต่างกัน ในที่สุดทั้งโครงสร้างดอกเบี้ยทั้งระบบก็จะปรับลดลงได้

นายวิทัยกล่าวย้ำว่า การที่จะทำให้โครงสร้างดอกเบี้ยในระบบลดลงได้นั้น ธนาคารออมสินต้องเข้าไปแข่งขันในตลาดเอง ซึ่งไม่ได้เข้าไปแข่งขันด้วยการขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่เป็นการแข่งขันในตลาดที่เป็นธรรม โดยการปล่อยสินเชื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนฐานรากให้มากขึ้นในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ซึ่งธนาคารต้องมีความรวดเร็วในการให้บริการ และมีการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม

ต้องยอมรับว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทำบนโครงสร้างแบงก์ไม่ได้ เพราะต้องตรวจเครดิตบูโร มีการวิเคราะห์รายได้ มีการตรวจสอบ ทุกอย่างคือต้นทุนและระยะเวลา จะไปสู้เรื่อง Speed ไม่ได้เลย และออมสินเป็นรัฐวิสาหกิจที่ขายหนี้ออกไมได้ ถ้าลูกหนี้มีปัญหาต้องฟ้องร้องอย่างเดียว ต้นทุนก็สู้ไม่ได้ จึงต้องแยกออกไปทำข้างนอก

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยมี 2 แนวทางคือ เข้าไปซื้อบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจจำนำทะเบียนรถ แล้วออมสินถือหุ้น 100% หรือตั้งบริษัทใหม่ในลักษณะบริษัทร่วมทุน (Jiont Venture) กับบริษัทที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้วเพื่อให้เกิด Synergy ร่วมกัน โดยออมสินจะเป็นแหล่ง Funding ที่ถูกลง ส่วนพาร์ตเนอร์ก็จะมีประสบการณ์ มีระบบงานที่แข็งแกร่ง สามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดได้ทันที

สำหรับช่องทางการให้บริการของธนาคารเพื่อสังคม จะปรับให้มีความทันสมัย โดยวางอยู่บนฐานของดิจิทัลแบงกิ้งทั้งหมด ซึ่งสามารถให้บริการได้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งการให้บริการธุรกิจปกติ (Traditional) และบริการธุรกิจเพื่อสังคม (Social) โดยในแต่ละพื้นที่อาจจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ