<
INTERVIEW • PEOPLE

People : ปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

ปิติ ดิษยทัต

ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ยึดแก่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง

 

แก่นของนโยบายการเงินคือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและเสถียรภาพทางการเงิน พันธกิจที่ยึดถือยังคงอยู่ แต่มีความท้าท้ายมากขึ้นจากโครงสร้างของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะด้านการเงิน ทั้งเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย บทบาทของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร แพลตฟอร์มใหม่ๆ เริ่มมีมากกว่าเดิม บริบทต่างๆ เปลี่ยนผ่านค่อนข้างเร็ว ซึ่งภาคการเงินคือข้อต่อแรกที่จะส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริง นโยบายการเงินจึงต้องเปลี่ยนตามพลวัตใหม่”

 

ในเดือนกรกฎาคม 2564 คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารใหม่หลายตำแหน่ง โดยหนึ่งในนั้นได้เลื่อนตำแหน่ง ปิติ ดิษยทัต ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ มาเป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ด้วย

เป็นเกียรติที่ได้ทำหน้าที่นี้ การรับหน้าที่นี้เป็นความท้าทายแต่ก็ภูมิใจที่ได้เข้ามาช่วยแก้โจทย์ต่างๆ จากมุมมองที่ได้ประสบการณ์ในต่างประเทศ เรื่องนโยบายการเงินเป็นหัวใจของงานวิจัยที่ได้ทำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วการได้กลับมาทำหน้าที่นี้จึงเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งอาจจะต่างจากการทำงานวิจัยเพราะมีหน้าที่เชิงบริหารมากขึ้น ต้องมองทิศทางไปข้างหน้าและปรับกรอบการดำเนินนโยบายการเงินให้เหมาะสม” 

โดยก่อนหน้านี้ ปิติ เคยมีประสบการณ์ในหลายฝ่ายภายใน ธปท. ทั้งในด้านนโยบายการเงิน เสถียรภาพทางการเงิน ตลาดการเงิน บริหารความเสี่ยงทางการเงิน และบริหารเงินสำรอง ซึ่งก่อนที่เขาจะกลับมาปฏิบัติงานที่กับ ธปท. ในปี 2544 ปิติ เคยเป็นเศรษฐกรประจำอยู่ที่ International Monetary Fund (IMF) เป็นเวลา 2 ปี และได้ไปปฏิบัติงานที่ Bank for International Settlements (BIS) ในฐานะนักวิจัยอาวุโส

ปิติ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก Princeton University ซึ่งได้รับทุนต่อยอดจาก ธปท.หลังจากจบระดับปริญญาตรีจาก Australian National University (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) และเป็นผู้ได้รับรางวัล “ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น” ประจำปี 2554 ซึ่งเขาเป็นผู้ที่มีงานวิจัยที่โดดเด่นมากมาย

ชอบเศรษฐศาสตร์อยู่พอประมาณ ตอนที่เรียนก็คิดว่าได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ จนเมื่อเริ่มเรียนปริญญาเอกก็อินกับเรื่องเศรษฐศาสตร์มากขึ้น ประกอบกับเกิดเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือ ต้มยำกุ้งในประเทศไทยในตอนนั้นพอดี ทำให้เห็นความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค”

ปิติ เล่าถึงประสบการณ์ในการร่วมงานกับ IMF ว่า หลังจากเรียนจบก็ได้ขอ ธปท.ไปทำงานที่ IMF ซึ่งเป็นการเริ่มต้นทำงานที่เหมือนโยนลงไปในสระน้ำลึก ได้รับความรับผิดชอบที่กว้างและลึกต้องอาศัยการเรียนรู้ที่เร็วมาก เพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในหลายๆ ประเทศ โดยได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่โปรตุเกสและไซปรัส ตอนนั้นในฐานะเด็กจบใหม่ แต่ต้องทำหน้าที่นำการประชุมกับระดับรัฐมนตรีของที่นั่น

ความยากลำบากของการทำหน้าที่ในฐานะคนจาก IMF คือ ในการลงพื้นที่แต่ละประเทศต้องสร้างคุณค่าในการให้คำแนะนำแก่แต่ละประเทศ เพราะแน่นอนว่าแต่ละประเทศย่อมรู้จักสถานการณ์ของตัวเองดีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรที่จะแสดงความเห็นโดยไม่เป็นการทำว่ารู้ดีกว่า แต่เป็นการแสดงในความเห็นมุมต่างเป็นข้อมูลเสริมให้กับแต่ละประเทศ”

เข้าสู่ปีที่ 2 ในชีวิตทำงาน ปิติได้เข้าไปร่วมงานกับฝ่ายวิจัยใน IMF ที่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างประเทศ โดยโอกาสจากการทำงานใน IMF ทำให้เขาสั่งสมประสบการณ์และวิชาการมาอย่างต่อเนื่องก่อนจะกลับมาทำงานที่ ธปท.และได้ทำงานในหลายๆ ส่วนงาน ทั้งในด้านนโยบายการเงิน เสถียรภาพทางการเงิน ตลาดการเงิน บริหารความเสี่ยงทางการเงิน และ บริหารเงินสำรอง ก่อนจะไปปฏิบัติงานที่กับ BIS

งานใน BIS มีความแตกต่างจาก IMF ค่อนข้างมากเพราะต้องดูในภาพรวมทั้งประเทศ ทั้งภาคการคลัง นโยบายการเงิน นโยบายสาธารณะ ปฏิรูปโครงสร้าง ตลาดแรงงาน เพราะ BIS เน้นเรื่องธนาคารกลางและนโยบายการเงิน ขอบเขตการทำงานจะโฟกัสไปที่นโยบายการเงิน เสถียรภาพทางการเงิน ระบบการชำระเงินด้วย ทำให้ได้ลงลึกมากกว่าเหมือนถูกส่งไปอยู่บนเวทีวิชาการท่ามกลางหัวกะทิแนวหน้า จึงต้องมีทักษะเชิงวิชาการ และรู้ให้ลึกเพื่อสามารถตอบโต้กับพวกเขาได้”

 

โจทย์นโยบายการเงิน

กับความคาดหวัง

หลังจากทำหน้าที่ใน BIS อยู่พักใหญ่ ปิติก็ได้กลับมารับหน้าที่ในสายนโยบายการเงิน เขาเล่าถึงงานในสายนโยบายการเงินที่เพิ่งได้รับมอบหมายว่า เป็นส่วนงานที่ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมทางเศรษฐกิจของธนาคารกลาง ต้องคอยติดตามภาวะเศรษฐกิจต่างๆ เก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจในส่วนที่ ธปท.รับผิดชอบ เช่น ด้านดุลชำระเงินระหว่างประเทศ ดุลการคลังในบางส่วน แต่สำหรับงานหลักคือ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจใน ธปท. ที่ต้องทำหน้าที่เชื่อมต่อกับองค์กรด้านเศรษฐกิจในประเทศเกือบทุกองค์กร ซึ่งหน้างานกว้างมากต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้

ทั้งนี้ ด้วยโครงสร้างขององค์กรในปัจจุบันอาจจะไม่เท่าทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงมีความคิดว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของสายงานนโยบายการเงินในอนาคตเพื่อให้องค์กรมีวิธีการทำงานที่ปรับตัวได้เร็ว มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดลำดับขั้นให้น้อยลง ซึ่งสิ่งสำคัญคือ คนในองค์กรต้องสามารถมองในภาพใหญ่ให้ออก และต้องมองต่างมุมเพื่อให้ได้คำตอบที่แตกต่างกันออกไป

แก่นของนโยบายการเงิน คือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและเสถียรภาพทางการเงิน พันธกิจที่ยึดถือยังคงอยู่ แต่มีความท้าท้ายมากขึ้นจากโครงสร้างของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะด้านการเงิน ทั้งเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย บทบาทของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร แพลตฟอร์มใหม่ๆ เริ่มมีมากกว่าเดิม บริบทต่างๆ เปลี่ยนผ่านค่อนข้างเร็ว ซึ่งภาคการเงินคือข้อต่อแรกที่จะส่งผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริง นโยบายการเงินจึงต้องเปลี่ยนตามพลวัตใหม่”

ในยุคปัจจุบันภูมิทัศน์ของผู้ให้บริการทางการเงินเปลี่ยนไปเร็วมาก ธปท.เองก็ต้องปรับตัวให้อยู่ในโลกใหม่ได้ เกณฑ์กำกับดูแลของ ธปท.ก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อเส้นแบ่งของธุรกิจทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงินเลือนรางไป ผู้เล่นหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความหลากหลาย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เช่น เหรียญดิจิทัลต่างๆ ที่มีความผันผวน โดยท้ายสุดในฐานะธนาคารกลางต้องทำให้ผู้รับบริการได้ข้อมูลในการตัดสินใจที่เพียงพอและทำให้ความเสี่ยงอยู่ในกรอบที่ดูแลได้ สามารถดูแลเสถียรภาพเชิงระบบได้

ปิติบอกด้วยว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจและการเงิน ก็มีความคาดหวังจากสาธารณชนต่อธนาคารกลางที่เพิ่มขึ้นด้วย สาธารณชนมีความคาดหวังต่อธนาคารกลางที่มากกว่าเดิม ทั้งเรื่องความเลื่อมล้ำ เรื่องภาวะโลกร้อน รวมทั้งหวังให้ธนาคารกลางช่วยยกศักยภาพของเศรษฐกิจให้ดีกว่าเดิม ทั้งที่เครื่องมือของธนาคารกลางตามปกติแล้วจะไม่สามารถทำได้แต่ก็มีความคาดหวัง

ธนาคารกลางเผชิญกับความท้าทายที่สูงขึ้น แต่เครื่องมือมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นเครื่องมือหลักของธนาคารกลาง หลายประเทศอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำ เช่นเดียวกับในประเทศไทย จึงไม่ง่ายสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติม”

 

เงินเฟ้อ-เงินทุนผันผวน

ท้าทายสมดุลเสถียรภาพ

อย่างไรก็ดี ปัจจัยในระยะข้างหน้าที่จะมีผลต่อแนวนโยบายการเงินคือ อัตราเงินเฟ้อที่ขยับสูงขึ้น โดยท่าทีของธนาคารกลางในหลายประเทศเริ่มจะนำนโยบายการเงินกลับมาสู่ปกติ ขณะเดียวกัน ทิศทางของเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวนมากขึ้น แม้ว่าเสถียรภาพทางการเงินและภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยมีความเข้มแข็งเป็นกันชนให้เศรษฐกิจไทยได้ดีมาก แต่ก็ได้ใช้กันชนที่สร้างมาไปในช่วงวิกฤติค่อนข้างมากแล้ว

ความท้าทายของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า คือการรักษาสมดุลของปัจจัยต่างๆ ท่ามกลางบริบทต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งเรื่องค่าเงิน เงินทุนเคลื่อนย้าย และการหนุนเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังฟื้นตัวให้ฟื้นแบบไม่สะดุด รวมทั้งดูแลเสถียรภาพทางการเงินที่ได้ใช้กันชนที่มีไปเยอะแล้ว การกำหนดนโยบายการเงินจึงต้องมองไปข้างหน้า ต้องดูแลความปกติในสิ่งที่ไม่ปกติ ต้องสร้างสมดุลในหลายอย่าง แม้พันธกิจยังคงเดิมแต่บริบทเปลี่ยนไป”

ปิติกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ต้องมีการปรับการสื่อสารของธนาคารกลางต่อสาธารณชนให้มีความโปร่งใสและเพียงพอ จนสามารถคาดเดาได้ว่าธนาคารกลางจะมีแนวนโยบายในการปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้สาธารณชนสามารถเดาถึงนโยบายการเงินในอนาคตได้

เพราะหากประชาชนมีความเข้าใจในการใช้นโยบายการเงินแล้ว เมื่อมองไปข้างหน้าจะทำให้สามารถวางแผนได้ เช่น คนวางแผนซื้อบ้านก็คาดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไร การสื่อสารของธนาคารกลางต้องโปร่งใส ไม่ต้องเดาแบบเดิม การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยต้องชัดเจนว่าขึ้นเพราะอะไร คงที่เพราะอะไร แล้วจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้คนเข้าใจนโยบาย มองเห็นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ขจัดความไม่แน่นอนออกไป ผู้ประกอบการเจอกับความไม่แน่นอนเยอะแล้วและไม่ต้องการความไม่แน่นอนในกำหนดนโยบายมาซ้ำเติม”

อย่างไรก็ดี ในฐานะที่ธนาคารกลางที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาล การวางบทบาทของธนาคารกลาง และการกำหนดมาตรการบางอย่างจึงต้องชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความสำคัญ ซึ่งธนาคารกลางมีความน่าเชื่อถือ ทั้งในมุมสาธารณชนและมุมที่รัฐบาลฟังสิ่งที่เสนอ ธนาคารกลางจึงต้องรักษาความน่าเชื่อถือนั้นไว้

สำหรับประเทศไทยนโยบายการเงินทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่มีความจำเป็นต้องได้รับแรงหนุน เช่นในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้น ภาวะทางการเงินต้องไม่เป็นอุปสรรคในการฟื้นตัว ตามที่เห็นมาตรการทางการเงินที่มีส่วนผ่อนคลายการกำกับธนาคารในการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอุปสรรคไม่ได้อยู่กับเรื่องได้สินเชื่อไม่ได้สินเชื่อแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ภาพรวมของเศรษฐกิจเช่น ภาคท่องเที่ยว การลงทุน ภาคการเงินเสริมได้เต็มที่ระดับหนึ่ง แต่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาคส่วนอื่นๆ ด้วย

การร่วมมือระหว่างธนาคารกลางและหน่วยงานอื่นๆ ที่ผ่านมา มีความราบรื่น สะท้อนจากมาตรการต่างๆ ที่ออกมาในช่วงโควิด-19 ที่ต้องผสานกับหลายองค์กร ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งสมาคมธนาคารไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี”


ติดตามคอลัมน์ People ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมกราคม  2565 ฉบับที่ 477

ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi  

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt