<
INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต

สาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 

ดร.สุธี โมกขะเวส  กรรมการผู้จัดการ 

บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต



ผสานพลังจัดทัพรับยุคดิจิทัล

สร้าง S-Curve ใหม่ต่อยอดธุรกิจ

 

 “การปรับโครงสร้างใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการจัดทัพของเมืองไทยประกันชีวิตใหม่เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกประกันชีวิตแนวใหม่ และเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการและทีมงานทุกคน
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต หรือ MTL

 


สิ่งที่เมืองไทยประกันชีวิตจะดำเนินการคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น และทำให้คนสามารถย้ายไปทำงานที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้win-win ทั้งกับพนักงาน และ win-win กับองค์กรด้วย
 ดร.สุธี โมกขะเวส  กรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต หรือ MTL

 

กว่า 17 ปี ที่สาระ ล่ำซำรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการบมจ.เมืองไทยประกันชีวิต หรือ MTL ที่แม้จะพบกับอุปสรรคมาตลอดทาง แต่ก็ยังสามารถนำพาองค์กรให้ผ่านวิกฤติมาได้เสมอ ด้วยหัวคิดทันสมัยและกล้าตัดสินใจปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถก้าวสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิต Top 3 ในปัจจุบัน

หลังจากบ่มเพาะต้นกล้าพันธุ์ใหม่เพื่อเข้ามาสานต่องานจนสุกงอมแล้ว ในที่สุด ก็ถึงเวลาของการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญของ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต โดยการแต่งตั้งให้ ดร.สุธี โมกขะเวส ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดประกันชีวิตในโลกใหม่ ขณะที่สาระ ล่ำซำ นั่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมผสานความร่วมมือเพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ในการต่อยอดธุรกิจประกันชีวิตให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป

 

ตั้งลูกหม้อรับมือประกันยุคใหม่

สาระกล่าวว่า หลังจากที่อยู่ในฐานะกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมาถึง17 ปี ทำให้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกประกันชีวิตในการก้าวไปสู่โลกยุคใหม่อย่างรวดเร็วจากเดิมที่โลกของประกันชีวิตคือ Insight-Out มาโดยตลอด แต่ในวันนี้โลกของประกันชีวิตได้เปลี่ยนไปสู่Outside-In แล้วอีกทั้งการแข่งขันของธุรกิจประกันชีวิตได้เปลี่ยนไปสู่การแข่งขันกับหลากหลายธุรกิจ หลากหลายมิติทำให้ต่อไปจะให้ความสำคัญแค่เรื่องของการชิงส่วนแบ่งการตลาดระหว่างบริษัทประกันด้วยกันเพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

นอกจากนี้ จากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ แต่สำหรับเมืองไทยประกันชีวิตแล้ว ไม่ได้มองว่าโควิดเป็นวิกฤติ แต่กลับเป็น โอกาส ในการที่จะพัฒนาเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อสร้างS-Curve ใหม่ให้มาต่อยอดให้กับประกันชีวิตรวมถึงเกิดโอกาสอีกมากมายที่ให้ประกันชีวิตสามารถเข้าไปแข่งขัน หากสามารถคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีซึ่งหากยังคงใช้รูปแบบการบริหารที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเพียงคนเดียวคงจะไม่สามารถที่นำพาธุรกิจให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้

ดังนั้นจึงได้เปิดทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันบริหารจัดการและคว้าโอกาสต่างๆให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้นำทีมในการคว้าโอกาสในโลกยุคใหม่นี้ ต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อมและรู้จักเมืองไทยประกันชีวิตเป็นอย่างดี และสามารถร่วมมือกับผู้บริหารของเมืองไทยประกันชีวิตได้

จากคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ตัดสินใจเลือกดร.สุธี โมกขะเวส ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการโดยดูแลรับผิดชอบงานด้าน Operation ซึ่งเป็นสายงานที่มีความสำคัญมากในยุดดิจิทัลและอยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะรับผิดชอบในการกำหนดStrategyโดยในการทำงานของกรรมการผู้จัดการจะขึ้นตรงกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารทั้งหมด

ดังนั้นการปรับโครงสร้างใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นการจัดทัพของเมืองไทยประกันชีวิตใหม่เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกประกันชีวิตแนวใหม่ และเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต ภายใต้ความร่วมมือของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการและทีมงานทุกคน

 

เน้นสร้าง New S-Curve

สาระกล่าวว่า ภารกิจต่อจากนี้ไปตนเองจะดูแลเรื่องของการวางยุทธศาสตร์ รวมไปถึงการสร้าง S-Curve และขยายงานด้านคอมเมอร์เชียลโดยในการสร้าง S-Curve ใหม่นี้จะมีทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกัน และนอกธุรกิจประกันอย่างการตั้งฟูเชีย เวนเจอร์ แคปิทัล (Fuchsia) ศูนย์เรียนรู้และสร้างโอกาสทางธุรกิจ อาทิ Health Tech และการจัดตั้งบริษัท ไอเจ็น จำกัด (AI Gen) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อพัฒนา บริการผ่าน AI รวมไปถึงการพัฒนาแบบประกันและบริการสำหรับสังคมผู้สูงอายุ รวมไปถึงการนำดาต้ามาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุในอนาคตด้วย

ส่วนด้านคอมเมอร์เชี่ยลนั้น ในอนาคตจะมีการนำเรื่องของดาต้าเข้ามาช่วยเพื่อให้คำแนะนำแบบ Personalization กับลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเนื่องจากแนวโน้มของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตในโลกของการประกันชีวิตยุคใหม่ จะไม่ใช่การออกแบบพัฒนาแบบประกันและนำเสนอการขายประกันจะแบบรับความเสี่ยงร่วมกันอีกต่อไป แต่จะเป็นการแบบประกันที่มีความเหมาะสมตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนเห็นภาพและร่วมงานกันมาตลอดอยู่แล้วโดยมองว่าจะเป็นทัพเมืองไทยประกันชีวิตที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมซึ่งแข็งแรงอยู่แล้วส่วนความท้าทาย เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในทุกองค์กร แต่เรามองเป็นเรื่องของโอกาสมากกว่า

สาระกล่าวว่า การที่ดร.สุธี เป็นลูกหม้อของเมืองไทยประกันชีวิต มาตั้งแต่เริ่มทำงาน และยังร่วมเสนอแนวคิดและร่วมกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ร่วมกันมาโดยตลอด ที่สำคัญเป็นบุคคลที่มีความเข้าใจในเรื่องของประกันชีวิตเป็นอย่างดี รวมถึงอยู่ในช่วง Gen X ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สามารถสื่อสารกับพนักงานรุ่นใหม่ที่อยู่ในกลุ่ม Gen Xซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมากได้ง่ายและเข้าใจถึงความต้องการสามารถนำจุดเด่นของความแตกต่างของแต่ละแนวคิดเข้ามาปรับใช้เพื่อเติมช่องโหว่ของธุรกิจได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีการสั่งสมประสบการณ์ด้านประกันชีวิตมายาวนานพอสมควร และพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับตัวผมไม่ได้ไปไหน ผมยังอยู่ในเมืองไทยประกันชีวิตเพราะนอกจากเมืองไทยประกันชีวิตแล้ว เรายังมีบริษัทแม่อย่างเมืองไทยกรุ๊ปที่ทำให้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย โดยผมและดร.สุธี จะมีการประสานความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดยุทธศาสตร์ การวางกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่ผมและดร.สุธี ทำงานร่วมกันในลักษณะนี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว

 

เปิด 4 ภารกิจหลัก

ดร.สุธีกล่าวว่า การได้รับมอบหมายให้รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในครั้งนี้รู้สึกเป็นเกียรติ และดีใจที่ได้รับความเชื่อมั่นจากคุณสาระที่มองว่าตนเองจะสามารถเข้ามารับภารกิจนี้ได้โดยหลังจากนี้ในฐานะของกรรมการผู้จัดการบทบาทหน้าที่อาจจะเปลี่ยนไปบ้างนอกจากเดิมที่จะดูเรื่องของการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ การวางยุทธศาสตร์ขององค์กร และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบต่างๆแล้วจากนี้ไปจะครอบคลุมไปถึงเรื่องของการพัฒนาด้านเทคโนโลยี การสร้างฐานข้อมูลโดยจะเน้นการทำงานในเชิงลึกเพื่อแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อต่อยอดธุรกิจกับ 4 ภารกิจหลัก คือ

        ภารกิจที่ 1 การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดาต้าและเทคโนโลยีเพื่อขยายสู่ธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจประกันชีวิตเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ต้องการบริการที่ดีสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส และต้องการผลิตภัณฑ์ที่เชื่อว่าเหมาะกับตัวเอง รวมถึงการเข้าถึงบริการรูปแบบใหม่จากธุรกิจอื่นที่สามารถเข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันของบริษัทประกันในยุคปัจจุบันและในอนาคตต้องเปลี่ยนไป โดยต้องแข่งขันกับธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ประกันชีวิตด้วย

        ภารกิจที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแม้เมืองไทยประกันชีวิตจะเป็นบริษัทประกันชีวิตที่ดำเนินธุรกิจมาถึง 70ปีและมีลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ของบริษัทและอยู่กับบริษัทมากว่า 60 ปีแล้วซึ่งภาระผูกพันและพันธะสัญญายังคงเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความคาดหวังของลูกค้าที่จะได้รับบริการที่ดีและแตกต่างจากในอดีตดังนั้น บริษัทจึงต้องสร้าง New S-curve ขึ้นมาใหม่ เนื่องจากในปัจจุบันแต่ละธุรกิจสามารถที่จะขยายฐานลูกค้าออกไปได้ในทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อจำกัดดังนั้น ในแง่ของบริษัทจะใช้ฐานลูกค้าของบริษัทที่มีอยู่อย่างไรเพื่อสร้าง New S-curve ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        ภารกิจที่ 3 ผลักดันให้เมืองไทยประกันชีวิตเป็นLearning Organizationเพราะโลกยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงไป การเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับธุรกิจประกันชีวิต เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคลจึงต้องมีการนำดาต้านำมาใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายแบบเทเลอร์เมด โดยเป็นก้าวต่อไปที่บริษัทได้ตั้งความหวังไว้

       ภารกิจที่ 4 การดึงคนกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษ เข้ามาร่วมงานกับธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งภารกิจนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างชอบและน่าสนใจ จากเดิมที่บริษัทจะตีกรอบคุณสมบัติของบุคลากรที่จะเข้ามาร่วมงานไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร แต่ในยุคปัจจุบันบุคลากรรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องทำงานหรือเรียนเกี่ยวกับการประกันชีวิตก็สามารถเข้ามาร่วมงานกับบริษัทได้ขอเพียงแค่เป็นคนที่เปิดกว้างและสามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของแต่ละสายงานได้ทั้งนี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเมืองไทยประกันชีวิตต่อไป

ดร.สุธีกล่าวว่า ภารกิจทั้ง 4 ด้านนี้เป็นสิ่งที่มองเห็นว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตและได้เตรียมความพร้อมมาโดยตลอด ในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดาต้าและเทคโนโลยี เพื่อขยายไปยังธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจประกันชีวิตขณะเดียวกัน ยังจะนำดิจิทัลมาช่วยในการพัฒนาแบบประกันสำหรับคนที่เป็นโรคมาก่อนสามารถทำประกันได้ซึ่งในอดีตไม่สามารถทำได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัยมากขึ้นทำให้สามารถที่จะพัฒนาแบบประกันให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มได้มากขึ้น

ความท้าทายภารกิจ คือ ความเข้าใจเทคโนโลยีว่าสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้กับธุรกิจได้บ้าง ต้องมีการทำในเรื่องของ Communication ให้ทุกคนในองค์กรเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในด้านต่างๆ

 

เผยยุทธศาสตร์ธุรกิจ

ดร.สุธี กล่าวว่า สำหรับเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในอนาคต จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจที่คุณสาระได้มอบหมายและต้องการทำให้สำเร็จ ทั้งในส่วนของการสร้าง Data Digital การสร้างธุรกิจที่จะเชื่อมโยงไปยังธุรกิจมากกว่าการประกันชีวิตซึ่งถ้าเราสามารถเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อนำมาใช้กับธุรกิจก็จะเกิดผลดีต่อธุรกิจในอนาคตขณะเดียวกัน ยังได้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่ธุรกิจประกันชีวิตต้องประสบคือแนวทางในการที่จะทำให้ประชาชนทุกกลุ่มรายได้ ไม่ว่าจะมีรายได้สูง ปานกลาง ไปจนถึงผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงประกันได้ทุกคน

โดยจากการศึกษาพบว่าการที่จะทำให้กลุ่มรายได้น้อยสามารถเข้าถึงการประกันได้นั้น บริษัทประกันชีวิต ต้องสามารถลดขนาดของกรมธรรม์ให้เล็กลงเพื่อการจ่ายเบี้ยที่ถูกลงและได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม ซึ่งการที่จะลดต้นทุนของกรมธรรม์ลงได้นั้น จำเป็นต้องมีนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง โดยไม่มีการลดคนเพราะคนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร

สิ่งที่เมืองไทยประกันชีวิตจะดำเนินการคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น และทำให้คนสามารถย้ายไปทำงานที่มีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้win-win ทั้งกับพนักงาน และ win-win กับองค์กรด้วย

ขณะเดียวกันบริษัทยังเตรียมที่จะขยายความความคุ้มครองไปยังกลุ่มคนที่เป็นโรคมาก่อนทำประกัน ซึ่งในอดีตการทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่จากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในปัจจบันทำให้บริษัทสามารถที่จะบริหารความเสี่ยงและรับประกันคนกลุ่มนี้ได้ รวมถึงพัฒนาแบบประกันที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยให้ประกันชีวิตสามารถเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มอย่างแท้จริงรวมถึงยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นความสำคัญของลูกค้าในกลุ่มGen Y และ Gen Z ด้วย แม้ว่าขณะนี้ลูกค้ากลุ่มนี้จะยังไม่มีความสนใจเรื่องของประกัน แต่บริษัทก็จะพยายามหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ เพื่อกระตุ้นให้เห็นถึงความสำคัญของการทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

สิ่งที่จะช่วยได้คือ ตัว Insight ของเมืองไทยประกันชีวิต โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการประกันชีวิตได้สะดวก รวดเร็ว การเปิดโอกาสให้บุคลากรได้เรียนรู้ระบบการทำงานที่หลากหลายเพื่อนำไปต่อยอดการทำงานในปัจจุบันได้ รวมไปถึงการสนับสนุนจากฝ่ายกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคปภ. ที่ออกนโยบายต่างๆ ที่มีความยืดหยุ่น จนทำให้บริษัทสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้หลากหลายได้


ติดตามคอลัมน์ CEO Talk ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2564 ฉบับที่ 474 

ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi