INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง

กฤษฎา จีนะวิจารณะ

ปลัดกระทรวงการคลัง

 

คลังเร่งมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

มั่นใจจีดีพีปี 64 ไม่ติดลบ

 

การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเพื่อดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องประกอบกับไทยสามารถควบคุมการระบาดได้ดีส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามได้มีการระบาดระลอก 2 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาแต่ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจไทยรุนแรงเท่าการระบาดในรอบแรก

กฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกขณะที่กระทรวงการคลังพร้อมออกมาตรการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมทั้งในทุกด้าน ดังนั้นมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยปีในปี 2564 จะเติบโตได้มากกว่าปี 2563 อย่างแน่นอน

เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกความคืบหน้าของวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศประกอบกับประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในภาพรวมยังไม่รุนแรงเท่ากับรอบแรก ดังนั้นมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ดีกว่าปี 2563 แน่นอน

 

เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้น

คาดจีดีพีปี 64 โต 2.8%        

กฤษฎา กล่าวว่า ประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 รอบแรกในช่วงต้นปี 2563 โดยการแพร่ระบาดทำให้เกิดการปิดเมืองหรือการล็อกดาวน์ประมาณ 3 เดือน นอกจากนี้ประชาชนมีความตื่นตระหนกทำให้การบริโภคของประชาชนเกิดการหยุดชะงัก ผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจจึงค่อนข้างมาก โดยจีดีพีไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 อยู่ที่ -12.2% อย่างไรก็ตามไทยมีการบริหารจัดการและควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ดี ตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 3 ของปี 2563 จึงดีขึ้นจากไตรมาส 2 โดยอยู่ที่ -6%

ทั้งนี้ ในช่วงปลายปี 2563 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ นำไปสู่การประกาศพื้นที่ควบคุมในหลายจังหวัด กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่มีการระบาดจึงได้รับผลกระทบ เช่น ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ภาคบริการ และการลงทุนภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในภาพรวมยังไม่รุนแรงเท่ากับสถานการณ์การระบาดในรอบแรก โดยแม้ภาครัฐจะมีมาตรการคุมเข้ม แต่ก็ยังเปิดให้มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้เกือบเป็นปกติ ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักเมื่อเทียบกับการแพร่ระบาดของรอบที่ผ่านมา

ขณะที่ ปลายเดือนมกราคม 2564 สถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มดีขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดี โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจเร็ว (Rapid Economic Indicator) ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2564 ส่งสัญญาณฟื้นตัว สะท้อนจากดัชนี Google Mobility ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 มีสัญญาณปรับตัวที่ดีขึ้นชัดเจนจากสัปดาห์ก่อนหน้า ในเกือบทุกหมวดเครื่องชี้ เช่น ร้านค้าปลีกและที่หย่อนใจ สถานีขนส่ง และที่ทำงาน ยกเว้นหมวดที่พักอาศัย

การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายในปี 2563 อาจจะสะดุดไปเล็กน้อย แต่ก็มีความมั่นใจว่ามาตรการของภาครัฐจะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง บวกกับศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดของกระทรวงสาธารณสุข และการร่วมมือของพี่น้องประชาชน จะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น

ดังนั้น ภายใต้การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่กระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2654 จะไม่ติดลบ โดยคาดว่าเติบโตได้ที่ 2.8% ซึ่งหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มองไปในทิศทางเดียวกันโดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 2.5-3%

หน่วยงานด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะติดลบ ดังนั้นปี 2564 เศรษฐกิจดีแน่นอนแต่ต้องมาดูว่าจะดีขึ้นได้แค่ไหน ซึ่งมีปัจจัยที่ต้องจับตา เช่น ความคืบหน้าของวัคซีน อย่างไรก็ตามไทยมีศักยภาพด้านสาธารณสุขที่ดี ดังนั้นคาดว่าทิศทางของเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ดี ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น การควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ความสำเร็จในการฉีดวัคซีนของประเทศต่างๆ สถานการณ์การจ้างงานและฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนและธุรกิจนโยบายทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักความผันผวนของเงินลงทุนระหว่างประเทศและการเงินโลก และ ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง

 

ออกมาตรการครอบคลุม

การเงิน-การคลัง-ภาษี

กฤษฎากล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการระบาดในช่วงเดือนธันวาคม 2562 และได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น คือมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรน่าต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 3

         ระยะที่ 1 (ครม.อนุมัติเมื่อ 10 มีนาคม 2563) การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่รุนแรงนักโดยมาตรการในระยะนี้จึงเป็นมาตรการ ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนทั่วไป ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุน เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ได้แก่ มาตรการพักต้นเงินลดดอกเบี้ยและการขยายระยะเวลาชำระหนี้แก่ลูกหนี้ มาตรการลดอัตราภาษีและมาตรการเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงมาตรการเพื่อภาระค่าครองชีพ เช่น มาตรการลดค่าน้ำค่าไฟ มาตรการลดและเลื่อนค่าธรรมเนียมการบริการของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

          ระยะที่ 2 (ครม.อนุมัติเมื่อ 24 มีนาคม 2563) การแพร่ระบาดเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง ดังนั้นมาตรการในระยะนี้ จึงเป็นมาตรการ เร่งด่วนที่มีเป้าหมายเพื่อดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่มให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติความยากลำบากไปได้ เช่น โครงการเราไม่ทิ้งกันมีผู้ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น 15.3 ล้านคน โดยเงินช่วยเหลือประกอบด้วย เงินงบประมาณ 70,000 ล้านบาท และเงินกู้จากพระราชกำหนดเงินกู้ (พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ของมาตรการระยะที่ 3 จำนวน 170,000 ล้านบาท

              นอกจากนี้ มาตรการระยะนี้จะเน้นวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เช่น การให้สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ตลอดจนอำนวยความสะดวกและลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องหยุดกิจการ เช่น การเลื่อนเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นต้น

          ระยะที่ 3 (ครม.อนุมัติเมื่อ 7 เมษายน 2563) กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวด้วยความยากลำบาก เนื่องจากยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวภายในประเทศและความต้องการของต่างประเทศยังคงอ่อนแอ ดังนั้น มาตรการจึงเน้นการบรรเทา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและเศรษฐกิจ

               โดยรัฐบาลได้ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 3 แผนงาน ได้แก่ แผนงานที่ 1 ด้านสาธารณสุข วงเงิน 45,000 ล้านบาท แผนงานที่ 2 ด้านการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วงเงิน 555,000 ล้านบาท และแผนงานที่ 3 ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 ส่วนยังคงมีการเบิกจ่ายอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ข้างต้น กระทรวงการคลังได้มีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และชดเชยให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ แรงงาน ลูกจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเพื่อรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ ได้แก่ โครงการช้อปดีมีคืน โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 เพื่อกระตุ้นการบริโภคและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงโครงการของกระทรวงอื่นๆ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการกำลังใจ โครงการสนับสนุนการจ้างงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และโครงการด้านสาธารณสุขต่างๆ

จากการที่รัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและบริหารจัดการสถานการณ์ภายในประเทศได้เป็นอย่างดีและผลของมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของรัฐบาล ส่งผลให้สามารถดำเนินมาตรการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และภาคเอกชนสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2563 เป็นต้นมา

กฤษฎากล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งนำไปสู่การประกาศพื้นที่ควบคุมในหลายจังหวัด รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังจึงได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพิ่มเติมในปี 2564 เพื่อบรรเทาผลกกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบการและประชาชนจากสถานการณ์ที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ ประกอบด้วย

        มาตรการการเงิน เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 กระทรวงการคลังร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในส่วนของมาตรการการเงิน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ประกอบการและประชาชน ประกอบด้วย

              1. มาตรการเสริมสภาพคล่อง (สินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อ) สำหรับผู้ประกอบการ เช่น โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Soft Loan ท่องเที่ยว) โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (สินเชื่อ Extra Cash) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประชาชน เช่น โครงการสินเชื่อเสริมพลังฐานราก โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน และโครงการสินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ

                2. มาตรการบรรเทาภาระหนี้สิน (พักชำระหนี้) ผ่านการขยายเวลาการชำระหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงมีการติดต่อลูกค้าเพื่อช่วยเหลือในเชิงรุก สำหรับลูกค้าที่อยู่ในเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดตามประกาศของ ศบค.

         มาตรการการคลังเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเราชนะ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้วยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 โดยสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชน จำนวน 31.1 ล้านคน วงเงินไม่เกิน 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2564 โดยผู้ได้รับสิทธิ์สามารถใช้วงเงินได้ถึงเดือนพฤษภาคม 2564

         มาตรการภาษีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน เช่น

         มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในส่วนของการดำเนินมาตรการในระยะต่อไป จะต้องประเมินดูสถานการณ์ของการแพร่ระบาดเป็นระยะๆ โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับด้านสาธารณสุข โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และจะดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 เช่น ภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการต่างๆ ให้มีสภาพคล่องที่เพียงพอสำหรับการดำเนินกิจการต่อไปได้

 

จับตา 8 ความท้าทาย

ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

กฤษฎากล่าวว่า ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมีความท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

         1. การควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงความสำเร็จในพัฒนาและการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง ซึ่งวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้ของประชาชน การจ้างงาน และการประกอบกิจการของภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการค้าขาย

         2. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับสังคมในฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังก็ได้ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่ระบบสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากมาตรการที่กระทรวงการคลังที่ได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการเราชนะ ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในระยะยาว

             อีกทั้ง ได้มีกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ (e-Services) ซึ่งจะช่วยสร้างความเท่าเทียมระหว่างผู้ให้บริการในไทยและผู้ให้บริการในต่างประเทศ อีกทั้งยังมีส่วนในการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลอีกด้วย

         3. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540-2541 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์จากต่างประเทศเป็นสำคัญ สะท้อนได้จากสัดส่วนการส่งออกสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอยู่ที่ 71% ของ GDP ในปี 2562 ทำให้เศรษฐกิจมีความผันผวนไปตามสถานการณ์โลกอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการบริหารจัดการและดูแลภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก

         4. การเร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพและปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ขยายฐานภาษี และพัฒนาการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยปรับปรุงกฎหมาย นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้

             “ที่ผ่านมาการจัดเก็บรายได้ต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ประมาณ 16-17%แต่ปัจจุบันการจัดเก็บรายได้ลดลงอยู่ที่ประมาณ 14% ในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจฟื้นเป้าหมายแรกของกระทรวงการคลังคือทำให้สัดส่วนการจัดเก็บรายได้ต่อจีดีพีกลับไปเท่าเดิม แล้วค่อยๆขยับขึ้นสู่ระดับที่คิดว่าเหมาะสมคือ 20%

         5. การกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคให้มากขึ้น จากผลรวมของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) ยังกระจุกตัวในกรุงเทพฯและปริมณฑล และจังหวัดในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GDP สะท้อนปัญหาความมั่นคงของเศรษฐกิจภูมิภาคจากความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่นให้เข้มแข็ง

         6. การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ไทยเผชิญกับปัญหากำลังแรงงานขาดแคลน (Labor Shortage) ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ และถ้าไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน (Labor Productivity) หรือหาปัจจัยทุน เครื่องมือเครื่องจักร และหุ่นยนต์มาทดแทนได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน

         7. ช่องว่างของเทคโนโลยีที่นำไปสู่ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากยังมีคนจำนวนมากที่ยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไม่เต็มที่ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมุ่งการกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังเมืองรองให้มากขึ้น ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างตำแหน่งงานในภูมิภาค และช่วยสร้างจุดเด่นทางเศรษฐกิจของแต่ละภาค/กลุ่มจังหวัด เป็นต้น

              รวมถึงการยกระดับภาคการเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง โดยสร้างแพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัล พัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ

         8. เร่งผลักดันการลงทุนโครงการปรับปรุงโครงสร้างด้านสาธารณสุข เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศ และสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพ(Productivity)ของระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การลงทุนของภาครัฐดังกล่าวข้างต้น ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก ดังนั้น ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญในการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public Private Partnership: PPP) ซึ่งจะทำให้การใช้ทรัพยากรของภาครัฐและเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและภาคเอกชนจะช่วยนำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ตลอดจนความรู้ความเชี่ยวชาญ (Know-how) เข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการพัฒนาประเทศ

โดยที่สำคัญที่สุดคือจะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการบริการที่มีประสิทธิภาพด้วยราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และช่วยกระตุ้นการลงทุนของประเทศในภาพรวม ตลอดจนทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

ในช่วงเวลาข้างหน้านี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างมากของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ COVID-19 โดยกระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และจะพิจารณาการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดีการขับเคลื่อนหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจจำเป็นจะต้องอาศัยและได้รับความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมีนาคม  2564 ฉบับที่ 467 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi