<
INTERVIEW • PEOPLE

People : ทิพย์วดี อภิชัยสิริ ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บลจ.แอสเซท พลัส

ทิพย์วดี อภิชัยสิริ

ผู้จัดการกองทุนอาวุโส

บลจ.แอสเซท พลัส จำกัด

 

จากเด็กวิศวะ"

สู่ผู้จัดการกองทุนหุ้น

 

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานักลงทุนเริ่มสนใจตลาดหุ้นไทยน้อยลง เพราะคนเริ่มไปมองตลาดต่างประเทศอย่าง จีน อเมริกา และมองว่าหุ้นไทยมีแต่ของเดิมๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าคือ กระแสของการลงทุนในยุคใหม่ สุดท้ายกองทุนหุ้นไทยก็จะน้อยลงเรื่อยๆ แต่ที่จะชัดขึ้นคือ ผลการดำเนินงานของกองทุนเหล่านั้นนักลงทุนจะเริ่มเห็นส่วนนั้นชัดขึ้นเองจากจำนวนกองทุนที่น้อยลง และเนื่องจากหุ้นไทยเริ่มขายตัวเองได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่เราจะเชียร์นักลงทุนได้ก็ต้องมาจากผลการดำเนินงานที่ดี

ประโยคข้างต้นเป็นการเปิดบทสนทนาของ ทิพย์วดี อภิชัยสิริผู้จัดการกองทุนหุ้นแถวหน้าของอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส จำกัด ที่ได้กล่าวกับ การเงินธนาคาร ถึงมุมมองการบริหารกองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ (ASP-SME) 1 ใน 5 กองทุนหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยทำผลตอบแทนได้ 20.6% นอกจากนี้เป็นกองทุนที่ได้ Morningstar Rating 5 ดาวในกลุ่มSmall - Mid Cap(ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2563)

 

จากนักวิเคราะห์ 

สู่ผู้จัดการกองทุน 5 ดาว

ทิพย์วดี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่มีความสนใจในเรื่องหุ้นมาตั้งแต่วัยเด็กเธอเล่าชีวิตในวัยเยาว์ว่าช่วงปิดเทอมมักจะหาโอกาสติดตามคุณพ่อไปเทรดหุ้นที่ห้องค้าของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนสยาม จำกัด (มหาชน) เพราะคุณพ่อเป็นนักลงทุนซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหมือนยุคปัจจุบัน

ด้วยความที่สนใจเรื่องหุ้นอย่างจริงจัง ทำให้ทิพย์วดี ค้นหาโอกาสให้ตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อหาความรู้ โดยในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้จัดแข่งขัน Young Researcher Competition หรือ YRC จึงลองไปลงสมัครแข่งขันทำบทวิเคราะห์ จนเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย และได้รับทุนไปเรียนหลักสูตร CISA หรือ Certified Investment and SecuritiesAnalyst Program ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านการวิเคราะห์และบริหารการลงทุนทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกจนกระทั่งเรียนจบก็รู้ว่าชอบสายงานการเงินจริงๆ จึงเริ่มสมัครงานสายการเงิน การลงทุน โดยเริ่มจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์

คนรอบตัวในที่ทำงานตอนนั้นเกือบทั้งหมดจบปริญญาโทซึ่งมีแต่คนเก่ง ทำให้มีแรงจูงใจในการทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเราสามารถอยู่ในจุดเดียวกับทุกคนได้  จึงทำให้ต้องเหนื่อยกว่าคนอื่น ทุ่มเทกว่า ขยันกว่า"

 

หลังทำงานในสายงานนักวิเคราะห์เป็นระยะเวลา 3 ปีครึ่ง ทิพย์วดี ได้ไปร่วมงานกับบลจ.ทิสโก้ อีกประมาณ 4 ปี โดยช่วงที่อยู่บลจ.ทิสโก้ ได้มีโอกาสทำงานในตำแหน่งผู้จัดการกองทุน ซึ่งในตอนนั้นต้องดูทั้งกองทุนตราสารหนี้ และกองทุนหุ้นรวมถึงกองทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนน้ำมัน และกองทุนทองคำ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สามารถดูได้ทุกสินทรัพย์

ต่อมา ทิพย์วดี ได้เปลี่ยนงานอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีโอกาสได้ทำที่บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย)ซึ่งในขณะนั้นมีคนที่รู้จักกันกำลังจะลาออก จึงได้ทาบทามให้เธอมาทำแทน จนกระทั่งบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ควบรวมกับบลจ.ไอเอ็นจีฯ และเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ถูกชักชวนให้มาร่วมงานที่บลจ.แอสเซท พลัส


เปิดกลยุทธ์เลือก ปลาเล็ก

ทิพย์วดี มีมุมมองต่อหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ว่าเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคตรูปแบบเศรษฐกิจแบบเดิม คือ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่ในสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ ปลาใหญ่ในไทยโตต่อไปได้ยากกว่า ต้องไปมหาสมุทรใหม่ถึงจะเติบโตได้มากกว่าเดิม แต่ปลาเล็กที่ยังกินในมหาสมุทรเดิมได้ไม่เต็มที่ ก็มีโอกาสไปต่อได้มากกว่าปลาใหญ่ นี่คือสิ่งที่เรามองเห็นถึงโอกาส

หลักในการหาปลาเล็ก หรือหลักในเลือกหุ้นของเรา จะเข้าไปคุยกับผู้บริหารและติดตามข้อมูลโดยต้องเริ่มทยอยทำความรู้จักกับหุ้นแต่ละตัวไปก่อนว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่ผู้บริหารต้องการจะทำสอดคล้องกันและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้นหรือไม่ ถ้าทุกอย่างสอดคล้อง กำไรมาแน่นอน

ทั้งนี้ บลจ.แอสเซท พลัส มีทีมงานที่พร้อมสำหรับการคัดเลือกหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 700 บริษัท เพื่อพิจารณาว่ามีตัวไหนเริ่มเข้าตา น่าสนใจ มีรายได้ไหลเข้ามาหลายไตรมาสติดต่อกัน จากนั้นก็จะให้ทีมงานลองตามประเมินเบื้องต้นถึงแหล่งที่มาของรายได้ และเป็นธุรกิจที่น่าสนใจหรือไม่

สำหรับการศึกษาหุ้นที่จะลงทุน ทีมงานจะเริ่มตั้งแต่การเข้าไปดูหน้าเว็ปไซด์บริษัท ดูงบการเงินรายงานประจำปี จนถึงขั้นตอนติดต่อขอนัดสัมภาษณ์ผู้บริหาร เพราะการที่จะได้ภาพชัดเจนมากที่สุดคือต้องคุยกับผู้บริหาร จากนั้นจะคัดเลือกหุ้นจาก700 บริษัท เหลือประมาณ 100 บริษัท และลงทุนจริงประมาณ 30 บริษัท

 

ศึกษาหุ้นดี แพงก็ยอมซื้อ

ยึดหลัก ช้าแต่ชัวร์

ทิพย์วดี ยังได้ยกตัวอย่างอีกว่า ในปี 2563 ที่ผ่านมา กองทุน ASP-SME มีจำนวนหุ้นที่ลงทุนค่อนข้างมากกระจายในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดย 10 อันดับแรกที่ลงทุนจะมีมูลค่าประมาณ 50% ของพอร์ต ส่วนที่เหลือจากนั้นจะเป็นหุ้นใหม่ที่เพิ่งศึกษาแต่ต้องติดตามไปก่อน

ซึ่งหากมั่นใจแล้วว่าหุ้นกลุ่มนี้ดีจริงแม้จะราคาจะแพงขึ้น เราก็ยอม แม้จะช้าแต่ขอชัวร์ไว้ก่อน

ส่วนเหตุผลที่ต้องเลือกหุ้นจำนวนมากๆก่อนมาร่อนตะแกรงเหลือประมาณ 30 ตัว ทิพย์วดีกล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนนักลงทุนรายย่อยเข้ามาในตลาดหุ้นมากขึ้น บัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ หรือแอคทีฟ จะมีสัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยมากขึ้นส่งผลให้หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก เริ่มกลายเป็นที่สนใจและเมื่อความสนใจมีมากขึ้นราคาหุ้นบางตัวก็จะผันผวนหรือเหวี่ยงแรง

ทิพย์วดี ยังสะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มสนใจตลาดหุ้นไทยน้อยลง โดยเริ่มไปมองตลาดต่างประเทศอย่าง จีน สหรัฐฯ และมองว่าหุ้นไทยมีแต่ของเดิมๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าคือกระแสของการลงทุนในยุคใหม่ สุดท้ายกองทุนหุ้นไทยก็จะน้อยลงเรื่อยๆ แต่ที่จะชัดขึ้นคือผลการดำเนินงานของกองทุนเหล่านั้นที่จะเป็นจุดขายหรือจุดดึงดูดนักลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการกองทุน นั่นก็คือ ความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าผลตอบแทนต้องชนะตลาดกี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งสำคัญคือลูกค้าต้องพอใจในผลการดำเนินงาน ดังนั้นความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ทิพย์วดีบอกว่าสิ่งที่เธอยึดหลักมาตลอดคือ ไม่มีความจำเป็นต้องรับความเสี่ยงสูงเพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงจนเป็นที่หนึ่งเสมอไป แต่ถ้าสามารถรักษาผลการดำเนินงานบนความเสี่ยงที่รับได้ไปเรื่อยๆ ก็จะล้มยาก และวันหนึ่งก็จะเป็นที่หนึ่งได้เอง

หรืออีกแง่หนึ่งคืออย่าคิดว่าบริหารกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อจะได้ผลตอบแทนระยะสั้นที่สูงและรอที่จะมีบริษัทอื่นมาดึงตัวไปเพิ่มฐานรายได้ให้ตัวเอง แต่ให้มองถึงผลดีหรือประโยชน์ที่ลูกค้าควรได้รับในระยะยาวดีกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญจริงๆในการบริหารกองทุนคือทำให้ดีที่สุดในทุกช่วงเวลา แต่ไม่ต้องเป็นที่หนึ่งในทุกช่วงเวลา เพราะหากคำนึงถึงลูกค้าจะไม่ต้องรับความเสี่ยงมากจนเกินไป

 

สร้าง Mind Set ที่ดี

สู่การทำงานอย่างมีความสุข

ในส่วนการทำงานทุกวันนี้ ทิพย์วดียอมรับว่ายากกว่าช่วงตั้งกองทุน ASP-SME ในช่วงแรกๆ แต่ก็มีส่วนที่ดีคือ เมื่อ 3 ปีที่แล้วทีมงานไม่ได้พร้อมขนาดนี้ ทุกวันนี้มีทีมงานที่เปรียบเสมือนแขนขาช่วยเดินไปในทิศทางที่ต้องการได้มากขึ้น

การจะได้มาซึ่งทีมงานคุณภาพนั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องใช้คือเวลา เพราะระยะเวลาทำให้รู้จักกับทีมงานมากขึ้น ต้องค่อยๆเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ซึ่งหลังจากที่คุ้นเคยกันกับทีมงานก็จะทำให้รู้แล้วว่าคนไหนถนัดหุ้นประเภทไหน เราเองก็ต้องเรียนรู้จากเขา ในทางกลับกันอะไรที่เขาอยากเรียนรู้จากเราก็ต้องสอนเขาอย่างจริงใจกลับไป

นอกจากนี้ทิพย์วดียังหมายถึงการบริหารจัดการกองทุนด้วย โดยเธออธิบายว่า ไม่ได้มีช่วงเวลาที่ดีเสมอไป ซึ่งช่วงที่ต้องรับภาระกดดัน เธอจะใช้การทำสมาธิการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยในเรื่องเคลียร์สมองได้ดีในเวลาที่ต้องรับภาระหรือได้รับแรงกดดันอย่างหนัก ทำให้วันรุ่งขึ้นสามารถมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะเส้นทางอาชีพของผู้จัดการกองทุนคือการบริหารเงินของคนอื่นจึงต้องแบกรับความกดดันมาก ดังนั้นต้องจัดการกับความเครียดตรงนั้นให้ได้

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถแบกรับกับความกดดันได้นั้นคือต้องทำงานอย่างมีความสุข โดยจะคิดเสมอว่าให้ใช้ชีวิตเหมือนไปโรงเรียน ซึ่งจริงๆแล้วในการไปโรงเรียนนั้นเด็กๆไม่ได้ไปเรียนอย่างเดียว แต่ได้ไปเล่น ไปคุย ไปเจอเพื่อน ซึ่งแต่ละวันก็จะเจอเรื่องคุยเรื่องเล่นที่ไม่ซ้ำๆกัน ทำให้เรารู้สึกสนุกกับการไปทำงาน อยากไปทำงาน อยากเจอเพื่อน ทุกอย่างใหม่เสมอ งานที่ทำออกมาก็ทำได้ดี

แต่ถ้ามานั่งคิดว่าเราคือพนักงานประจำที่ต้องทำทุกอย่างเหมือนกันในทุกๆวัน สุดท้ายก็จะเบื่อกับงานและหมดใจให้งานนั้นไป จุดนี้อยู่ที่วิธีการคิดของคนว่าคิดอย่างไรเพราะในบางอาชีพที่หลายคนมองว่าเป็นกิจวัตรที่ทำซ้ำๆ กันทุกวัน แต่หากเป็นพนักงานที่มีความสุขกับงานนั้นจะมองว่าในแต่ละวันจะเจอลูกค้าที่แตกต่างกัน ในแต่ละวันของเขาก็จะไม่เหมือนเดิม