INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : ดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ดิษทัต ปันยารชุน

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)


เปิดแผน PTT Trading

ฝ่าวิกฤติพลังงานโลก

“เราพร้อมเป็นกำลังสำคัญ และจะปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยตระหนักถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ”

ท่ามกลางสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และนานาประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน ที่รัสเซียถือเป็นมหาอำนาจด้านพลังงานโลก มีแหล่งสำรองก๊าซฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก มีการส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันส่งออกก๊าซฯ ไปยุโรปมากถึง 33% ซึ่งจากสถานการณ์ที่นานาประเทศใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดหายไปราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเมื่อบวกกับภาวะเงินเฟ้อ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงานมีความผันผวนอย่างมาก ราคาน้ำมันดิบทะยานแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจพุ่งสูงขึ้นอีกหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไป 

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดิษทัต ปันยารชุน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ ภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่เห็นทางออก และบทบาทของหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. ในการเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยแผนงานระยะสั้น-ยาว ตลอดจนเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2022


วิกฤติสงครามดันต้นทุนน้ำมันสูง

PTT Trading เดินแผนรับมือเต็มพิกัด

ดิษทัต เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ว่า รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 และสงครามยังดำเนินต่อเนื่องกระทั่งปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนมากกว่าปกติ 2-3 เท่า ปรับตัวขึ้นมาเหนือกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งภาวะสงครามไม่ได้กระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมันของรัสเซียเท่านั้น เพราะยังมีผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติต่อรัสเซีย เช่น อเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย รวมทั้งการสมัครใจคว่ำบาตรเอง (Self-sanctioning) ของบริษัทเอกชนในหลายประเทศ ด้วยการหลีกเลี่ยงนำเข้าสินค้าจากรัสเซีย ซึ่งรวมถึงสินค้ากลุ่มพลังงานด้วยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น องค์การพลังงานระหว่างประเทศหรือ International Energy Agency (IEA) ประเมินว่า อุปทานน้ำมันรัสเซีย ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป จะหายไปจากตลาดโลกประมาณ 2.5-3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับปกติที่ 6-7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ประเทศที่ต้องการหลีกเลี่ยงการนำเข้าน้ำมันรัสเซีย ต้องจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นในราคาที่สูงขึ้นตาม War Risk Premium และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ประกอบกับการที่นานาชาติยังมีมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นถึงระดับ 120-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ดิษทัต กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 90% ของปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ แม้ไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียมาก แต่ไทยยังคงได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันในประเทศมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดต้นทุนสินค้า และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางธุรกิจของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในประเทศ 

“หากวัดเชิงปริมาณ ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ PTT Trading ก็เตรียมแผนรองรับในกรณีฉุกเฉินหากน้ำมันรัสเซียหายไปจากตลาดโลกในปริมาณมากไว้แล้ว ทั้งแผนบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซฯ จากหลายแหล่ง ตลอดจนประสานโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ให้สำรองน้ำมันคงคลังในระดับสูงสุด งดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเป็นการชั่วคราว นำระบบติดตามการเดินเรือ (Vessel Tracking) มาใช้ เพื่อให้เรือเดินทางตรงเวลา อีกทั้งมีการเตรียมความพร้อมถังเก็บน้ำมันให้พร้อมใช้งาน และจัดเก็บสำรองน้ำมันดิบเพิ่มเติม ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 640 ล้านลิตร”


ดิษทัต กล่าวต่อว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซฯ มีความผันผวนสูงทำให้ ราคาไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2565 PTT Trading จึงได้ดำเนินการเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ เช่น การเจรจาขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวจากธนาคารต่างๆ การบริหารระยะเวลาการใช้วงเงินในการออก Letter of Credit / Standby Letter of Credit ให้สั้นลง การศึกษาเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องในระยะสั้น เช่น การทำ Discount Letter of Credit 

นอกจากนี้ ยังบริหารความเสี่ยงด้านราคาของ Physical Cargo ผ่านตลาด Futures ซึ่งด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทหลายแห่งถูกเรียกการวางหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) หากบริษัทมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ จะมีความเสี่ยงที่จะถูกบังคับปิดสถานะ และทำให้อาจต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยง PTT Trading จึงมีนโยบายให้ Trader ในทุกพื้นที่หยุดทำธุรกรรม Short Position ในตลาด Futures และเน้นทำธุรกรรมบริหารความเสี่ยงในตลาด Over-the-Counter (OTC) แทน รวมถึงการจัดทำประมาณการ Margin Call โดยคาดการณ์ราคาตลาดความผันผวนของราคา Index ต่างๆ เพื่อเป็นการบริหารจัดการสภาพคล่องให้เพียงพอ และทันท่วงที 

“เราพร้อมเป็นกำลังสำคัญ และจะปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ สามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยตระหนักถึงประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ”


ตั้ง Trading Hub รับราคาน้ำมันผันผวน

ใช้ Strong Trading Foundation สู้วิกฤติ

ดิษทัต กล่าวว่า กว่า 40 ปี ที่ PTT Trading อยู่ในสนามธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องเผชิญกับความท้าทายมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งสงครามราคาน้ำมัน วิกฤติโควิด-19 ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และล่าสุดคือสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงาน สร้างความผันผวนเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความมากประสบการณ์ในตลาดการค้าสากล ทำให้ PTT Trading เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์อยู่เสมอในสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ ข้อมูลข่าวสารถือเป็นหัวใจสำคัญ และเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง PTT Trading ได้ตั้งสำนักงานในประเทศที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการกำหนดราคา (Trading Hub) ในแต่ละภูมิภาค เช่น ประเทศสิงคโปร์ เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเมืองฮิวสตัน สหรัฐอเมริกา 

“สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือ 1. การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 2. การสื่อสารที่ดี และ 3. การทำงานแบบ Cross-Function ทั้ง 3 สิ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานของ PTT Trading ผ่าน Digital Platform ที่ทันสมัย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและอัปเดตสถานการณ์ของหน่วยงาน ทำให้ทุกๆ Office Location ได้รับข้อมูลพร้อมกัน และสามารถติดตามสถานการณ์พลังงานได้อย่าง Real-time ส่งผลให้สามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว”

ดิษทัต กล่าวต่อว่า ด้านการระบาดของโควิด-19 นั้น PTT Trading มองว่า เป็นบททดสอบที่ท้าทายความแข็งแกร่งของบริษัทต่างๆ ทั่วโลกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจทั่วโลกที่เสียหายอย่างหนัก หรือในภาคพลังงานที่ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการเดินทางและการขนส่งที่หยุดชะงัก แต่ที่ผ่านมาในโลกพลังงานนั้น มีความไม่สมดุลระหว่าง Supply และ Demand ในแต่ละภูมิภาคอยู่แล้ว วิกฤติโควิด-19 ทำให้ความไม่สมดุลนั้นรุนแรงมากยิ่งขึ้นแต่หากจับตามองตลาดให้ดีและคว้าโอกาสที่จะทำการค้าข้ามภูมิภาคในจังหวะเวลาที่เอื้ออำนวย (Arbitrage Opportunity) ก็จะสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา PTT Trading ยังคงสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจและมีกำไรสุทธิในระดับที่สูงกว่าค่าเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ PTT Trading ยังเน้นเรื่องการควบคุมความเสี่ยงด้านต่างๆ มีการปรับโหมดมาสู่การทำการค้าแบบระมัดระวัง โดย Trader ต้องตามติดสถานการณ์ตลาดทุกฝีก้าว เพื่อปรับกลยุทธ์ตามสภาวะตลาดให้ทัน ควบคู่ไปกับการมีวินัยในการบริหารความเสี่ยงราคา รวมถึงยกระดับมาตรการควบคุมความเสี่ยงด้านคู่ค้าให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันโอกาสผิดนัดชำระหนี้จากการขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระเงินจาก Open Credit เป็นการเรียกหลักประกันทันทีที่ได้รับข้อมูลเชิงลบต่อสถานะความน่าเชื่อถือของบริษัทคู่ค้า การกำหนดมาตรการแจ้งเตือนและติดตามความไม่ปกติในด้านต่างๆ ทั้งด้านความน่าเชื่อถือทางการเงิน และมาตรการคว่ำบาตรอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงการหยุดหรือหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าหรือประเทศที่มีความเสี่ยง 

“เรามุ่งเน้นการทำการค้าแบบยั่งยืน มีมาตรการและกระบวนการกำกับดูแลความเสี่ยงที่ชัดเจนและมีมาตรฐานในระดับสากล ทำให้ในสถานการณ์โควิด-19 หรือในภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน PTT Trading ยังคงสามารถทำธุรกิจได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง”

ดิษทัต เผยว่า ภาวะสงครามและสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ ไม่ใช่วิกฤติครั้งแรกที่เจอ ที่ผ่านมา PTT Trading ต้องเผชิญทั้งความท้าทาย ความเสี่ยง และความไม่แน่นอนอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการรวบรวมองค์ความรู้จากประสบการณ์ทางการค้ามาสร้างเป็น Strong Trading Foundation เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องหยุดนิ่งและจมลงในมรสุมต่างๆ แต่ต้องทำให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างราบรื่นในทุกสถานการณ์ ประกอบด้วย 6 ข้อสำคัญ ดังนี้

     1. การรับข้อมูลข่าวสารและวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา เพื่อปรับเปลี่ยน Trading Position ให้สอดคล้องไปตามทิศทางของตลาด

     2. การทำงานแบบ Cross-Function ระหว่างสำนักงานต่างๆ ที่อยู่ใน Trading Hub สำคัญทั่วโลก

     3. การสร้าง Global Partnership เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำ Global Optimization

     4. การใช้ประโยชน์จากคลังน้ำมันสำรองที่มีอยู่ทั่วโลกสำหรับ รับ-เก็บ-ผสม-จ่ายน้ำมันในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

     5. การมีวินัยในการบริหารความเสี่ยง ไม่ว่าตลาดจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด ไม่ว่าทิศทางราคาจะค้านมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างๆ แค่ไหน ก็ต้องปิดความเสี่ยงให้อยู่ภายในกรอบที่บริษัทกำหนด 

     6. การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงทุกด้านอย่างรัดกุม และใช้ Digital Technology มาพัฒนาระบบควบคุมความเสี่ยงให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด


ตั้งเป้าบรรลุ 4 ภารกิจ 

หนุนกลุ่ม ปตท. สู่อนาคต

ดิษทัต กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกล้วนตระหนักถึงภาวะโลกร้อน เห็นได้จากการตั้งเป้า Net Zero Green House Gas Emission ของแต่ละประเทศ รวมถึงนโยบายระดับประเทศที่มีการปรับเปลี่ยนแหล่งพลังงานจากฟอสซิลเป็นพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มกำลังการผลิต EV ของบริษัทยานยนต์ชั้นนำต่างๆ ขณะเดียวกัน Lifestyle ของผู้บริโภคก็กำลังเปลี่ยนแปลง ผู้คนต้องการความสะดวกสบายพร้อมกับสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวให้ทัน เพื่อที่จะเดินต่อไปในโลกที่เปลี่ยนไป 

กลุ่ม ปตท. ได้ปรับวิสัยทัศน์ใหม่เป็น “Powering Life with Future Energy and Beyond” หรือ “ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต” เพื่อมุ่งขยายธุรกิจไปสู่พลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากพลังงาน และปรับ Portfolio ให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกที่นานาประเทศกำลังพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเข้าสู่ Net Zero Green House Gas Emission ให้ได้ตามเป้าหมาย

“เราคงทำแต่ธุรกิจ Oil & Gas ตลอดไปคงไม่ได้ ด้วยวิสัยทัศน์ใหม่นี้ ปตท. จะมุ่งสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด และธุรกิจใหม่ๆที่ไกลกว่าพลังงาน แต่เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตในอนาคตของผู้บริโภค เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพ ยา เครื่องมือแพทย์ อาหารเสริม รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับ Mobility และ Lifestyle”

ดิษทัต เผยว่า เมื่อ ปตท. ตั้งเป้าจะก้าวต่อไปอีกขั้น ในฐานะหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของ ปตท. PTT Trading จึงเตรียมเส้นทางธุรกิจในส่วนของการค้าระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ ปตท. ก้าวไปสู่อนาคตตามที่หวังไว้ โดยวางเป้าหมายสำคัญไว้ 4 เรื่องดังนี้

     1. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้สินทรัพย์ของกลุ่ม ปตท. ผ่าน Synergy Project ที่เรียกว่า “Project ONE” แม้ว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดแต่ในช่วงแรกนั้น น้ำมันจะไม่ได้หายไปทันที แต่น้ำมันจะยังคงเป็นพลังงานหลัก แม้อัตราการเติบโตจะลดลงซึ่งกลุ่ม ปตท. จะทำงานร่วมกันโดยประสานความเชี่ยวชาญด้านOperation ของกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กับความเชี่ยวชาญด้าน Commercial ของ PTT Trading เข้าด้วยกัน เพื่อทำให้สามารถบริหารจัดการ Supply & Demand รวมถึงสินทรัพย์ที่กลุ่ม ปตท. ได้ลงทุนไปแล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด

     2. PTT Trading จะเป็นหัวหอกที่สร้างการเติบโตและเป็น Ambassador ที่สร้างชื่อเสียงในเวทีโลกให้กับกลุ่ม ปตท. โดยจะใช้ประโยชน์จากสำนักงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในทุกหัวเมืองสำคัญของโลก เพื่อสร้างโอกาสในการทำ Global Optimization และขยายฐานการค้าของกลุ่ม ปตท. ให้ครอบคลุมทั่วโลก

     3. ปรับ Portfolio เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Green House Gas Emission ปัจจุบัน Portfolio หลักของ PTT Trading ยังคงเป็นน้ำมันและปิโตรเคมี จึงต้องปรับไปสู่ Future Energy & Beyond ให้มากขึ้น ซึ่งเรื่องแรกที่มุ่งเน้นคือ การขยาย LNG Portfolio เนื่องจาก LNG เป็นพลังงานสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต เนื่องจากสะอาดกว่าน้ำมัน และสะดวกในการจัดเก็บขนส่ง และใช้งาน โดย PTT Trading จะใช้ความชำนาญในการบริหารจัดการถังเก็บผลิตภัณฑ์ การบริหารความเสี่ยงราคาและจัดหาเรือขนส่งมาสร้างมูลค่าเพิ่มตลอด LNG Value Chain ของกลุ่ม ปตท. 

นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะขยายการค้าปิโตรเคมีบางตัวที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิตไบโอพลาสติก และการผลิตวัสดุทางการแพทย์ เช่น ถุงมือยางและแคปซูลยา รวมถึงการทำ Carbon Credit Trading เพื่อลด Green House Gas Emission ให้กลุ่ม ปตท. ด้วย

     4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานผ่าน Digital Transformation โดยมุ่งนำ Digital Technology & Platform ที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้ในการทำงานทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าที่อาศัยความรวดเร็วของการตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลที่หลากหลาย ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเพื่อให้การทำงานร่วมกันระหว่างทุกสำนักงานทั่วโลกมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันในลักษณะ ONE Global Book, ONE Global Control, ONE Global Informationด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง ความพร้อมในการปรับตัว พลิกวิกฤติให้กลายเป็นบทเรียนนำสู่หนทางและโอกาสใหม่ๆ PTT Trading จึงถือเป็นหัวหอกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมยกระดับนำเศรษฐกิจไทยด้วย Powering Life with Future Energy and Beyond


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมิถุนายน 2565 ฉบับที่ 482 ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi     

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt